ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

ผ้าขอดแดงหลวงปู่บาง วัดสโมสร ปีละ ๑๐๘ ขอด เท่านั้นประสบการณ์ทั่วแดนเมือง นนทบุรี ใครมีก็หวงแหน
สุดยอดเกจิชาวรามัญ

หลวงพ่อยี ปัญญภาโร สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติพิสูจน์ให้ประจักษ์แจ้ง

พระผงมงคลมหาลาภ? วัดสัมพันธวงศ์

 

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

 

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ

 

พระผงอาถรรพ์ธม หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี

กุมารดูดรกโคตรเฮี้ยน มหาเฮง หลวงปู่ชื่น วัดตาอี

พรายกุมารขอดทรัพย์ (ต้นตำรับเขมรขนานแท้) ขนาดบูชา

หลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนอง ชัยนาท

หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม วัดตาลกง

หลวงพ่อมี เขมธัมโม วัดมารวิชัย จ. อยุธยา

 

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 19
1
ล็อกเก็ต รุ่นแรกหลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประทานราชดำริ บุรีรัมย์
จำนวนการสร้าง ประมาณ ๔๙๙ องค์ ประมาณปี ๓๖
หลวงปู่ฤทธิ์ท่านเป็นพระเกจิดังเชื้อสายเขมรที่มีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคม ทั้งของไทย ลาว และเขมร อย่างหาผู้เทียบ เคียงยาก ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนฐานะ เป็นอย่างไร หลวงปู่ท่านจะให้ การต้อนรับพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องนั่งรถยนต์ราคาแพงๆไปกราบ ท่านแล้วถึงจะได้พบหลวงปู่ นอกจากจะได้รับการต้อนรับขับสู้จากท่านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัวแล้ว หลวงปู่ยังจะ ปลุกเสกวัตถุมงคลในมือของท่านอีกอย่างดีก่อนมอบให้ บางครั้งท่าน
ก็จะจารเป็นยันต์ให้ บางครั้งท่านก็จะพรมน้ำมนต์ให้ วัตถุมงคลของท่านถือว่าเป็นสุดยอด บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่าน ต่างก็พบ กับอภินิหารแบบพลิกชะตาชีวิตให้อย่างทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย เรียกเงินเรียกทอง เป็นต้น
แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นยุคฝืดเคืองเศรษฐกิจ โรคภัย ทำมาหากินลำบากกันถ้วนหน้า แต่คนที่บูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ฤทธิ์มักจะได้พบกับ สิ่งแปลกประหลาด เช่นค้าขายดีขึ้นอย่างผิดปกติ มีโชคลาภ ลองปืนไม่ออก เป็นต้นล็อกเก็ต รุ่นแรก หลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประทานราชดำริ บุรีรัมย์ ลองหากันมาติดตนครับ

2
สาริกาเดี่ยวดงหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ สุสานทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
  สาริกานอกจากจะร้องกล่อมเทพแล้ว สาริกายังมีอิทธิมงคล สาริกาของท่านประสบการณ์ด้านโชคลาภ เงินทอง
ด้านเมตตามหานิยมใครแขวนแล้วใช้เรื่องหญิง ต้องระวังครับห้ามนำสาริกาไปแกว่งน้ำให้ใครกิน จะมาติดพันเอาครับ
นอกจากเอาสาริกามาแช่สีผึ้งปิดปากผี แล้วห้ามด่าพ่อแม่นะครับ สาริกาตนนี้อยู่ตู้วัดกระมอล หลวงพ่อเจียมเนื่องจากมีแม่ชี
ที่อยู่สุสานทุ่งมนไปมาระหว่างสองวัดก็เอาวัดถุมงคลฝากตู้ไว้บ้างทำบุญบ้าง

3
พระพุทธชินราช รพ.สงห์ ๒๕๐๐
๓ โค๊ต และ ๑ โค๊ตเดียว
  ตามประวัติเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ คณะกรรมการแพทย์ได้มีศรัทธาบำเพ็ญพุทธบูชา โดยจัดสร้างพระพุทธรูปชนิดต่างๆ
รวมทั้งพระเครื่องอีกหลายชนิด เป็นพิธีอันมโหฬารถูกต้องตามพุทธสมาคม และครบถ้วนตามพิธีกรรมทุกประการ โดย
 มีวัตถุประสงค์โดยย่อดังนี้
๑.เพื่อเป็นอนุสรณ์ในมงคลสมัยที่พระพุทธศาสนายุกาลจำเริญมาได้ครบ ๒๕๐๐ ปี
๒.เพื่อได้รวบรวมทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธา สร้างพระพุทธรูปต่างๆในครั้งนี้ สำหรับตั้งเป็นทุนเพื่อวินิจฉัยค้นคว้าเกี่ยวกับ
วิชาการของแพทย์เพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ชนทั่วไป
นายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ในแต่ละจังหวัด ได้ขอผงศักดิ์สิทธิ์จากพระอาจารย์ที่ได้ลงอักขระในแผ่นโลหะสำหรับ
หล่อพระพุทธรูปโดยขอจังหวัดละ ๑๐ องค์ แต่ได้ผงมาจากพระอาจารย์ทั้งหมด ๗๐๙ องค์ รวมทั้งดินจากสังเวชนียสถาน
ทั้ง ๔ แห่ง. นอกจากนี้ยังได้ผงชินและผงศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่อีกมาก หลังจากนั้นนำผงมาประสมรวม ณ พระวิหารโรงพยาบาลสงฆ์
จากนั้นนำผงมาประสมใส่ในพระเครื่องดินเผา โดยคลุกเคล้าอย่างละเอียดทั่วทุกองค์พระที่สร้าง คณะกรรมการได้สร้าง
พระเครื่องดินเผารวม ๓ ชนิด คือ
๑.พระพุทธชินราช สำหรับประจำตัวชาย
๒.พระนางพญา สำหรับประจำตัวหญิง
๓.พระรอด สำหรับประจำตัวเด็ก
โดยได้แยกทำ ๒ แห่ง คือ
๑.พระพุทธชินราชและพระนางพญา
ประกอบพิธีสร้างที่พระวิหารหลวง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก ประกอบพิธีสร้าง เมื่อ ๓๐ และ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๐
ในวันที่ ๓๐ ม.ค. ๒๕๐๐ ได้มีการนำพิมพ์พระ และผงศักดิ์สิทธิ์มาตั้งไว้ภายในพระวิหาร วงสายสิญจน์จากองค์
พระหลวงพ่อพระพุทธชินราช ลงล้อมสิ่งของเครื่องพิธีทั้งปวง โดยเริ่มจุดเทียนชัยเวลา ๑๙.๐๐ น. มีเจ้าคณะจังหวัด
เป็นประธานเจริญพระพุทธมนตร์และมีพระสงฆ์นั่งปรกบริกรรมปลุกเศกทั้งคืนโดยมีหลวงพ่อไซ้ วัดช่องลม จ.อุตรดิตถ์
เป็นประธาน.รุ่งขึ้นเวลาเช้าได้ปฐมฤกษ์ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม วัดพระเชตุพน ได้พิมพ์พระเป็นปฐมฤกษ์ พระสงฆ์
สวดชัยมงคลคาถาแล้วดับเทียนชัย แล้วทำการพิมพ์พระจนได้ครบจำนวน

๒.พระรอด
ประกอบพิธีสร้างที่ พระวิหารหลวง วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน
ได้ประกอบพิธีสร้างในวันที่ ๓๑ ม.ค.๒๕๐๐โดยเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๕ น.ได้มีการเจริญพระพุทธมนตร์และสวดเบิก
ตามแบบเมืองเหนือ โดยประกอบพิธีการสร้างพระรอดแบบเก่าแต่ครั้งก่อน เสร็จพิธีแล้วได้นำผงศักดิ์สิทธิ์คลุกเคล้า
ลงในดินที่จะพิมพ์เป็นองค์พระ หลังจากนั้นจึงนำพระทั้งหมดมาเข้าพิธีพุทธาภิเษก และฉลองที่โรงพยาบาลสงฆ์
รวมเป็น ๓ ครั้งด้วยกัน โดยทำการฉลองในวันที่ ๑-๒ พ.ค. ๒๕๐๐ โดยทำการกดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้
นำพระทั้งหมดมาเข้าพิธีพุทธาภิเษก และฉลองสมโภชน์ที่โรงพยาบาลสงฆ์ หลายวาระด้วยกัน โดยครั้งแรกทำ
พิธีพุทธาภิเษกโดยยอดพระเถระอาจารย์ผู้เรืองพระเวทวิทยาคมในยุคนั้นครบครัน โดยทำพิธีมหาพุทธาภิเษกวา
วาระแรก ๓ วัน ๓ คืน ระหว่างวันที่ ๗-๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ครั้งที่สอง ๑-๒ พ.ค. ปี พ.ศ.๒๕๐๐
โดยมีพระอาจารย์ดังนี้

๑.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสระเกศ
๒.ท่านเจ้าคุณราชโมลี วัดระฆังโฆสิตาราม
๓.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
๔.ท่านเจ้าคุณปภัสสรมุนี วัดมิ่งเมือง เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
๕.หลวงพ่อเมี้ยน วัดพระเชตุพน
๖.หลวงพ่อหลาย วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี
๗.ท่านเจ้าคุณโสภณสมาจาร วัดหนองบัว กาญจนบุรี
๘.หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี
๙.หลวงพ่อสุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี
๑๐.ท่านพระครูปลัดบุญรอด นครศรีธรรมราช
๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
๑๒.หลวงพ่อ เต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
๑๓.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
๑๔.หลวงพ่อแสวง วัดกลางสวน สมุทรปราการ
๑๕.หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม
๑๖.ท่านพระครูไพโรจน์วุฒิคุณ วัดโพธินิมิต ธนบุรี
๑๗.ท่านพระครูวิริยกิติ วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี
๑๘.ท่านพระครูปลัดเกียรติ วัดมหาธาตุ พระนคร
๑๙. พระครูกัลยาณวิสุทธิคุณ วัดดอนยานนาวา พระนคร และพระเกจิอาจารย์อื่นๆอีกมากมาย
๒๐.พระครูกรุณาวิหารี (หลวงปู่เผือก)วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ
๒๑.หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ วัดชนแดน หรือ พระครูวิชิตพัชราจารย์ เพชรบูรณ์


4
พระขุนแผนรุ่นแรก หลวงพ่อสาย ปาโมกโข วัดตะเคียนราม จ.ศรีสะเกษ

มวลสาร ว่านวิเศษ ๑๐๘ ชนิดผสมองอิทธิเจ เสน่ห์แรง เมตตามหาละลวย
 
ด้านหลังกำกับด้วยยันต์ใบพัด เมตตามหาชาตรี มหาเสน่ห์ โชคลาภ ปกป้องคุ้มภัย
 
สร้างปี ๒๕๓๐ สร้าง ๒,๐๐๐ องค์ หลวงปู่สรวงร่วมปลุกเสกให้ ๑ ชั่วโมง

 

5
หลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนอง ชัยนาท
อิทธิฤทธิ์ “หลวงปู่เล็ก” สำเร็จอำนาจทิพย์ทั้งห้า รูปหล่อองค์นีได้มาจากลุงเติม หน่ายคร หลานหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม ชลบุรี
สมัยในวัยรุ่นนั้น ลุงเติมท่านเดินสายต่อย มวยแถวชัยนาทและกรุงเทพ ท่านชอบไปนมัสการหลวงปู่หลวงพ่อเพื่อเป็นกำลังใจ
เสมอๆ ก็มีเรื่องราวหลายๆวัดที่ท่านเจอกํบตัวเองแล้วนำมาถ่ายทอดให้ฟัง มีครั้งนึง เจอคู่เปรียบมวยแล้วตัวเล็กกว่าเค้ามาก
เย็นนั้นไปกราบหลวงพ่อกวย หลวงพ่อกวยหัวเราะชอบใจ บอกไม่ต้องกลํวไอ้หนู มีของดีคุ้มตัวอยู่ก่อนแล้ว เอามานี่ท่านเอา
ผ้ายันต์แดงมาม้วนแล้วมัดที่แขนขวาแล้วเป่าท่านบอก ยกแรกกันให้หมดเก็บหัวเก็บตัวไว้ ยกสองน็อคอย่างเดียว ซึ่งคืนนั้น
ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ยกแรกโดนถล่มๆยังกะสงคราม พอยกสองต่อสาวออกไปสองสามหมัดโดนปลายคางหลับน็อคตามที่
หลวงพ่อกวย ท่านบอกแบบนั้นจริงๆ กลับมาหลวงพ่อเล็กต่อ รูปหล่อรุ่นนี้ตอนที่ท่านเสกมี นักการเมืองสมัยนั้นมากราบ
หลวงปู่เล็กอยู่ในพิธี เสกรูปหล่อที่ในบาตร สักพักก็มีเสียงโลหะเสียดสีกันในบาตรแล้วเด้งออกจากบาตร ทำให้คนอยู่ด้าน
หน้าเค้าขอเอาไปบูชาจากหลวงปู่เล็ก อันนี้เรื่องรูปหล่อรุ่นแรกนะครับ
          หลวงพ่อ วัดบ้านหนองหรือหลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนอง ชัยนาท
ท่านเกิดปี มะแม ๒๕ พ.ค. ๒๔๓๗ ท่านบวชเมื่อปีมะโรงอายุ ๒๒ ปี ณ วัดอินทาราม (ตลุก) อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
พระอุปัชฌาย์ของท่านคือ หลวงพ่อคง วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ห้วยกรด พระคู่สวด คือท่านเจ้าคุณอุดร อยู่วัดโพธิ์ และ
พระสมุห์เชิด ท่านบวชตั้งแต่เป็นสามเณร และไม่เคยสึกออกจาก ร่มกาสาวพัสตร์
หลวงพ่อเล็ก หรือหลวงปู่เล็กท่านจำพรรษาอยู่ที่ วัดตลุก ๔-๕ ปีกับพระอาจารย์องค์สำคัญคือ หลวงพ่ออ่ำแห่งวัดตลุก
ท่านศึกษาวิชาจากหลวงพ่ออ่ำ แห่งวัดตลุก พระอาจารย์ของท่าน เป็นพระผู้ทรงคุณวิเศษเรื่องเวทย์อภิญญา สำเร็จวิชาธาตุ
ทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สามารถเปลี่ยนธาตุต่างๆ ได้ จากดินเป็นน้ำเป็นลมหรือไฟก็ได้ หลวงพ่ออ่ำท่านเป็นพระสมัยเดียวกัน
กับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ที่นับว่าเรืองวิชาอาคมสูงองค์หนึ่ง “ปากท่านศักดิ์สิทธิ์มาก” แม้แต่
“เรือกลไฟที่กำลังแล่นมาท่านบอกให้หยุดได้ทันที” ท่านยังเป็นพระที่ เก่งทางรักษาโรคด้วยสมุนไพร และถอนคุณไสยต่างๆ
อภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่ออ่ำ ยังมีอีกมาก แต่ไม่อาจนำมาลงได้หมด ที่นี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น
หลวงพ่อเล็ก หรือ หลวงปู่เล็ก อินทสะระท่านเป็นพระสุปฏิปันโนองค์หนึ่งแห่งวัดบ้านหนอง ที่ชาวบ้านหนองเลื่อมใส
เมื่อสมัยที่ท่านจาริกธุดงค์นั้น หลวงปู่เล็กได้ยึดหลักประการแรกคือ ทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยศีลอย่างเคร่งครัด เพราะ
พระอาจารย์ของท่าน คือหลวงพ่ออ่ำ สอนย้ำแล้วย้ำอีกก่อนจะอนุญาตให้ท่านออกธุดงค์ว่า พระธุดงค์ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์
เมื่อไรก็มักจะเกิดมีเหตุร้ายขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอเพราะผีสางเทวดาสิ่งลี้ลับอาถรรพณ์ ตลอดจนสัตว์ร้ายต่างๆ
มีความเคารพนับถือผู้มีศีลสะอาด บริสุทธิ์ หากผู้ใดเป็นสมณะที่มีศีลด่างพร้อยย่อมจะถูกภัยอันตรายเล่นงานเอาได้ไม่รู้ตัว

หลวงปู่เล็กเดินธุดงควัตรบำเพ็ญทางจิตแล้ว ท่านยังได้พยายามเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้ยอดยิ่ง ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่าง
สันโดษตามถ้ำ ตามป่าลึกเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาเพิ่มเติม
หลังจากที่หลวงปู่เล็กได้ท่องเที่ยวธุดงค์ บำเพ็ญภาวนาทางจิตใจรับความสงบในพระสมาธิธรรม และเจริญญาณเมตตา
ตลอดจนศึกษาพุทธาคม จากครูบาอาจารย์หลายสำนักพอสมควรแล้ว ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดบ้านหนอง ตำบลตลุก
อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ก่อนที่จะมาจำพรรษาอยู่วัดนี้ ท่านเคยจำพรรษาวัดอื่น มาแล้วในสมัยธุดงค์
เพราะการเที่ยวธุดงค์นั้นเมื่อใกล้พรรษาก็จะหาวัดใดวัดหนึ่งจำพรรษา ครั้งออกพรรษาแล้วจึงจะธุดงค์ต่อไปอีก
ยกเว้นพระธุดงค์บางองค์หรือบางหมู่ที่จะอธิษฐานเข้าพรรษาตามถ้ำเขาลำเนาไพร ตามสภาวะความเหมาะสม หลวงปู่เล็ก
เลยจำพรรษาเท่าที่จำได้มี วัดดอนรังนก วัดโสภาราม เป็นต้น
ท่านได้เริ่มสร้าง “อิทธิวัตถุ” เป็นเหรียญรุ่นแรก ที่วัดบ้านหนอง เหรียญรุ่นนี้ท่านลงเหล็กจารกำกับทุกเหรียญ เวลานี้หายากแล้ว
ใครมีไว้ก็หวงแหนเพราะมีประสบการณ์ในความศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ยอดเยี่ยมในทุกด้านทั้งเมตตามหานิยมคงกระพันหนังเหนียว
และมหาอุด รวมทั้งแคล้วคลาด สำหรับเหรียญรุ่นต่อมาคือเหรียญรุ่น ๒ รุ่น๓ พอจะหาได้ในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้าน แต่คง
จะไม่ปล่อยให้ใครง่ายๆ เพราะหวงแหนเอาไว้ป้องกันตัวเอง
หลวงปู่เล็ก ก็มีบุคลิกและอัธยาศัยสมถะพูดน้อย ถ้าใครไม่ถามท่านจะไม่พูดอะไรเลยได้ แต่นั่งสงบเงียบอยู่ตลอดทั้งวัน ดังนั้น
เรื่องพูดโอ้อวดคุณวิเศษของตน จึงเป็นสิ่งที่ท่านไม่ประพฤติเลย ท่านสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ความเป็นจริงแล้ว ท่านเป็นพระเกจิ
อาจารย์ที่เปี่ยมล้น ไปด้วยจิตภูมิธรรมขั้นสูง ทรงคุณระดับขั้นอิทธิอภิญญาณ เป็นที่ประจักษ์รู้เห็น ในหมู่ศิษยานุศิษย์ และ
ผู้มีวาสนาได้ใกล้ชิดกราบไหว้ท่านมาแล้ว เป็นต้นว่า
๑ มีวาจาสิทธิ์ พูดอะไรเป็นเช่นนั้น ๒ มีตาทิพย์ ๓ หายตัวได้ ๔ ถ่ายรูปไม่ติด ๕ อิทธิวิธี หรือ ทรงฤทธิ์ วิชา๕ ประการนี้
หลวงพ่ออ่ำ วัดตลุก ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ได้ประสิทธิ์ ประสาทให้แก่หลวงปู่เล็กอย่างเต็มภูมิ และท่านยังได้รับการเสริมวิชา
มหัศจรรย์ดังกล่าวนี้ให้มีอานุภาพยิ่งขึ้น จากครูบาอาจารย์เถื่อนถ้ำและสำนักสำคัญๆ อีกหลายแห่งจนครบวงจรหรือสมบูรณ์
แบบใน “วสีภาวะ” หรือความเชี่ยวชาญในการสำแดงให้สัมฤทธิ์ผลในชั่วพริบตานั่นแลฯ
จะได้สาธกยกตัวอย่างประกอบดังต่อไปนี้ ซึ่งสดับตรับฟังจากชาวบ้านที่มีประสบการณ์และเป็นผู้มีศีลธรรมไม่พูดเหลวไหล
ไร้สาระ ดังนั้นคำพูดของบุคคลดังกล่าวพึงเชื่อถือได้
รายแรก คือ “ครูสอน” อยู่บ้านหนอง ได้ถ่ายรูปหลวงปู่เล็กโดยพลการเมื่อเอาฟิล์มไปล้างปรากฏว่าถ่ายติดแต่ฉากหลัง
หรือ แบ็คกราวน์ส่วนภาพหลวงปู่เล็กถ่ายไม่ติด
เรื่องถ่ายภาพไม่ติดนี้ มักปรากฏกับพระเกจิอาจารย์ดังๆอยู่เสมอเป็นเรื่องที่ช่างภาพกล่าวขวัญกันมาหลายสิบปีแล้ว
พลังจิตมหัศจรรย์เป็นของมีจริง ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงพ่อ ท่านไม่พอใจจะให้ถ่ายรูปของท่านเพียงแต่ท่านกำหนดจิต
ว่าไม่ให้ถ่ายติด อำนาจพลังจิตนั้นก็จะไปทำปฏิกิริยาทางฟิสิกส์เคมีหรือแปรธาตุ ให้เปลี่ยนแปลงหมดสิ้น
ทีนี้มาว่าถึงตาทิพย์ของหลวงปู่เล็ก
วันหนึ่งนายประชาอยู่บ้านหนองใกล้ๆวัดนั่นเอง ได้ซื้อแตงโมลูกใหญ่สีเขียวอมดำไป ถวายหลวงปู่เล็ก แตงโมพันธุ์นี้คนขาย
ยืนยันว่ามีเนื้อสีแดงแจ๋หวานจ๋อย และได้ผ่าลูกอื่นๆให้คนซื้อกินเห็นชัดๆ ว่าทุกลูกเนื้อแดงหวานกรอบจริง
แต่หลวงปู่เล็กบอกนายประชาว่า แตงโมลูกนี้เนื้อขาวซีดไม่เข้าท่า ซื้อมาทำไม เนื้อขาวซีดไม่หวานกรอบ
นายประชาก็เถียงหลวงปู่เล็กว่า เนื้อแดงแน่เพราะซื้อจากเจ้าเดียวกันนี้คนอื่นที่ซื้อผ่าดูก็เห็นเนื้อแดงแจ๋ทุกราย ไป และ
แตงโมลูกนี้ที่เขาซื้อมาแม่ค้าก็ยืนยันว่าเนื้อแดงหวานกรอบแน่นอน ถ้าไม่จริงยินดีรับคืน ว่าแล้วนายประชาก็ผ่าแตงโมลูก
นี้ถวายหลวงปู่เล็ก เมื่อผ่าออกมาก็ต้องตะลึงตาค้าง เพราะเนื้อในแตงโมขาวซีดเหมือนสำลี เหมือนดังที่หลวงปู่เล็กมองเห็น
ด้วยตาใน หรือทิพย์จักษุญาณ ของท่าน นี้แสดงว่าตาทิพย์ของหลวงปู่เล็กแหลมคมน่าอัศจรรย์จริงๆ

ในด้านวาจาสิทธิ์ ของหลวงปู่เล็ก ได้เกิดขึ้นกับกระทาชายคนหนึ่งชาวบ้านใกล้วัดของท่านนั่นเอง แต่ไม่เอ่ยชื่อให้เขาได้อาย
 จึงสมมุติชื่อว่า “ทิดมาก” คว้าแหเดินผ่านวัดจะไปทอดแหหาปลาในที่ของวัด บังเอิญหลวงปู่เล็กเห็นเข้าก็เตือนสติว่า
“ไอ้ทิด ปลาวัดมันร้อนเหมือนไฟ เอ็งจะจับเอาปลาวัดไปกินมันก็เป็นบาป ซ้ำแหของเอ็งจะวายวอดหมดจะบอกให้”
ทิดมากหัวเราะขบขัน เรื่องอะไร จะไปเชื่อหลวงตาวัยใกล้เข้าเมรุ อันว่าพระสงฆ์องค์เจ้าก็ดีแต่เขียนเสือให้วัวกลัว เทศน์ๆสอนๆ
ให้แต่ชาวบ้านกลัวนรก และเอาสวรรค์เข้าล่อ ซ้ำยังเตือนให้นึกถึงแต่ความตาย วันละร้อยหนพันหน ไม่ประมาทซึ่งตรงกันข้าม
กับพวกพ่อค้าพูดคุยกันแต่เรื่องความร่ำรวย
วันนั้นทิดมากทอดแหจับเอาปลาในวัดตัวโตๆได้เกือบเต็มข้อง พอถึงบ้านก็ทั้งต้มทั้งแกงและย่างไฟจิ้มแจ่วล่อกันพุงกางทั้ง
ครอบครัว อิ่มหมีพีมันจนต้องเรอออกมาดังๆแสนจะสุโขเสียนี่กระไร ปลาวัดมันช่างเนื้อนุ่มหวานมันอย่าบอกใคร วันรุ่งขึ้นทิด
มากตื่นนอนขึ้นมาก็รู้สึกร้อนอกร้อนใจอย่างไรพิกล จะว่าท้องไส้วิปริตเพราะอาหารเป็นพิษก็ไม่ใช่ มันหงุดหงิดขุ่นมัววิตกกังวล
อะไรก็ไม่รู้จึงเดินถอนหายใจเฮือกๆออกมาหยุดยืนที่นอกชานแหงนหน้าขึ้นฟ้าสูดเอาอากาศโล่งๆเข้าปอดเป็นการขับไล่อารมณ์
เครียดหลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนองได้เคยเอ่ยกับลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งว่าปลัดขิก ถ้าเป็นของดีจริงต้องวิ่งได้ ว่ายน้ำได้ ถ้าจับ
ปลัดขิกใส่บาตรมันจะวิ่งเลาะขอบบาตรดังแกรกๆจะออกไปเที่ยว ศิษย์คนนั้นไม่เชื่อจะเป็นไปได้ หลวงปู่เล็กมีเมตตาแสดงให้ดู
โดยให้ศิษย์รายนี้เอาบาตรใส่น้ำจนเต็มหลังจากนั้นหลวงปู่เล็กท่านก็เอาปลัดขิกที่ท่านปลุกเสกแล้วใส่ลงไป ปรากฏมหัศจรรย์
ปลัดขิกตัวนั้นวิ่งแหวกน้ำในบาตรไปรอบๆ ราวกับมังกรตาเดียวที่มีชีวิตจิตใจ ทำเอาศิษย์ถึงกับผงะตาค้างด้วยความขนพอง
สยองเกล้า นับตั้งแต่นั้นมาศิษย์รายนี้ก็เชื่อมั่นว่าปลัดขิกที่หลวงปู่เล็กทำการปลุกเสกมาตลอดพรรษามีอภินิหารจริงๆปราศ
จากข้อสงสัย

ตอนที่หลวงปู่เล็กมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหนอง ใหม่ๆนั้น ท่านได้แจกปลัดขิกและตะกรุด ตลอดจนรูปถ่ายของท่านที่ปลุกเสก
แล้วให้แก่ศรัทธาญาติโยมชาวบ้านในจำนวนไม่มากนักต่อจากนั้นมาหลายปีท่านก็ไม่ยอมทำอีกทั้งๆที่ลูกศิษย์ลูกหาได้อ้อนวอน
รบเร้าให้ท่านทำแต่ท่านก็เฉยเสีย

หลวงปู่เล็ก นับว่าเป็นพระที่อาวุโสองค์หนึ่ง ของชาวจังหวัดชัยนาท ที่น่าเคารพนับถือ และกราบไหว้ ท่านไม่เคยคุยโม้โอ้อวด
ไม่ถือชั้นวรรณะ ท่านมีเมตตา และสันโดษ ทุกวันนี้ มีคนเดินทางไปกราบสรีระท่านเสมอ ทั้งใกล้และไกล คนแถวบ้านหนอง
ทราบกันดีว่า “ปากท่านศักดิ์สิทธิ์” แม้แต่ชานหมากของ ยังมีผู้นำไปบูชาติดตัว พุทธคุณในวัตถุมงคล ของท่านที่ปลุกเสก
ลูกศิษย์ทั่วไปต่างกราบและ ประจักษ์กันดีว่า พุทธคุณดีเด่นครบทุกด้านเป็นอย่างไร

เวลาท่านปลุกเสกพระ บางคนจะเห็นลำแสงพวยพุงวิ่งไปตามสายสิญจน์เลยทีเดียว ชานหมากของท่านเรียกว่า ไม่มีได้เจอเพราะ
ศิษย์ต่างเก็บกันหมด ไม่มีให้เห็นกันเลย ท่านเป็นพระที่ถือธุดงค์ เป็นอาจิณ แม้ตอนที่ท่านอาพาธอยู่ ท่านก็ไม่ละทิ้งธุดงค์
และท่านมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ทุกคนที่ไปหา แม้ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว แต่หากต้องการให้ท่านได้ช่วยเป่ากระหม่อมให้
ท่านก็ทำให้ ถึงแม้จะนอนอยู่ก็ตามที วัตถุมงคลของท่านปัจจุบันหาไม่ค่อยได้แล้วครับ เชื่อว่า คนมีก็หวงและเก็บหมด
เพราะเชื่อมั่นในพุทธคุณและความเข้มขังในองค์พระที่ท่านปลุกเสก หลายๆคนบอกว่ามีพระเครื่องของท่านแล้ว สบายใจ
ทำการค้าขาย ก็เจริญรุ่งเรืองดี ไม่ติดขัด ยิ่งเก็บมาก ก็ยิ่งมีทรัพย์มาก ว่ากันอย่างนั้นครับ

หลวงปู่เล็กนั้นแม้ท่านจะชราภาพ อายุถึง 97ปีในปี พ.ศ.2534 แต่ท่านก็ยังมีความจำดี ไม่เสื่อมคลาย ท่านยังปลุกเสก
วัตถุมงคลได้ จนกระทั่งปลายปี 2534 หลวงปู่เล็กได้อาพาธหนักได้เข้ารักษาตัวที่รพ.ชัยนาท
(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นรพ.ชัยนาทนเรนทร)จนกระทั่งเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู จนถึงเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๕
หลวงปู่เล็กได้ละสังขาร มรณภาพจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความเสียใจของศิษย์และชาวบ้านหนอง ตลอดจนชาวชัยนาท
ได้มาร่วมงานศพของหลวงปู่เล็กกันมากมาย
แรกเริ่มทีเดียวทางวัดได้ตั้งสวดพระอภิธรรม แต่เมื่อตั้งศพสวดพระอภิธรรมนานๆเข้าได้สังเกตเห็นร่างของหลวงปู่เล็ก ไม่เน่าเปื่อย
ไปตามกาลเวลา ทางวัดจึงปรึกษาหารือกัน สรุปว่าเก็บร่างหลวงปู่เล็กไว้ในโลงแก้วเพื่อให้ศิษย์และประชาชนทั่วไปมากราบไหว้
หลวงปู่เล็ก อินทะสะระ จนถึงปัจจุบัน

คาถาเสกข้าว หลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนอง
นะปัญญา ปะที ปะชะ ลิโต

6
หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม วัดตาลกง
หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม หรือพระครูวินัยวัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดตาลกง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นพระนัก
พัฒนา พระนักปฏิบัติ เคร่งครัดพระธรรมวินัย มีบุคลิกลักษณะผิวพรรณผ่องใส อัธยาศัยเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา
ใครไปหากราบไหว้ ท่านต้อนรับทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะด้วยไมตรีจิต สมเป็นสมณพุทธบุตรธรรมทายาท เนื้อนาบุญอย่างแท้จริง
ประวัติวัดตาลกง     วัดตาลกง ตั้งอยู่เลขที่ ๕๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
 สังกัดวัดมหานิกาย เนื้อที่ ๑๓ ไร่เศษ สันนิษฐานว่าวัดตาลกง เริ่มแรกเป็นสำนักสงฆ์ ชื่อ "สำนักสงฆ์ตาลโก่ง" ประมาณพ.ศ.๒๓๙๐ (๑๕๐ปีกว่า) ตามประวัติที่คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบ ๆ กันมา ณ บริเวณที่ตั้งสำนักสงฆ์ มีต้นตาลต้นหนึ่งลักษณะออกยอดอยู่
ประมาณ ๗ ยอด ลำต้นโก่ง เรียกกันว่า"ตาลโก่ง"
ครั้นต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงยกฐานะขึ้นเป็นวัดโดยสมบูรณ์ จากชื่อเดิมตาลโก่งที่เคยเรียกขานกันมาก ก็เน่อกลายมาเป็น
"ตาลกง" ซึ่งเป็นชื่อ วัดตาลกง ในปัจจุบัน
     วัดตาลกง  มีเจ้าอาวาสปกครองดูแลสืบทอดกันมาหลายรูป แต่ไม่ปรากฎหลักฐาน พ.ศ.ชัดเจนนัก สำหรับเจ้าอาวาสที่มี
ชื่อเสียงรู้จักกันดีในอดีต คือหลวงพ่อตุ้ม มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความสำคัญที่เล่ากันว่า ภายในอุโบสถวัดตาลกงหลังเดิม
สันนิษฐานสร้างประมาณ พ.ศ.๒๔๑๕ มีผงพุทธคุณ เสน่ห์เมตตานิยมสูงบรรจุไว้ เป็นของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี
ในสมัยที่หลวงพ่อตุ้มเป็นเจ้าอาวาส
     เจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อผิว (ผู้เป็นลุงของหลวงพ่ออุ้น) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์เวทมนต์
คาถาอาคมรุ่นเดียวกับหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง  ทั้งมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่นาค วัดหัวหิน
(พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่คำ วัดหนองแก)  จนมาถึงยุคสมัยของหลวงพ่ออุ้น สุขกาโม ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดตาลกง พ.ศ.๒๕๐๔
 ซึ่งท่านได้พัฒนาผลงาน ก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์ตลอดถาวร วัตถุเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ชาติภูมิ
     หลวงพ่ออุ้น นามเดิม อุ้น อินพรหม ถือกำหนดเมื่อวันศุกร์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๙ เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องร่วมอุทร
เดียวกัน ๘ คน คือ ๑.หลวงพ่ออุ้น ๒.นายอิ่น ๓.นายเอื่่อน ๔.นายพวง ๕.นายแดง ๖.นางพุด ๗.นางเพี้ยน
๘.นางพ้วน ของโยมพ่อบุญ อินพรหม โยมแม่เล็ก อินพรหม ณ บ้านหนองหินถ่วง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
     เริ่มการศึกษาเบื้องต้น หนังสือไทย ขอม ที่วัดไสค้าน จนกระทั่งจบการศึกษาภาคบังคับ แล้วมาช่วยเหลือบิดามารดา
ประกอบอาชีพในด้านเกษตรกรรม
สู่ร่มเงากาสาวพัสตร์
    เมื่ออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดตาลกง ตรงกับวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๙
โดยมีพระอธิการชัน วัดมาบปลาเค้า เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการผิว วัดตาลกง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และพระอธิการขาว วัดอินจำปา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า "สุขกาโม"
ครั้นอุปสมบทแล้วได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาลกงศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อผิว และศึกษาข้อวัตรปฏิบัติเรื่อยมา
การศึกษาพุทธาคม
     การศึกษาพุทธาคมของหลวงพ่ออุ้น เริ่มจากการอยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อผิว วัดตาลกง ซึ่งเป็นพระอาจารย์
ที่เชี่ยวชาญไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาอาคม รุ่นราวคราวเดียว (สหธรรมิก) กับหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง ทั้งยัง
เก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เมตตา อยู่ยงคงกระพัน ซึ่งใกล้ชิดกับ หลวงปู่นาค วัดหัวหิน ทั้งเคยเดินทางไปขอศึกษา
วิชาความรู้จากหลวงปู่นาคอยู่เป็นประจำ
     หลวงพ่อผิว ธมฺมสิริ เป็นพระเกจิทรงคุณวิเศษของเมืองเพชรบุรีในยุคนั้น แต่อุปนิสัยของท่านชอบอยู่อย่างสันโดษ
เก็บตัวเงียบไม่ยอมเปิดเผยว่ามีดีนาน ๆ จะลง นะ ที่กระหม่อมให้ผู้ไปหาท่านสักครั้ง
     ชาวบ้านวัยชราอายุ ๘๐ กว่า เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อผิวลง นะ ที่หัวให้ตัวเดียว มีคุณสารพัด อยู่ยงคงกระพันจนวันตาย
คนเก่า ๆ แถวท่ายางต่างประจักษ์ในความคงกระพันชาตรีมาแล้วหลายราย ก่อนนี้มีไอ้หนุ่มวัยรุ่นจากประจวบคีรีขันธ์มาติด
พันสาวมาบปลาเค้า เข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อผิว ขอให้ท่านลงนะที่กระหม่อมให้  ครั้นต่อมาไม่นานเขากลับมามาบปลาเค้า
อีกครั้ง  ถูกนักเลงท้องถิ่นแทงด้วยมีด ตีหัวด้วยท่อนไม้แต่ไม่ยักเป็นไร เลยฮึดสู้หนึ่งต่อสาม เล่นเอานักเลงเจ้าถิ่นต้องเปิดหนีกัน
จ้าละหวั่นไปเลย
หลวงพ่ออุ้น เป็นที่โปรดปรานของหลวงพ่อผิวมาก ๆ ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาให้จนหมดสิ้น
     ในพรรษาต่อมา หลวงพ่ออุ้นเดินทางไปกราบนมัสการ หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง  ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนฝึก
ปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน พุทธาคม โดยเรียนฝึกวิชากสิณจนชำนาญในกสิณ ๑๐ รวมทั้งตำรับตำราการทำผง
เมตตาชั้นสูงจากหลวงพ่อทองศุข
     หลวงพ่อทองศุข เห็นความมานะพยายามประจวบกับหลวงพ่อผิว อดีตเจ้าอาวาสวัดตาลกง ก็มีความคุ้นเคยกันมาก่อนแล้ว
ท่านจึงรับหลวงพ่ออุ้นไว้เป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้อย่างเต็มที่  ก่อนที่จะมีการศึกษาเล่าเรียนนั้น หลวงพ่อทองศุข ได้ดูฤกษ์ยาม
ก่อนแล้วนัดกำหนดวันให้หลวงพ่ออุ้นเดินทางไปทำพิธีขึ้นครูหรือการยกครูโดยมีขันธ์ ๕ ดอกไม้ ธูป เทียน บายศรี ทำพิธีขึ้นครู
     กล่าวได้ว่า หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม เป็นศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมจากหลวงพ่อทองศุข รูปหนึ่งอย่างแท้จริงไม่ใช้เป็นเพียงการ
กล่าวอ้าง  ในการเรียนวิชาของหลวงพ่ออุ้นนั้น  ต้องเดินทางจากวัดตาลกงไปเรียนที่วัดโตนดหลวงครั้งหนึ่งจะต้องไปพักอยู่
วัดโตนดหลวงถึง ๑๕ วัน ไปกลับอย่างนี้อยู่เป็นประจำ  และยังออกปริวาสกรรมร่วมกับหลวงพ่อทองศุข ขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียร
ในป่าช้าก็บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งได้กับกับหลวงพ่อ่จันวัดมฤคทายวันซึงเป็นญาติกับหลวงพ่อทองศุข  หลวงพ่อจันรูปนี้เก่งวิชา
สะกดชาตรีคือเป็นวิชาสะกดให้สัตว์ร้ายอยู่กับที่ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้  ทราบว่าท่านได้เรียนมาจากพระธุดงค์ชาวเขมร 
     หลวงพ่อจันได้ถ่ายทอดวิชาสะกดชาตรีให้หลวงพ่ออุ้นเช่นกัน  สำหรับวิชาที่โดดเด่นสำคัญสุดของหลวงพ่อทองศุข 
ยากนักที่ศิษย์ผู้ใดจะได้รับถ่ายอดให้ คือ วิชาทำผงพระจันทร์ครึ่งซีก  วิชาผงพระจันทร์ครึ่งซีกเป็นอย่างไร ว่ากันว่าเป็น
ผงเมตตามหานิยมที่มีพุทธคุณอมตะล้ำลึกยิ่งกว่าผงอิทธิเจ  และผงปถมังหลายเท่านัก  จากวิชาผงพระจันทร์ครึ่งซีกนี้ 
หลวงพ่ออุ้นยังไม่ปรากฎว่าท่านนำออกมาทำผงเลย เพราะมีกฎสัจจะที่สำคัญมาก นอกจากนั้นหลวงพ่อทองศุขยังได้สอนการ
ทำผงอิทธิเจ  ผงปถมัง  ผงมหาราช  และผงหน้าพระภักษ์  ซึ่งเป็นตำรับสุดยอดของพระผงวัดนก จังหวัดอ่างทอง  ตำราผง
หน้าพระภักษืนี้ทราบว่าได้สูญหายไปจากวงการไสยศาสตร์เป็นเวลานานแล้ว  หากมีอยุ่หรือตกเป็นมรดกแก่ผู้ใดก็น้อยเต็มทีที่จะรู้ได้
     สำหรับวิชา นะ ปัดตลอด นั้น หลวงพ่ออุ้นได้รับการถ่ายทอดเช่นกัน วิชานี้จะสังเกตได้ถึงวัตถุมงคลของสำนักงานวัดโตนดหลวง
มียันต์นะ ปัดตลอด และ นะ ปถมังปรากฎอย่างชัดเจน  รวมทั้งวัตถุมงคลศิษย์สายหลวงพ่อทองศุขทุกรูป
    หลวงพ่ออุ้นเป็นพระที่มีบุคลิกลักษณะผิวพรรณวรรณะผ่องใสอัธยาศัยไมตรีเปี่ยมด้วยเมตตาและสัจบารมีเป็นที่ตั้ง  ท่านใส่ใจ
ในเรื่องที่วัฏสงสาร  คือการเกิดแก่เจ็บตาย บุญกรรม  และสิ่งลี้ลับในธรรมชาติ  โดยเฉพาะเรื่องเวทมนตร์คาถาอาคมอักขระเลขยั
ต์เป็นพิเศษ  ซึ่งชอบมาตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นแรงจูงใจให้ศึกษาเล่าเรียน  เรียนรู้และปฏิบัติให้เข้าถึงรู้แจ้งเห็นจริง  ด้วยเหตุนี้
หลวงพ่อทองศุขได้เล็งเห็นอุปนิสัยใจคอแล้ว  จึงถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่ออุ้นจนหมดสิ้น
จากนั้นต่อมาหลวงพ่ออุ้นได้ไปกราบนมัสการพระอธิการชัน  วัดมาบปลาเค้า  ขอศึกษาเล่าเรียนวิชาไสยศาสตร์
ซึ่งพระอธิการชันท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัด  เป็นวิชาอยู่ยงคงกระพัน  และเสกลิงลมวิชาขับ
คุณไสยทำปรอท เล่นแร่แปรธาตุ เรียนวิชาจากหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง  เรียนวิชาทำตะกรุด  และปลัดตามตำรับ
หลวงพ่อโคก วัดปากคลองบางครก  ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่ออุ้นใช่จะมีแต่เพียงพระสงฆ์เท่านั้นแม้แต่เป็นฆราวาสผู้เชี่ยวชาญ
ในสรรพวิชา  ท่านก็ยังไปขอเล่าเรียนศึกษาเช่นกัน อย่างเช่นอาจารย์โม ซึ่งเป็นหมอสักชาวเพชรบุรี  มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด
ในยุคนั้นท่านได้ไปขอเล่าเรียนวิชาจากอาจารย์โมแม้หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม  ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มี
ชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของจังหวัดนครปฐม  (เพิ่งมรณภาพเมื่อต้นเดือน พ.ย. ๔๓)  ก็เล่าเรียนวิชาสักยันต์จากอาจารย์โม
จากนั้นหลวงพ่ออุ้นท่านก็ไปเรียนวิชาทำสีผึ้งมหาเมตตา  วิชาลงเลขยันต์  ลงสมุนไพร ตำราสมุนไพรจากหมอฉ่ำ
หมอไสยศาสตร์ชาวอำเภอท่ายาง ที่จริงโยมบุญ อินพรหม  โยมพ่อของหลวงพ่ออุ้นท่านก็เป็นหมอไสยศาสตร์มีความรู้เรื่องยา
โบราณ มีตำรายาโบราณที่ตกทอดมาแต่ยุคก่อนจำนวนมาก  โดยเฉพาะตำราทำผงยาเพชรมณี  หลวงพ่ออุ้นก็ได้รับสืบทอด
มาว่ากันว่าผงยาเพชรมณีหรือเพชรจินดา  เป็นตำรายาหัวใจ ยาลม ยาอายุวัฒนะที่ดีมาก  ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษไม่แตกต่าง
กับผงยาจินดามณีของปู่บุญมากนัก หรืออาจเป็นตำราสูตรเดียวกันมาแต่โบราณก็เป็นได้
     เมื่อหลวงพ่ออุ้น ได้เรียนวิชาไสยเวทต่าง ๆ มาอย่างช่ำชองแล้ว  ก็ได้เคยนำเอาวิชาสักยันต์มาสักลงให้บรรดาศิษย์
และชาวบ้าน  สักเสือผยองเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ชาวบ้านที่นิยมก็มาสักกันมากพอสมควรและบุคคลที่สักไปเหล่านั้น
เป็นคนดังก็มาก  คนดีก็มีภายหลังท่านมาพินิจพิจารณาถึงวิชาเหล่านี้ว่าไม่สมควรนำมาใช้ให้กับบุคคลต่าง ๆ เพราะบังเกิด
มีทั้งดีและชั่วผิดและถูกไม่มีใครเป็นคนดีได้หมด  ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางอกุศลกรรมได้  ครั้นพิจารณาในหลักธรรมอย่าง
ถ่องแท้แล้ว  นับตั้งแต่วันนั้นท่านจึงหยุดทำการสักและมุ่งมั่นหันมาช่วยชาวบ้านด้านขับคุณไสย  ขับผี  ไล่วิญญาณพเนจร 
ที่เข้าสิงร่างชาวบ้านจนขึ้นชื่อที่ใดในแถบตำบลนั้นมีปัญหาเรื่องผีเข้า  ถ้าขู่ว่าจะพาไปหาหลวงพ่ออุ้น  มักจะออกไปทันที 
เรื่องนี้ชาวตำบลมาบปลาเค้าทราบดี บางรายไปพรหมน้ำมนต์ร้องครวญคราง รายใดถ้าแข็งจะถูกตอกตะปูแล้วกลึง 
ต่อมาเหล่าวิญญาณทั้งหลายจะต้องด้วยในบารมีหลวงพ่ออุ้น หรือไรไม่ทราบ  ถ้าเกิดผีเข้ากลางงานที่มีผู้คนมาก ๆ ผู้คน
จะช่วยกันไล่  ไม่ยอมไปถึงโดนซ้อมจนน่วมก็ไม่ออก ถ้าขู่ว่าจะช่วยกันจับไปหาหลวงพ่ออุ้นส่วนมากจะออกไปทันที  เรื่องเหล่า
นี้เกิดขึ้นมาก  ลองถามชาวบ้านดูได้  ท่านยังมุ่งมั่นความหลุดพ้นเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ๆ อยู่ประจำ 
มีความสงบนิ่ง มีเมตตา มอบให้แก่พุทธศาสนิกชนที่ไปกราบนมัสการท่านเสมอเหมือนกันหมด

ปฏิปทาศีลวัตร
     ทุกวันนี้ผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออุ้นต่างก็ทราบกันดีว่า หลวงพ่อวัดตาลกงไม่ใช่พระธรรมดา หรือ เป็นพระธรรมดาที่ยิ่งกว่าธรรมดา
 เพราะท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีปฏิปทาศีลวัตร  สัจคุณงามเป็นพระสุปฏิปันโน  สมเป็นสมณสากยพุทธบุตรในพระพุทธศาสนา
อีกรูปหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนศรัทธาเลื่อมใสกราบไหว้ด้วยความอิ่มใจ หลวงพ่ออุ้นมีญาณ สมาบัติสูง มีสมาธิจิตแก่กล้า กรวดหิน
แร่ ธาตุต่าง ๆ ท่านหยิบผ่านมือแล้วมอบให้แก่ใครก็มีอนุภาพพุทธคุณอย่างน่าอัศจรรย์
พระนักพัฒนา      เมื่อพูดถึงงานด้านการพัฒนาหลวงพ่ออุ้นได้อยู่ช่วยเหลือหลวงพ่อผิว (ผู้เป็นหลวงลุง) สร้างวัดตาลกงมาตั้งแต่
แรก ๆ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 
     ก่อนนี้ท่านได้เดินทางเข้าป่าละอูไปช่วยหลวงพ่อผิว ตัดไม้ ไปกลางเดือนอ้าย กลับถึงวัดกลางเดือนห้า ใช้เวลาไปกลับครั้งละ
๔เดือน เป็นอย่างนี้ประจำถึง ๕ ปี ไปกับหมู่สงฆ์ไปปลูกโรงอาศัยในป่า  ไม้ที่ตัดใช้เกวียนลากมาแสนจะลำบาก
     หลวงพ่ออุ้น ได้ออกธุดงควัตรไปทั่วทุกภูมิภาคที่ ๆ อยู่ในความทรงจำของท่านมากทีุ่สุด ก็คือ ป่าตะนาวศรี ป่าละอู และ
ป่าปราณบุรี เดินธุดงค์จนไปพบผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส  ได้ถวายที่ดินให้ท่านสร้างวัดและโรงเรียนจำนวนถึง ๑,๐๐๐ กว่าไร่ 
หลวงพ่อถามโยมผู้ถวายที่ดินว่าเมื่อโยมถวายที่ให้อาตมาแล้ว  จะให้มีอะไรบนที่ดินผืนนี้บ้าง  โยมผู้นั้นบอกว่าต้องการมีวัด 
โรงเรียนและสถานีอนามัย  เมื่อรับปากว่าจะดำเนินการให้โยมนั้นตามความประสงค์ ต่อมาหลวงพ่ออุ้นก็เริ่มพัฒนาดำเนิน
การจัดสร้างสำนักสงฆ์ท่าไม้ลายขึ้น  ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.เขาเจ้า อ.ปราณบุรี  จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยจัดส่งพระอาจารย์รุ่ง ปิยธโร 
ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อไปควบคุมดูแลปฏิสังขรณ์สำนักสงฆ์  ได้รับผ้าป่ากฐินพอเลี้ยงตัวเองได้ต่อมาได้สร้างโรงเรียนขึ้นเมื่อ
๗ ปีที่แล้ว  จนบัดนี้มีเด็กนักเรียนประมาณ 200 คนพร้อมกับสถานีอนามัยอยู่บนพื้นที่แห่งนี้สมเจตนารมณ์ของผู้ถวายทุก
ประการแล้ว  หลวงพ่ออุ้นนอกจากจะเป็นพระนักปฏิบัติแล้ว ก็เป็นพระนักพัฒนา  ผู้นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่สำนักสงฆ์ท่าไม้ลาย
จากที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นที่เจริญรุ่งเรืองด้วยการพัฒนาสถานที่ พัฒนาบุคคลไปพร้อม ๆ กัน  แม้ถึงทุกวันนี้หลวงพ่ออุ้นยังไปมา
สำนักสงฆ์อย่างสม่ำเสมอได้นำเอาผ้าห่ม เครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกให้เด็กนักเรียนอยู่เป็นประจำ ผู้เขียนมีความศรัทธาใน
หลวงพ่ออุ้นมาก จากประวัติและปฏิปทาศีลวัตรของท่านนับว่าเป็นพระคณาจารย์ที่ดีพร้อมจริง ๆ
     อุโบสถหลังเก่า ของวัดตาลกงมีอายุถึง ๑๖๐ กว่าปี มีสภาพชำรุดทรุดโทรม หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม จึงได้ดำเนินการสร้าง
อุโบสถหลังใหม่ขึ้น ภายในอุโบสถหลังเก่านี้ อดีตเจ้าอาวาสวัดตาลกงได้นิมนต์ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์มาทำผงอิทธิเจ
บรรจุได้ ๑ โอ่ง ประมาณ พ.ศ.๒๔๔๗ และหลวงพ่ออุ้นได้นำมาเก็บรักษาไว้ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๙๕ หลวงพ่ออุ้น
จึงได้นำเอาผงพุทธคุณเก่ามาผสมกับผงที่ท่านได้ทำขึ้น แล้วบดผสมข้าวปากบาตรและข้าวก้นบาตร กดพิมพ์ทำเป็นพระผง
สมเด็จคะแนนขึ้น  โดยจุดประสงค์เพื่อเอาพระสมเด็จคะแนนที่สร้างขึ้นส่วนหนึ่งไปบรรจุในอุโบสถหลังใหม่ และส่วนหนึ่งแจกกับพุทธศาสนิกชนและศิษย์ให้เป็นสิริมงคล พระสมเด็จคะแนนนี้สร้างขึ้นจำนวนหลายหมื่นองค์ โดยได้ดำเนินการสร้าง ตั้งแต่ปี
พ.ศ.๒๔๙๕ ติดต่อกันถึงปี พ.ศ.๒๔๙๗ รวม ๓ ปี ในระหว่างนั้นหลวงพ่อผิวเป็นเจ้าอาวาสวัดตาลกงอยู่ ซึ่งอยู่ในวัยชราภาพแล้ว 
ได้ดำริควรจะสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น  พร้อมทั้งงานพัฒนาเสนาสนะสงฆ์ที่ชำรุดทรุดโทรม  โดยมอบให้หลวงพ่ออุ้นเป็นผู้ดำเนิน
การรับผิดชอบ ในด้านพัฒนาก่อสร้าง ดูแล ติดต่อสิ่งก่อสร้างซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ ภายในวัดโดยตลอด  แล้วหลวงพ่ออุ้นได้ปรึกษา
กับท่านถึงเรื่องการสร้างพระสมเด็จเหม็น เพื่อนำปัจจัยมาสร้างอุโบสถหลังใหม่  แล้วได้นำมารวมกันทำการอธิษฐานจิตปลุกเสก
เป็นเวลา ๘ ปีเต็ม  หลังจากนั้นก็ได้จัดส่วนต่าง ๆ ไว้ เช่น ไว้บนเพดานศาลา  ใต้พระบูชาบนศาลา  ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ใน
อุโบสถหลังใหม่     พระสมเด็จคะแนนนี้หลวงพ่อได้เริ่มนำออกมาแจกให้พุทธศาสนิกชน ในปีพ.ศ.๒๕๐๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึง
ปี ๒๕๑๑ ท่านก็หยุดจะมีบ้างก็ให้ประปราย เช่นคนที่มาจากต่างจังหวัดและประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐ ท่านก็เก็บเงียบไม่แจกเลย
และมาแจกอีกครั้งเมื่อต้นปีพ.ศ.๒๕๓๙ พระสมเด็จคะแนนตามที่ชาวบ้านตาลกงเรียกมาแต่แรกเป็นพระผงที่มีพุทธคุณ
ด้านเมตตามหานิยมและเสน่ห์สูงมาก
     กิตติคุณบารมีธรรมและผลงาน   
     หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม  เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสรูปหนึ่งของเมืองไทยแม้จะเพิ่งเปิดเผยชีวประวัติเพียงไม่กี่ปีก็ตาม
สำหรับสาธุชนในท้องถิ่นต่างรู้จักกิตติคุณของท่านมานานนับกว่า ๓๐ ปีแล้ว
     หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม  เป็นแบบอย่างของพระภิกษุสงฆ์ที่เคร่งครัดธรรมวินัยมีศีลบริสุทธิ์  ประพฤติปฏิบัติธรรมตามแนว
ทางในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  เป็นพระที่ไม่สะสม ไม่ปรุงแต่ง ไม่เคยยึดติดลุ่มหลงในยศถาบรรดาศักดิ์  ไม่ยึดติดใน
ลาภสักการะ ท่านมีแต่สงเคราะห์ช่วงเหลือ แผ่เมตตาบารมี
     ผลงานการสร้างเสนาสนะสงฆ์ตลอดทั้งถาวรวัตถุต่าง ๆ ปรากฎเป็นรูปธรรมมากมาย เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ
กุฎิสงฆ์ ฌาปนสถาน สำนักสงฆ์ โรงเรียน ถนนหนทาง กำแพงวัด ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนสำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ของ
หลวงพ่ออุ้นทั้งสิ้น  เคยมีพระเถระผู้ใหญ่มาขอร้องให้ท่านรับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ตำแหน่งเจ้าคณะตำบล ท่านปฏิเสธ
ทั้งหมด  เท่าที่ทาบพอลำดับประวัติตำแหน่งที่หน้าที่และสมณศักดิ์ได้ดังนี้
     พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์
     พ.ศ.๒๕๐๔ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอธิการอุ้น สุขกาโม เจ้าอาวาสวัดตาลกง
     พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมที่พระครูสังฆรักษ์อุ้น สุขกาโม
     พ.ศ.๒๕๒๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูวินัยวัชรกิจ
     พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่พระราชทินนามเดิม

 

7
พรายกุมารขอดทรัพย์ (ต้นตำรับเขมรขนานแท้) ขนาดบูชา
       หลวงพ่อสายนี้ จะรู้จักกันดีถึงเรื่องความขลังความศักดิ์สิทธิ์ความเฮี้ยนของพรายกุมารเป็นกุมารทองที่มีฤทธิ์สูงทาง
ด้านเมตตามหานิยมและเมตตาค้าขายเหมาะสำหรับเลี้ยงไว้เรียกโชคลาภ ค้าขายเรียกลูกค้าเฝ้าบ้านเรือกสวนไร่นา กันคน
มาป้องร้ายทำมิดีมิร้ายแก่เราสามารถมีฤทธิ์เป็นพรายกระซิบบอกเหตุร้ายหรือข่าวดีที่กำลังจะมาถึง บอกโชคลาภ บอกหวย
เรียกเงิน เรียกทอง เรียกทรัพย์ เสี่ยงดวงการพนัน ช่วยทำมาค้าขาย เรียกคนเข้าร้าน แก่ผู้เลี้ยง และสามารถกันภูมิผีปีศาจ
กันคุณไสย คุณผี คุณคน อุบาทว์และสิ่งอัปมงคลทั้งปวง ไม่ให้เข้ามากล้ำกลายแก่ผู้เลี้ยงไม่ให้เกิดอันตรายประดุจลูกดูแล
พ่อแม่บังเกิดเล้า พุทธคุณแห่งกุมารทองนี้มากมายมหาศาลดุจจะพรรณา จงเร่งหาบูชาเถิดจึงจะเกิดผล
ปัจจุบันนี้เมื่อพูดถึงกุมารขอดทรัพย์ ที่มีความเฮี้ยนและขลัง ต้องเป็นเจ้าตำรับ หลวงพ่อชื่น วัดตาอี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญใน
พระเวทวิทยาคมอาถรรพณ์สายเขมรโบราณโดยตรง ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์สายเขากุเลนซึ่งเป็นสถานที่ในการเจริญ
วิปัสสนากรรมฐานและพระเวทวิทยาคมชั้นสูงของเขมร วัตถุมงคลที่หลวงพ่อได้ทำการอธิษฐานปลุกเสกล้วนแต่แรง เห็นผล
และประสบการณ์ให้ผู้บูชามากมาย
หลวงพ่อสาย วัดนามวิจิต ท่านได้จัดสร้างกุมารดูดรก พรายขอดทรัพย์ ตามตำราของเขมรโบราณ หลวงพ่อสายท่านได้ตั้งใจ
บรรจงเสก กุมารดูดรก พรายขอดทรัพย์ ให้ถูกต้องตามกระบวนการถูกวิธีตามประเพณีสืบทอดของครูบาอาจารย์ชนิดที่
ไม่ผิดครูไม่นอกตำราเช่นเดียวกับหลวงพ่อชื่น วัดตาอี ทุกประการ ตั้งแต่มวลสาร พิธีกรรมปลุกเสก

มวลสารอาถรรพณ์ที่นำมาสร้าง กุมารขอดทรัพย์ (ต้นตำรับเขมรขนานแท้) หลวงพ่อสาย
มวลสารอาถรรพณ์เก่าที่สร้างกุมารขอดทรัพย์ของหลวงพ่อชื่น วัดตาอี
ว่านมหามงคลทั้ง ๑๐๘ ชนิด
ดิน ๗ ป่าช้า ดิน ๗ นคร ดิน ๗ ท่า ดิน ๗ โป่ง ดิน ๗ ทุ่ง ดินใจกลางปราสาท
ผงลูกกรอกตายท้องกลม หัวว่านกุมารทอง นำมวลสารทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นมวลสารที่มีอาถรรพณ์และศักดิ์สิทธิ์
แล้วนำมาทำพิธีสะกดญาณต่างๆที่สิงสถิตย์ในวัตถุอาถรรพณ์เหล่านี้ เมื่อได้มวลสารอาถรรพณ์ทั้งหมดนี้มากดพิมพ์
เป็นกุมารดูดรกพรายขอดทรัพย์ อุดด้วยผงปถมังโลกีย์กำเนิดผงนี้หายากทำยากเขาจะอุดกันเล็กน้อยแต่มีอิทธิฤทธิ
มากมาย เพื่อช่วยบันดาลให้กุมารทองเฮี้ยนตามแรงพรายที่สถิตย์อยู่ สามารถดลบันดาลให้เป็นไปตามที่เจ้าของเลี้ยงกุมาร
ต้องการ อุดด้วยตะกรุดหัวใจเรียกทรัพย์มหาเศรษฐี พิธีกรรมปลุกเสก กุมารขอดทรัพย์ (ต้นตำรับเขมรขนานแท้)
หลวงพ่อสาย วัดนามวิจิตร ท่านได้ตั้งธาตุหนุนธาตุให้กุมารทองมีฤทธิ์มีเดช มีขันธ์ ๕ ใส่อาการ ๓๒ ให้ครบไล่ตั้งแต่เส้นผม
ไปถึงปลายเท้า จากปลายเท้าสู่เส้นผมโดยอนุโลมปฏิโลมจนครบ ๓๒ ครั้ง จนเกิดนิมิตอาการ ๓๒ ประการและมีชีวิตจิตใจ
เป็นญาณกุมารทองแล้ว เสกจนครบ ๗ เสาร์ ๗ อังคาร เพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด (ทุกครั้งที่ทำการปลุกเสกกุมารทองหลวง
พ่อสายได้ทำพิธีอัญเชิญดวงวิญาณหลวงพ่อชื่น วัดตาอี มาร่วมพิธีปลุกเสกทุกครั้ง) แล้วนำมาชุบน้ำมันพรายมหาเสน่ห์เพื่อ
เพิ่มความขลังความศักดิ์สิทธิ์ให้กับกุมารทองทุกๆ ตนและประการสุดท้ายท่านได้นำกุมารทองดูดรกพรายขอดทรัพย์มาทำ
พิธีสะกดญาณโดยใช้ได้ด้ายมัดตราสัง ทำพิธีผูกสะกดญาณกุมาร ถือว่าเสร็จพีธีกระบวนการปลุกเสกกุมารทองและออกให้
บูชาสำหรับผู้มีจิตศรัทธาเพื่อนำปัจจัยไปสร้างวัด
คาถาปลุกกุมารขอดทรัพย์ (ต้นตำรับเขมรขนานแท้) หลวงพ่อสาย
ปะติสังขาโย นิโสมาแวะ ปะติแวะมาแวะ นะเมตตาปันจะพุทธา นะมามิหังเมตตากรุณา เอหิตาตะ ปิยะปุดตะปุเร
ถะมะมะปาระ มิงหะทะยัง เมพิสินเจถะกะโร ถะเอหิกุมารามะมะ นะมะพะทะ ฯ

8
กุมารดูดรกโคตรเฮี้ยน มหาเฮง หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
ปีที่จัดสร้าง : พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ โดยประมาณ
สถานที่ปลุกเสก : ในกุฏิของหลวงปู่ ที่วัดตาอี ในถาด
ลักษณะ : เป็นกุมารดูดรกขนาดปานกลางประมาณ ๒-๑/๒" นิ้ว


มวลสาร :
ขี้เถ้าผีเด็กเจ็ดป่าช้า ขี้เถ้าผีเด็กตายท้องกลม ผงขี้เถ้าเด็กตายวันเสาร์เผาวันอังคาร ผงเถ้าเด็กตายพราย น้ำมันพรายเด็ก
ผงลูกกรอกที่ออกมาเล่นตอนดึกๆ ผงไม้ที่ทิ่มผีตายท้องกลม เลือกเฉพาะอันที่ปรากฏกายยามค่ำคืน ได้นำวัตถุอาถรรพ์เหล่านี้มา
บดผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกัน ทำพิธีสะกดวิญญาณของเด็กที่สิงอยู่กับวัตถุอาถรรพ์เหล่านี้ มาผสมกับปูนขาว มากดพิมพ์เป็น
กุมารทองดูดรก ซึ่งท่านได้สร้างทุกกระบวนการตามตำรับต้นฉบับเขมร จากนั้นท่านได้นำกุมารทองทั้งหมด มาทำการปลุกเสก
ตั้งธาตุให้มีฤทธิ์ มีเดช มีขันธ์ ๕ ใส่อาการ ๓๒ ให้ครบ ไล่ตั้งแต่เส้นผม มาจนถึงปลายเท้า จากปลายเท้าขึ้นสู่เส้นผม
โดยอนุโลม ปฏิโลม ๓๒ ครั้ง เพื่อให้กุมารทองดูดรกเกิดขึ้นมา นำจิต นำธาตุ นำรูป นำนาม ของกุมารทองดูดรก เสกบรรจุ
ลมปราณหายใจให้แก่กุมารทอง ตรึงรูป-ตรึงนาม ปลุกเสก จนกุมารทองดูดรกเคลื่อนไหวได้ ต้องมีเสียงเด็กร้อง เหมือนมีชีวิต
แล้วจากนั้นท่านได้ใช้ด้ายสายสินจน์ทำพิธีผูกและสะกดวิญญาณกุมารทองให้อยู่กับร่างกุมารทองดูดรกทุกร่าง
และท่านทำพิธีตั้งชื่อให้ใหม่ที่เป็นสิริมงคลแก่ผู้นำไปเลี้ยง และขั้นตอนสุดท้ายท่านได้ทำพิธีเจิมและเบิกเนตรโดยใช้ผงกุมาร
ผสมกับผงดินสอพองให้กับกุมารทองทุกตน พร้อมที่จะนำไปเลี้ยงให้ได้ผล

พุทธคุณ : สำหรับผู้ที่นำกุมารทองดูดรกไปเลี้ยง ผู้เลี้ยงจะหาความลำบาก ความยากจน มิได้เลย ไม่มีคำว่า อด อยาก ยาก จน
จะมีกินมีใช้ตลอดชีวิตไม่มีวันหมด จะช่วยผู้เลี้ยงกุมารทองดูดรก ทำมาค้าคล่อง ธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง หน้าที่การงานมี
ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เรียกลูกค้าเข้าร้าน ติดต่อการงานราบรื่น เฝ้าบ้าน เฝ้าเรือนได้แล้วแต่จะให้ทำอะไร กุมารทองดูดรก
"มหาเฮ็งสุดเฮี้ยน" ขนาดบูชา สูง ๒ ๑/๒" นิ้ว มีพลังขลังอมตะ (มีกินมีใช้มิรู้สิ้น) พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น แห่งวัดตาอี สร้างไว้
โดยเป็นกุมารรุ่นแรกสุดของท่าน สร้างเอง หามวลสารเอง กดเอง เสกเอง ทำในวัด สร้าง199 ตนผู้นำไปใช้มีประสบการณ์กันเป็น
อย่างมาก และโดยที่สร้างออกมาน้อยทำให้ลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสครอบครองต่างเรียกร้องให้ท่านสร้างอีก
จนท่านทนการรบเร้าไม่ไหวจึงเป็นที่มาของกุมารดูดรกรุ่น ๒ “กุมารลูกแก้ว” (สร้างประมาณ๑๐๐ กว่าองค์..ทุกวันนี้หายากมาก)
ซึ่งเมื่อออกมาก็หมดไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน และก็มีเสียงเรียกร้องอยากได้ไว้บูชาอีก จึงเป็นที่มาของกุมารดูดรก “พรายขอดทรัพย์”
อันโด่งดัง เนื่องจากมีการสร้างออกมาเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ กว่าองค์ ซึ่งถือว่ามากพอสมควรเลยทีเดียว (แต่สุดท้ายก็หมดไปจากตลาด
อีกเหมือนเดิม) จึงมีการแพร่กระจายประสบการณ์ออกไปอย่างกว้างขวางจนโด่งดังในรุ่นนี้นั่นเอง จึงถือว่ากุมารทองดูดรก
“มหาเฮงสุดเฮี้ยน” ขนาดบูชาองค์นี้เป็นต้นแบบกุมารดูดรกทั้งหมดของท่าน
จำนวนการสร้าง : ๑๙๙ ตน มีชื่นด้านล่างระบุไว้ (เก๊ระบาดเลียนแบบเพียบ)
องค์นีสมัยนั้นหลวงปู่ชื่นให้ทำบุญเพียงองค์เดียว น่าจะเพราะเหลือตนสุดท้ายหรือเปล่าไม่แน่ใจ ชื่อร่ำรวย ประสิทธิ์พร้อมกุมารแช่น้ำมัน
มนต์แบบแขวนให้ ๑ องค์(เดียวเอาไปก็ผิดศีล555 แล้ว...)  หลวงปู่ชื่นบอกนึกถึงท่านถึงเค้าเรียกชื่อบอกกล่าวเลย

9
หลวงพ่อฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ
หลวงพ่อฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ ต.สูงเนิน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
ประวัติ หลวงปู่ฤทธิ์
หลวงปู่ฤทธิ์ท่านเป็นพระเกจิดังเชื้อสายเขมรที่มีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมทั้งของไทย ลาว และเขมร เป็นพระที่เปี่ยม
ไปด้วยความเมตตาอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนฐานะ เป็นอย่างไร หลวงปู่ท่านจะให้การต้อนรับพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี
ไม่จำเป็นต้องนั่งรถยนต์ราคาแพงๆไปกราบ ท่านแล้วถึงจะได้พบหลวงปู่ นอกจากจะได้รับการต้อนรับขับสู้จากท่านอย่างไม่
ถือเนื้อถือตัวแล้ว หลวงปู่ยังจะ ปลุกเสกวัตถุมงคลในมือของท่านอีกอย่างดีก่อนมอบให้ บางครั้งท่านก็จะจารเป็นยันต์ให้
บางครั้งท่านก็จะพรมน้ำมนต์ให้ วัตถุมงคลของท่านถือว่าเป็นสุดยอดไม่ว่าจะได้โดยตรงจากมือหรือที่ศูนย์พระเครื่องต่างๆก็ตาม
บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่าน ต่างก็พบกับอภินิหารแบบพลิกชะตาชีวิตให้อย่างทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เมตตา มหานิยม
โชคลาภ ค้าขาย เรียกเงินเรียกทอง เป็นต้น แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นยุค ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาหากินลำบากกันถ้วนหน้า
แต่คนที่บูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ฤทธิ์มักจะได้พบกับสิ่งแปลกประหลาด เช่น ค้าขายดีขึ้นอย่างผิดปกติ มีโชคได้ลาภ ลองปืนไม่ออก
เป็นต้น
หลวงปู่ฤทธิ์เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือน ๖ (พฤษภาคม) แรม ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐ ณ ตำบลทุ่งมน อำเภอประสาท
จังหวัดสุรินทร์ ท่านบวชเณรเมื่อปี ๒๔๘๒ และบวชเป็นพระที่วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน จ.สุรินทร์ เมื่อปี ๒๔๘๓ โดยมี
หลวงพ่อแปะ วัดปราสาทธนาพร(บ้านพลวง) อำเภอประสาท เป็นพระอุปปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านมาจำพรรษาที่วัดปราสาทธนาพร
เพื่อ ศึกษาพระธรรมกับหลวงพ่อแปะอยู่ ๓ ปีจึงได้ย้ายไปจำวัดอยู่ที่วัดพลับ ตำบลทุ่งมน อีก ๔ ปี หลวงปู่ฤทธิ์ย้ายไปอยู่
วัดบ้านกระนัง ตำบลปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี ๒๔๙๐ ระหว่างที่อยู่วัดนี้ท่านได้ออกธุดงค์ไปเสาะแสวงหา
ความรู้ทั้งทางธรรมและทางไสยศาสตร์ทั่วเขตอีสานจนตลอดเข้าไปในประเทศลาวและเขมร ท่านได้พัฒนาวัดบ้านกระนัง
จนเจริญ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ท่านจึงได้ย้ายมาสร้างวัดชลประทานราชดำริ ที่บ้านกระทุ่ม ตำบลสูงเนิน
อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชดำริและได้จำพรรษาอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากวัดชลประธานราชดำริเพิ่งเริ่ม
ก่อตั้งมาไม่นาน ยังขาดถาวรวัตถุในวัดอยู่เป็นอันมาก ซึ่งในขณะนี้หลวงปู่ได้กำลังก่อสร้างศาลาการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่อบรม
พระสงฆ์และสามเณร รวมทั้งกุฏิสงฆ์ ๒ ชั้น ก็กำลังก่อสร้างอยู่เช่นกัน ซึ่งปัจจัยในการก่อสร้างนั้นได้จากการให้บูชาวัตถุมงคล
รวมถึงการที่บรรดา ลูกศิษย์ร่วมทำบุญในการทอดกฐินและการทอดผ้าป่า สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการทำบุญและรับวัตถุมงคล
ที่ช่วยเหลือ ท่านได้จริงๆ ในยุคไอเอ็มเอฟ โปรดอย่าลืมนึกถึง หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต พระเกจิชื่อดังชาวเขมรแห่ง
วัดชลประทานราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์

ประสบการณ์ของวัตถุมงคล
ประสบการณ์ของวัตถุมงคลรุ่นก่อนๆ ของหลวงปู่ฤทธื์ที่มีประสบการณ์เป็นที่กล่าวขานทั้งในหมู่ลูกศิษย์และบุคคลที่ได้
บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ไปแล้ว ผ้ายันต์อิ้นแก้ว เป็นผ้ายันต์ที่มีผลในหลายๆด้าน ตามลักษณะการพับผ้ายันต์ ซึ่งรวมทั้ง
เมตตา/มหานิยม คุ้มครองใน ด้านการเดินทาง โชคลาภ มหาอำนาจและอื่นๆอีกมากมาย จะเน้นมากทางด้านโชคลาภ
และ เมตตา/มหานิยม ผ้ายันต์ในตำนานอิ่นแก้ว (ยมบาลใจอ่อน) เป็นผ้ายันต์ที่ทำให้ หลวงปู่ฤทธิ์  เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ด้วยเพราะอิทธิฤทธิ์ ทางด้านมหาเสน่ห์รุ่นแรงเด็ดขาด มากๆ ต้องการ ใช้ ทางไหน ก็พับตามรูปที่ต้องการเช่นด้านอิ่นคู่คือ
ให้คนรักกลับมารักกัน ด้านม้าเสพนางด้านเสน่ห์ ด้านพญาเชาคำสำหรับปกครองภรรยา หรือการพนัน ขนาดยมบาลยังใจอ่อน
ขอคืนดีกับแฟน  เพื่อน คนรู้จักไม่ใช่เรื่องยากเลยพบว่ามีคนมาติดพันมากมายเป็นต้น
ผ้ายันต์ฉิมพะลี เป็นผ้ายันต์ที่เน้นทางด้านการค้าขายโดยเฉพาะ ซึ่งในผ้ายันต์รุ่นนี้ (โดยเฉพาะ) รุ่นพิมพ์เปื้อน
(ใส่หมึกพิมพ์มากไปหน่อย -ผู้เขียน) มีรูปนางกวักและนางฟ้าซึ่งช่วยดลบันดาลให้ค้าขายดีขึ้น เช่น ร้านอาหารมีลูกค้า เพิ่มขึ้นมาก
ผิดจากแต่ก่อนซึ่งไม่ค่อยจะมีลูกค้ามากนัก เมื่อค้าขายดีจึงช่วยปลดหนี้สินไปจนเกือบหมด , ร้านทำซอฟแวร์ ทางด้านคอมพิวเตอร์
พกผ้ายันต์ฉิมพะลีไปพบลูกค้า รายไหนรายนั้นไม่เคยพลาด ทำให้กิจการดีขึ้นโดยตลอด ทั้งๆที่ ยุคซึ่งจะมีผลกระทบกับร้านเหล่านี้
โดยตรง สำหรับวัตถุมงคลอื่นๆ เช่น เหรียญเสมา,ตะกรุด,แม่เป๋อ ที่ผู้บูชาติดตัวหรือติดรถ ต่างมีประสบการณ์แคล้วคลาดมาโดยตลอด

ขุนแผน พิมพ์ใหญ่ หลวงปู่ฤทธิ์ สร้างประมาณ ปี ๒๕๔๒ ด้านหลัง เป็นยันต์เสน่ห์ใหญ่ ฝั้งตะกรุด ๑ ดอก ลงด้วย หัวใจมนุษย์
หัวใจขุนแผน มีมวลสารที่มีคุณวิเศษมาก มาย หลายอย่าง อาทิเช่น ว่านสาวหลง ว่านดอกทอง ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ผงขุนแผน
ผงสาริกาหลงรัง สีผึ้งเสน่ห์ ไม้กุกไก่ ้หลวงปู่ได้ลง มนต์เรียกจิต มนต์ขุนแผน มนต์เสน่ห์ มหานิยม หลวงปู่โด่งดังทางด้านนี้มาก
ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประทานราชดำริ ปี ๒๕๔๒ได้จัดสร้างตามตำราผงพรายกุมารอันลือชื่อที่สืบทอดมาหลาย
ชั่วอายุคน โดยทำการพลีผง พรายกุมาร ผงเถ้ากระดูกเด็กที่ตายวันเสาร์เผาวันอังคารจากวัดในจังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นการเอาเคล็ด
เป็นหัวเชื้อในการสร้าง ผงกุมารที่ขลังและสมบูรณ์ที่สุด ผสมกับผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และวัตถุอาถรรพ์ด้าน
มหาเสน่ห์อีกกว่า ๑๐๐ ชนิด อาทิ ผงพรายกุมารหลวงพ่อเต๋ คงทอง ผงโสฬสมหาภูติของอาจารย์ประเทศเขมร ผงยาจินดามณี
ผงมหาราช ผงปัจถมัง ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาละลวย ผงมหาเมตตาใหญ่ ว่าน ๑๐๘ เกสรดอกไม้มหาเสน่ห์ ๑๐๘
น้ำมันพราย ๓ นาง น้ำมันมหาเสน่ห์ ๑๐๘ น้ำมันมหานิยม ๗ กลิ่น ถั่งเผาะ น้ำมันอัถถีนาง ผงยมบาลใจอ่อน น้ำมัน ๗ จันแม่นางฟ้า
สีผึ้งเมตตา ๗ ราตรี ขุนแผนพรายกุมารรุ่นแรกนี้จัดสร้างไว้ ๒ พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก หลวงปู่ฤทธิ์ได้ทำการปลุกเสก
เรียกอาการ ๓๒ ลงอักขระ ๑๖ ลงหัวใจ ๑๐๘ ลงมหานิยม ๑๐๘ ลงมหาเสน่ห์ ๑๐๘ ลงมหามนต์ครบสูตรตามตำราการสร้าง
พระขุนแผนพราย กุมาร ขุนแผนพรายกุมาร รุ่นแรก ที่หลวงปู่ฤทธิ์สร้างขึ้นเพื่อให้คุณวิเศษ ทรงไว้ซึ่งพลานุภาพศักดิ์สิทธิ์ทั้งทาง
ด้านเมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ชั้นสุดยอด โดยด้านหลังประทับยันต์และตะกรุดหัวใจ
คาถากำกับ นะเมตตา โมกรุณา พุทปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู นะโมพุทธายะ สุนะโมโล มานิมามาผู้ใช้บูชาไม่เคยผิดหวัง

ผ้ายันต์อิ่นแก้ว (ยมบาลใจอ่อน) เป็นผ้ายันต์ที่ทำให้ หลวงปู่ฤทธิ์ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยเพราะอิทธิฤทธิ์ ทางด้านมหาเสน่ห์รุ่นแรง
เด็ดขาด มากๆ ต้องการ ใช้ ทางไหน ก็พับตามรูปที่ต้องการเลยครับ ส่วนใหญ่แล้ว คนเขานิยมใช้ทางเสน่ห์มากกว่า นี้คือ สุดยอด
ของเสน่ห์ เจ้าชู้ สาวรัก สาวหลงบนผ้ามีทั้งปั้มกาวัด ปั้มคำว่าไตรมาส และไม่ปั้มอะไรเลย ก็มีครับ


*คาถายมบาลใจอ่อน (ละลวย) ของหลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลฯ )
โอม ละลวยมหาละลวย ละลวยหน้า ละลวยหลัง
ละลวยทั้งอินทร์พรหมยะมะราชอากาศเทพพะยะดา
ละลวยทั้งแม่พระคงคามาช่วยค้ำคู่สู่องค์
สัพพะสิทธิสะหว๋าสะหว๋าโหมติ๊ดด ฯ


ผ้ายันต์สุดยอดนี้ สร้างปี ๒๕๔๑

10
พระผงมงคลมหาลาภ​ วัดสัมพันธวงศ์
บทความจากเว็ปพลังจิต
นิตยสาร พลังเหนือโลก เล่มที่ ๑๐ ออกเมื่อ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ รายนามคนเขียน ก็มีทั้ง
อาจารย์ประถม อาจสาคร,คุณชินพร สุขสถิตย์ และคุณธงชัย อุดมความสุข
นิตยสารพลังเหนือโลก​
คอลัมภ์นี้ชื่อว่า…ฤาษีสันตจิต โดย ปรัศนี ประชากร นามนี้เป็นนามปากกาของอาจารย์ประถม อาจสาคร
เนื้อความที่เกี่ยวข้องมาดังนี้……
ท่านอาจารย์ชื้น จันทร์เพชรหรือโยคีฮาเล็บ ผู้ทรงพลังจิตแก่กล้าชนิดหาตัวจับยาก สำเร็จปรจิตวิชาจากหิมาลัยบรรพต ยังออก
ปากสรรเสริญพระฤาษีสันตจิตต่อหน้าบรรดาสานุศิษย์ของท่านว่า นอกจากตัวท่านแล้วในเมืองไทยยังมีโยคีอีกองค์หนึ่งเรียกว่า
โยคีสันตจิต มีอำนาจฌานแก่กล้ามาก โยคีรูปนี้เวลาจะทำน้ำมนต์ไม่ต้องใช้บาตรและดอกไม้ธูปเทียน ใช้ศิษย์ไปตักน้ำมากระแป๋ง
ใหญ่ๆ นั่งมองไปคุยไปเล่นๆแผล็บเดียวเท่านั้น ถ้ามองด้วยตาในจะเห็นรังสีจิตเป็นอักษรคูโบ๊สขึ้นแพรวพราวไปหมดทีเดียว
นับว่าเป็นผู้สำเร็จทางจิตที่เก่งกล้าผู้หนึ่ง
พระผงมงคลมหาลาภ​
เห็นพระมหมัดนะบีห์ อาจารย์ของผมองค์นี้ท่านชอบสนุกชอบสอดรู้สอดเห็นในสิ่งที่แปลกประหลาด คราวหนึ่ง
พระเดชพระคุณมหารัชชมังคลาจารย์แห่งวัดสัมพันธวงศ์ ประสงค์จะสร้างพระพิมพ์เนื้อผงขึ้นเป็นที่ระลึกในการ
หล่อพระประธานพระพุทธมงคลมุนีนารถเพื่อประดิษฐานในพระอุโบสถวัดสารนาถธรรมมาราม อ.แกลง จ.ระยอง
ท่านเจ้าประคุณจะทำอะไรจะต้องใหญ่และมีจำนวนมาก จึงมอบภาระนี้ให้ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ สิทธิงวิหาริก
ไปดำเนินการ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ ก็นำความไปหารือโยคีฮาเล็บ ผู้เป็นอาจารย์ทางพรหมศาสตร์
ท่านอาจารย์โยคีฮาเล็บจึงคิดก้วยปัญญาในการสร้างผงวิเศษแบบประยุกต์ คือไปนำว่าน เกสร ดินสอพอง ปูนขาว
มาเป็นจำนวนมากขนาดต่อลังไม้ขนาดยาวมาบรรจุมวลสารดังกล่าวลงไป แล้วอัญญเชิญวิญญาณพรหมฤาษีชั้นสูง
ลงประทับทรงร่ายมนตร์เสกเป่าคุ้ยกันจนผงฟุ้งไปหมด ส่งภาษาคูโบ๊สกันลั่นบ้านหกคะเมนตีลังกา ในบริเวณปริมณฑล
พิธีมีฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีทางไสยเพิ่มอีกแรงหนึ่ง จนน้ำเทพมนต์ซึ่งบรรจุใส่โอ่งเกิดหมุนติ้วดุจมีใครมาคนเล่น หลังจาก
เสร็จพิธีประมาณ ๓ วัน หลวงพ่อลี วัดอโศการามมีกิจที่วัดสัมพันธวงศ์ ได้เข้าไปในโบสถ์และเห็นเข้าก็เอื้อมมือจะหยิบพิจารณาดู
ก็ต้องสะดุ้งโหยงหดมือกลับเพราะปรากฎว่าผงนี้แรงที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา และได้ขอผงไปประมาณ ๑ บาตรเพื่อผสมสร้าง
พระพิมพ์ของท่าน ส่วนทางวัดสัมพันธวงศ์ ก็นำเอาผงเนื้อกษัตริย์ล้วนๆมาสร้างเป็นพระกันเลยเพราะถือว่าไม่ต้องผสมของ
อื่นก็สร้างกันไม่หวาดไหวอยู่ พิพม์เสร็จก็นิมนต์พระคณาจารย์ชื่อดังแห่งยุคแห่งปี๒๔๙๖มาร่วมทำการปลุกเสก
ใช้แพรสีเขียวห่อหุ้มพระถึงเจ็ดชั้น ห่อหนึ่งก็ใช้ฉัตรเบ็ญจาต้นหนึ่ง(ฉัตรห้าชั้น)รวมเป็ยฉัตรถึง ๑,๗๐๐ ต้น พระ ๑,๗๐๐ ห่อๆ
หนึ่งประมาณพระ ๑๐๐ องค์ ก็ในพิธีสร้างผงวิเศษอันยิ่งใหญ่แห่งยุคและสร้างเพียงครั้งเดียว หลวงพ่อฤาษีก็อยากเห็นว่าที่
เรียกวิญญาณต่างๆนั้นมาจริงหรือเปล่า ท่านก็มองดูด้วยตาทิพย์เห็นว่าเทพพรหมต่างๆที่รับรับเชิญได้เสด็จมาใน
งานปลุกเสกผงจริงและก็เชิญเลยไปถึงท้าวจตุโลกบาล เป็นนายทวารเฝ้ากันพวกราหูจรและเพ็ชรพระยาธรซึ่งชอบก่อกวน
ทำลายพิธีกรรม ได้เห็นพระเยซูคริสต์ พระมหมัดนะบีห์ พระบราไฮห์มาร่วมในพิธีด้วยแต่ยืนอยู่เพียงประตู แต่งกายแบบนักบวช
ครองผ้ากาละสีคล้ำ พวกมหาเทพในศาสนาพรหมดึกดำบรรพ์มากันมาก พระอรหันตเจ้าไม่มีมาร่วม เพราะไม่ใช่กิจและ
พระอรหันตเจ้าย่อมไม่ประทับทรงในแบบเดรัจฉานวิชา
ต่อมาพระเครื่องชุดนี้ได้นำเข้าปลุกเสก(การเรียกพุทธาภิเษก มหาพุทธาภิเษกนั้นเป็นคำตู่) ที่พระอุโบสถวัดสารนาถธรรมาราม
อ.แกลง จ.ระยอง ถึง18วัน18คืน พระคณาจารย์ปรกเป็นพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เท่าที่นึกออกก็มี
ท่านอาจารย์สิงห์ ขันตะยาคะโม,อาจารย์ฝั้น อาจาโร,ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญโญ,ท่านอาจารย์พระอริยคุณาธาร ปุสโส,
ท่านอาจารย์ลี ธัมมธโร,ท่านอาจารย์สีโห,ท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตโต,ท่านอาจารย์ตื้อ,ท่านอาจารย์อ่อน ญานสิริ,
ท่านอาจารย์วัน อุตตะโมฯลฯ ประมาณ 30รูปและพระคณาจารย์นอกสายคือพระวรพรต ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิการาม ชลบุรี
พระเครื่องชุดนี้เรียกกันว่า พระมงคลมหาลาภ ในพิธีมีการสวดลัคขี คือบทพระพุทธคุณหนึ่งแสนจบ โบสถ์วัดสารนาถธรรมาราม
นี้กว้างใหญ่มากขนาดฐานพระประธานก็เท่ากับโบสถ์ธรรมดาหนึ่งหลังแล้ว ขณะประกอบพิธีได้ประมาณ ๗ วัน โคมไฟติดเพดาน
เกิดล่วงหล่นลงมาในระดับสูงและเป็นโคมแก้วแต่ก็ไม่แตกเสียหาย นับเป็นอิทธิวัตถุที่ทรงพลังยิ่งใหญ่แห่งยุครัตนโกสินทร์
แต่ของดีมันอาภัพ พลังคุ้มครองทางแคล้วคลาดสูงมากไม่แพ้พระรอดมหาวัน เมื่อใช้กรรมวิธีทางปรจิตตรวจดูทางในปรากฎนิมิต
เป็นพระพุทธรูป กั้นด้วยนพปดลเสวตฉัตร(มหาเสวตฉัตรเก้าชั้น)ซึ่งไม่เคยพบในพระสมเด็จและวัดใดๆ นอกจากพระพิมพ์ซึ่งเสก
โดยพระโลกอุดรหรือหลวงพ่อดำผู้เหาะเหินเดินฟ้า อาจารย์ของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ และหลวงพ่อโพรงโพธิ์เป็นอาจารย์ของ
หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าและหลวงพ่อเงิน บางคลาน ขอบคุณความรู้จาก บล็อก..พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ ครับ

พระผงมงคลมหาลาภ
การปลุกเสกที่วัดสัมพันธวงศ์
คุณประถมได้กล่าวถึงการปลุกเสกที่วัดสัมพันธวงศ์ไว้ในหนังสือพลังเหนือโลกซึ่งมาจากบันทึกของอาจารย์คุณประถม
คือพระอริยคุณาธาร เป็นลักษณะที่พิสูจน์ยากเพราะเป็นเรื่องของการพิจารณาด้วยตาทิพย์ คนธรรมดามองไม่เห็น
นำมาลงให้พิจารณาไตร่ตรองกันเอง
ในพิธีที่วัดสัมพันธวงศ์มีผู้เก่งกาจอยู่มากมายอาทิ โยคีโยฮาเล็บ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เป็นต้นแต่ทุกคนต่างเห็น
ตรงกันว่าพระอริยคุณาธาร ท่านมีความรู้กว้างขวางที่สุดจนโยคีโยฮาเล็บ ขนานนามท่านว่า โยคีสันตจิตจึงเชิญท่านมาช่วย
ตรวจสอบการอัญเชิญพรหมชั้นต่างๆจริงเท็จอย่างไร การปลุกเสกพระที่พระอุโบสถ วัดสัมพันธวงศ์ เจ้าการพิธีได้จัดให้มี
การอัญเชิญพรหม เสด็จลงทำการปลุกเสกพระ และนิมนต์พระสงฆ์( ตามที่กล่าวถึงในเรื่องมวลสารการสร้างพระแล้วนั้น)
ปลุกเสกซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โยคีโยฮาเล็บ (อาจารย์ชื่น จันทร์เพ็ชร) บ้านพรานนก และ พ.ต.ท.ชลอ อุทกภาชน์
เป็นเจ้าพิธีอัญเชิญพระพรหม พระอริยคุณาธารได้เข้าร่วมในงานพิธีนี้ และเพื่อสอบว่าพระพรหม รับอัญเชิญมาประกอบพิธี
หรือไม่
พิธีเริ่มตอนบ่าย ๔ โมงโดยมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ต่อจากนั้นโยคีโยฮาเล็บและ พ.ต.ท. ชลอฯได้ทำพิธีอัญเชิญ
พระพรหมเป็นภาษาปากฤตเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดของชมพูทวีป เก่ากว่าบาลี-สันสกฤต เมื่ออัญเชิญเสร็จแล้ว ปรากฏมีรัศมี
สว่างรุ่งเรืองมาจากเบื้องบน แล้วลงมาปรากฏที่แท่นบูชาตามตำแหน่งที่เจ้าพิธีจัดไว้ สักครู่เจ้าพิธีอัญเชิญพระกาลซึ่งเป็น
พรหมสูงสุดประทับทรงในร่างทรงที่เตรียมมา ต่อนั้นอัญเชิญพระพรหมอื่นๆลงมาประทับร่างทรงที่เตรียมไว้ภายใต้การบงการ
ของพระพรหมสูงสุด(คือพระกาล)แล้วกระทำการปลุกเสกประมาณครึ่งชั่วโมง คำบริกรรมที่เหล่าพระพรหมใช้ในการบริกรรม
ปลุกเสกทราบจากเจ้าพิธีว่าเป็นภาษาคูโบ๊ส ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ สำเนียงคล้ายภาษาแขก พระพรหมผู้ทำการปลุกเสกนั้น
ทราบว่าเป็นโสฬสมหาพรหมทั้งสิ้น มีพระกาลเป็นประธานในการปลุกเสก นอกจากนั้นเจ้าพิธีได้อัญเชิญพระพรหมนารอท
มาประทับ ณ แท่นบูชามุมตะวันออกเฉียงเหนือของพระอุโบสถ ทำหน้าที่พิทักษ์ป้องกันภยันตรายจากมารที่จะมาทำลายพิธีการ
พระพรหมองค์นี้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นชางลพบุรีก่อนสมัยพุทธกาล วัยชราท่านได้ออกบวชเป็นฤาษีพร้อมพะสหายคือพญาตาไฟ
บำเพ็ญพรตอยู่เขาวุ้ง(สมอคอน)ลพบุรี
นี่เป็นส่วนหนึ่งในบันทึกของพระอริยคุณาธารซึ่งก็มรณภาพไปแล้ว จริงเท็จเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านพิจารณากันมวลสาร
ในการสร้างพระจากบทความของคุณประถม( จากเรื่องฤาษี สันตจิต เส็ง ปสฺโส) กล่าวว่าท่านเจ้าคุณพระรัชมงคลมุนี ท่านทำ
อะไรจะต้องใหญ่และมีจำนวนมากดังนั้นการลบผงจึงทำไม่ทันแน่ ท่านจึงให้ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ สิทธิวิหาริกไปดำเนินการ
พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์จึงไปหารือกับโยคีโยฮาเล็บ ผู้เป็นอาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์ ท่านโยคีโยฮาเล็บจึงประยุกต์โดยการนำ
ว่านเกสร ดินสอพอง ปูนขาว มาเป็นจำนวนมากขนาดต่อลังไม้ขนาดยาวบรรจุมวลสารดังกล่าว แล้วอัญเชิญวิญญาณพรหมฤาษี
ชั้นสูงประทับทรงร่ายมนตร์เสกเป่าคุ้ยกันจนฟุ้งไปหมด ส่งภาษาคูโบ๊สกันลั่นบ้าน และในบริเวณปริมณฑลพิธีมีฝ่ายสงฆ์ประกอบ
พิธีอีกแรงหนึ่ง ดังในหนังสือมังคลามหานุภาพ กล่าวว่า บรรจุพระพุทธมนต์ลงในน้ำ และผงที่จะสร้างพระโดยนิมนต์อาจารย์จาก
หลายวัดเข้าพิธีปลุกเสกเช่น พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ)วัดบวรนิเวศวิหาร พระวรเวทย์คุณาจารย์ (เมี้ยน ปภสฺสโร)
วัดพระเชตุพนวิมลมัคลาราม พระสะอาด อภิวฒฺฒโน วัดสัมพันธวงศ์ พระครูนอ วัดกลางท่าเรือ พระอาจารย์บุ่ง วัดใหม่ทองเสน
พระชอบ สัมมารี วัดอาวุธวิกสิตารามเป็นต้น และยังมีผงจากพระอาจารย์ต่างๆ ว่าน ๑๐๘ อย่าง ดอกไม้บูชาพระ ๑๐๘ ผง
ที่ทำด้วยดินจากท่าน้ำ ๗ ท่า สระ ๗ สระ ผงจากคัมภีร์และใบลานเก่า ผงจากดินสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง และดินจากสถานที่
สำคัญในพุทธศาสนาอีก 9 แห่ง ผงปูนขาวหินจากราชบุรี ผงปูนซิเมนต์ขาว ดินเหนียวอย่างดีสีเหลือง และน้ำอ้อย นำมา
ผสมกับผงที่ทำใหม่บดให้ละเอียด กรองด้วยผ้าป่าน ผสมน้ำมนต์ที่ทำไว้พิมพ์เป็นรูป พระมงคลมหาลาภบ้าง สมเด็จบ้าง
ส่วนพิมพ์อื่นๆสร้างด้วยดินผสมผงเผาแล้วนำมาเข้าพิธีปลุกเสกในคราวเดียวกัน อาจารย์ประถมเขียนสรุปรายละเอียดการ
ปลุกเสกไว้เพิ่มเติมว่า
เมื่อโยคีโยฮาเล็บ เจ้าพิธี สร้างผงวิเศษด้วยวิธีประยุกต์ของท่านแล้วอัญเชิญพรหมชั้นโสฬสมาทำการปลุกเสกผง เสร็จพิธีแล้ว
ท่านพ่อลี วัดอโศการามเข้าไปเดินดูในโบสถ์ว่าทำอะไรกัน ก็ยื่นมือไปหมายผัสสะดูก็สะดุ้งโหยง” เฮ้ยหยังแรงจังซี้ “
ก็เลยขอผงไป ๑ บาตร เพื่อสร้างพระพุทธจักรของท่านที่วัดอโศการาม ต่อจากนั้นทางวัดก็จัดหาว่าน เกษรดอกไม้ ผงต่างๆ
ตามที่ได้เขียนรายละเอียดไปแล้ว นำไปให้อาจารย์ชอบ วัดอาวุธเป็นแม่งานจัดสร้าง เพราะมีฝีมือทางนี้ น่าเสียดายที่
เนื้อพระแก่ปูนทำให้เนื้อหามวลสารไม่สะดุดตา ต่อมาก็ให้โหรวางลัคนาฤกษ์ปลุกเสกตรงกับเพชรฆาตฤกษ์คือถือว่า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในระหว่างเพชรฆาตฤกษ์ เป็นฤกษ์ชนะมาร แต่ทางโหราศาสตร์ถือเป็นฤกษ์ที่เหมาะแก่การยาตราทัพ
ฤกษ์ตีค่าย นับว่าเป็นฤกษ์แข็ง ที่หลวงพ่อพระอริยคุณษธาร บันทึกว่าปลุกเสกพระ น่าจะเป็นวาระสอง หลังการสร้างผงวิเศษ
การทำพิธีก็แปลก ใช้เบ็ญจาห้าชั้นถึง๑,๔๐๐ต้น สำหรับประดิษฐานพระเครื่องห่อหุ้มด้วยแพรเขียว ๑,๕๐๐ ห่อใหญ่ๆ
และถวายพระนามว่า พระมงคลมหาลาภ ( แต่มิได้ประกอบด้วยมหัทโนฤกษ์ ) อาจารย์ชั้นเยี่ยมถูกนิมนต์เข้าร่วมพิธีเป็น
ส่วนใหญ่ รวมระยะเวลาปลุกเสก ๑ ชั่วโมงครึ่ง โดยเริ่มต้นพร้อมกัน ฝ่ายพรหมช่วยเสก ๑ ชั่วโมงก็กลับ ส่วนพระสงฆ์เสก
ต่ออีก ๑ ชั่วโมงโยคีโยฮาเล็บ กับพระอริยคุณาธารก็ลงมือเสกด้วย คุณประถมบอกว่าเสียดายช่วงนั้นอยู่ชายแดนไม่งั้นอาจ
ได้พระงดงามกว่านี้ ต่อจากนั้นก็ได้นำพระมงคลมหาลาภไปที่วัดสารนาถธรรมาราม เพื่อเข้าพิธีพุทธาภิเษกพระประธาน
โดยนิมนต์พระสายท่านอาจารย์มั่น ภิริทัตโต ประมาณ ๓๐ รูป เสกกัน ๑๘ วัน ๑๘ คืน สวดลัคขีคือห้องพระพุทธคุณ
อิติปิโสภควา เล่นกันแสนจบทีเดียว เป็นพระที่ตรวจพบว่าอยู่ในชั้นนพปดลเสวตฉัตรเช่นเดียวกับพระหลวงปู่ใหญ่
พระครูโลกอุดร แต่รังสีไม่ใช่ทองคำเป็นสีเขียว เรื่องแคล้วคลาดอย่าบอกใครด้วยฤาษีนารอทท่านนั่งมองอยู่
ไม่ต้องเที่ยวแสวงหาพระรอดมหาวันให้เหนื่อยยาก คุณประถมกล่าวอีกว่าตัวท่านเองใช้พระครูโลกอุดร สมเด็จวัดระฆัง
พระมงคลมหาลาภห้อยคอบูชา
….หลังจากอ่านแล้ว ถึงรู้ว่า พระผงมงคลมหาลาภนั้น ไม่ได้สร้าง ๘๔,๐๐๐ องค์ มีเพียง ๑๕,๐๐๐-๑๗,๐๐๐ องค์
เท่านั้น น่าจะมีพระพิมพ์อื่นที่ร่วมสร้างจนครบจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ และเป็นที่เชื่อได้ว่าพระผงมงคลมหาลาภนั้นสร้าง
จากผงโยคีฮาเล็บล้วนๆ..ถ้าใครมีพระผงรุ่นนี้อยู่แล้วก็ดีใจด้วยครับ ของดีระดับอาจารย์ประถมรับรองครับ​

ส่วนองค์ในรูปสมัยผมไปเช่าที่วัดผมเอาตรายางที่ปั้มใบอนุโทนาบุญปั้มครับสมัยนั้นไม่ค่อยมีตนสนใจพระพิมพ์นี้เท่าไรครับ

11
พระขุนแผน ผสมผงพรายกุมารหลวงปู่ทิม  หลวงพ่อแผน วัดหนองติม
หลวงพ่อแผน วัดหนองติม เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่สุข แห่งวัดโพธิ์ทรายทอง
ขุนแผนพรายกุมาร หลวงพ่อแผน วัดหนองติม สร้าง ปี ๒๕๔๙ รุ่นแรก อาจารย์มงคล นาคแพน จัดสร้าง
โดยใช้มวลสารเก่า หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ทั้งผงพรายกุมาร และ พลอยเสก
*ผงพรายกุมารหลวงปู่ทิม*ผงตะไบรูปหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ทิม*ผงชอร์คที่หลวงปู่ทิมเขียนยันต์
*ผงเทพเจ้า เล่ากุน สามย่านระยอง*ผงพระบางขุนพรหม*ผงเก่าวัดอ่างศิลา*ผงหลวงพ่อโต
*ผงหุ้มพระเกตุพระสุโขไทยไตรมิตร*
-พระขุนแผนผงมวลสารสีขาวจำนวน ๒,๕๐๐ องค์
-พระขุนแผนผงมวลสารสีชมพู และพระขุนแผนผงมวลสารสีดำ ๑,๐๐๐ องค์
-พระขุนแผนพิมพ์เล็ก จำนวน ๑,๓๐๐ องค์
รวม ๔,๘๐๐ องค์ หลวงปู่แผน วัดหนองติม เสกเดี่ยวแจกด้วยตนเอง
อ.มงคล นาคแพน คือลูกศิษย์ที่หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ครอบครูให้

12
หลวงพ่อแผน พระครูสิริจันโทภาส วัดหนองติม
             หลวงพ่อแผน ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สุข วัดโพธิ์ทรายทอง เป็นพระที่ใจดี มีสมถะเรียบง่าย
สมัยที่ อ.ตาพระยา ยังขึ้นอยู่กับ จ.ปราจีนบุรี ตามแนวชายแดน
ประวัติท่าน
พระครูสิริจันโทภาส (หลวงพ่อแผน จันฺทวังฺโส) เจ้าอาวาสหนองติม อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เจ้าคณะตำบลตาพระยา
เจ้าคณะตำบลทัพราช เจ้าคณะตำบลโคคลาน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว อาตมาเคยอยู่รับใช้ใกล้ชิดกับ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต
มาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ซึ่งจริงๆแล้วโยมพ่อของอาตมานั้นมีความสนิทสนมกับหลวงปู่สุขมาก่อน เพราะท่านทั้งสองต่างก็เป็น
ศิษย์ของ พระอาจารย์ อินทร์ พระธุดงค์ชาวเขมรด้วยกัน ท่านพระอาจารย์อินทร์ เดิมอยู่ เมืองศรีโสภณ อพยพเข้ามาอยู่ป
ระเทศไทยเมื่อครั้งไทยเราเสียแผ่นดินในการปกครองให้แก่ ฝรั่งเศส พระสงฆ์ที่เดินทางเข้ามาในครั้งนั้น หลายท่านเป็นผู้ที่มี
วัตรปฏิบัติเป็นที่ศรัทธาแก่สาธุชนทั่วไปเป็นอย่างสูง เช่น หลวงพ่อคง วัดซำป่าง่าม แปดริ้ว, หลวงพ่อบุคโล วัดบ้านแซร์ออ
ต.ช่องกุ่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ส่วน พระอาจารย์อินทร์ ได้มาสร้าง วัดหนองติม อยู่ในเขต อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เช่นกัน
และในครั้งนั้นโยมพ่อของอาตมา ซึ่งขณะนั้นนั่งเป็นเด็กก็ได้ติดตามพระอาจารย์อินทร์มาด้วย จวบจนได้มาพบกับ หลวงปู่สุข
จึงได้รู้ว่า หลวงปู่สุข ก็ได้เรียนวิชาอาคมต่างๆกับอาจารย์อินทร์เช่นกัน ภายหลังพระอาจารย์อินทร์ได้ย้ายไปอยู่ที่ วัดสำโรง
อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์และได้มรณภาพที่นั่น หลังจากพระอาจารย์อินทร์ได้มรณภาพไปแล้ว หลวงปู่สุขก็ยังได้แวะเวียนไป
มาหาสู่กับ วัดหนองติม ตลอดมา อาตมาจังได้รับใช้หลวงปู่สุข มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสามเณรอยู่ โดยการบรรพชาและ
อุปสมบทก็อยู่ในพัทธสีมาของ วัดโพธิ์ทรายทอง มาตลอด ด้านพระสหมิกธรรมของหลวงปู่สุข ในระหว่างที่ได้ศึกษา
พระเวทย์วิทยาคมกับพระอาจารย์อินทร์อยู่นั้น เท่าที่ทราบก็มี หลวงพ่อเอ้ ประโคนชัย หลวงปู่สอน วัดเสิงสาง,
หลวงพ่อเพียร วัดถนนหัก อ.นางรอง, หลวงพ่อมั่น วัดตาจง อ.ประคำ อาจารย์ทอง วัดแข้หมาก อ.ประโคนชัย,
หลวงพ่อเป็น วัดยายคำ ฯลฯ

13
พระผงอาถรรพ์ธม หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี
         เนื้อพิเศษมวลสารล้วนสร้าง ๒๒๗ องค์
         วัตถุมงคลที่ระลึกครบรอบ ๕ ปี วันมรณภาพ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ติคญาโณ (๑๙ มิ.ย.๒๕๕๒) พระผงอาถรรพณ์ธม
เป็นพระผงรูปเหมือนหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ รอบล้อมด้วยพระคาถาอาถรรพณ์ธม และพระยันต์กลับดวง กลับร้ายเป็นดี ฯลฯ
ส่วนด้านหลังประทับด้วยยันต์ครูของหลวงปู่ชื่น มวลสารที่นำมาจัดสร้างประกอบด้วย อัฐิธาตุและผงบุโลเถ้าถ่านของหลวงปู่ชื่น
ผงพรายทองคำ, ผงพระขุนแผนแขนอ่อน, ผงพระขุนแผนมะรุมมะตุ้ม, ผงพระขุนแผนนาคเกี้ยว, ผงพระขุนแผนสะกดทัพ,
ผงพระขุนแผนชมตลาด, ผงพระแตกหักทุกรุ่นของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ และที่สำคัญยังมีส่วนผสมของทันตธาตุของ
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ อีกด้วย พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ยอดพระเกจิแห่งอีสานตอนใต้ผู้สำเร็จวิชาอาถรรพณ์เวท
มนตรามหาเสน่ห์, สรรพเวทพิสดารท่านยังเจนจบวิชาการทำผงต่าง ๆ มากมาย และผงที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านก็คือ
ผงมหาภูติพราย ซึ่งถือเป็นผงวิเศษอาถรรพณ์ ที่มีคุณวิเศษมากมายโดยเฉพาะในเรื่องโชคลาภและเมตตา หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ
ท่านยังสำเร็จวิชาการทำสีผึ้งมหานิยมได้หลายอย่างหลายชนิด และที่สำคัญท่านยังสร้างพระขุนแผนที่ทรงไว้ซึ่งเมตตา
มหานิยมเสริมโชคเสริม ลาภเสริมดวงเสริมยศ ฯลฯ ด้วยความยิ่งใหญ่ในกฤษดาภินิหาร อันเกรียงไกรทุกวันนี้ วัตถุมงคลที่
พระเดชพระคุณท่านหลวงปู่ชื่นท่านอธิษฐานจิตบรรจุพลังเวทจึงเป็น พระยอดนิยมที่มีผู้เสาะแสวงหามากที่สุด จากคำร่ำลือ
จากปากของผู้ครอบครองบูชาวัตถุมงคลของท่านว่าพระของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ “ท่านมีอภินิหารบารมีศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน”
และหลาย ๆ ท่านที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ก็มีโชคมีลาภมีฐานะการเงินคล่องตัว เพื่อนร่วมงานรักใคร่เจ้านายเมตตาและ
ที่แปลกพิสดารอีกอย่าง พระของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณอธิษฐานขอเงินใช้แก้ขัดสนได้ และความลับอีกอย่างที่อยากจะบอก
พระของท่านผู้บูชาด้วยใจรักศรัทธาขยัน บอกกล่าว หมั่นบูชา“หลาย ๆ ท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นหัวหน้าคน” จะเป็นด้วย
 “มนต์อาถรรพณ์พระเจ้าแผ่นดิน” หรือเปล่าไม่ทราบแน่ชัดหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจและสับสนกับคำว่า “อาถรรพณ์”
หลวงปู่เคยบอกเล่าถึงความหมายของคำว่าอาถรรพณ์ ก็คือคุณสมบัติคุณวิเศษเฉพาะตัวอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เช่น พระสิวลี
ท่านทรงมีคุณทางลาภมาก ทางสายวิชาอาถรรพณ์เวทก็จะดึงคุณสมบัติทางโชคลาภมาผูกขึ้นเป็นวิชาอาถรรพณ์ พระสิวลีหรือ
อาถรรพณ์โชคลาภ หรือพระโมคคัลลานะท่านมีคุณทางฤทธิ์ก็ดึงบารมีทางฤทธิ์มาผูกเป็นคาถา อาถรรพณ์ฤทธิ์ แต่อาถรรพณ์ก็
ยังแยกออกไปอีก คืออาถรรพณ์ในทางที่ดีและอาถรรพณ์ในทางไม่ดี สำหรับของหลวงปู่ชื่นเป็นวิชาอาถรรพณ์เวชทางที่ดี เช่น
 “มนต์อาถรรพณ์พระเจ้าแผ่นดิน” ของหลวงปู่ชื่นท่านจะขอบารมีพระมหากษัตริย์ พระเจ้าแผ่นดิน พระราชามหาจักรพรรดิ์
พระธรรมราชา ทุก ๆ พระองค์ที่ทรงคุณมาผนวกกัน บารมีพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงเนรมิตพระวรกายเป็น “พระสมเด็จราชาธิราช”
พระเครื่องทุกชนิดของหลวงปู่ชื่นท่านจะลงมนต์บทนี้ไว้ ท่านเป็นห่วงลูกศิษย์ว่าจะสู้เขาไม่ได้ บารมีพระเจ้าแผ่นดิน,
พระมหาจักรพรรดิ์, พระธรรมราชา ดีอย่างไร? ล่วงเกินได้มั้ย? แม่ทัพนายกองสู้ได้มั้ย? ฯลฯ จะดีอย่างไรผู้มีปัญญาพิจารณา
ดูเทอญ! ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถือว่าเป็นวันครบรอบการละสังขารปีที่ ๕ ของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ พระผงรูปเหมือน
หลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ รอบล้อมด้วยพระยันต์อาถรรพณ์เวท และพระยันต์อาถรรพณ์เทพกลับดวง กลับร้ายกลายเป็นดี ดีแล้ว
ขอให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้านหลังประทับด้วยยันต์ครูของหลวงปู่ชื่น พระผงรูปเหมือนอาถรรพณ์ธมนี้ได้นำไปขอบารมี
หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ อธิษฐานจิตปลุกเสกให้อีกวาระหนึ่งเพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง พระผงรูปเหมือน
อาถรรพณ์ธมนี้ เป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่หาสิ่งใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนี้ เป็นเหมือนองค์แทนของหลวงปู่ใครมีไว้บูชาท่าน
กับมีหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ปกปักรักษาคุ้มครองให้ความช่วยเหลืออยู่ด้วยตลอดเวลา สรรพวิชาอาถรรพณ์เวทย์วิทยาคมของ
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ได้บรรจุลงไปในพระทั้งหมดแล้วอย่าง เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ อิทธิคุณพลังอำนาจนั้นตามที่ได้สัมผัสพลัง
ดูแล้วสุด ๆ จริง พลังเวทย์อาถรรพณ์เวทย์สูงส่งรุนแรงแทบจะบอกได้เลยว่าดีเท่ากับวัตถุมงคล รุ่นแรกๆของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ
เลยทีเดียว
 จำนวนจัดสร้าง
๑. เนื้อกรรมการตะกรุดทองคำ ๙ ดอก ๑๒ องค์
๒. เนื้อพิเศษมวลสารล้วน ๒๒๗ องค์
๓. เนื้อแก่ผงอังคารธาตุ ๙๙๙ องค์

พระผงอาถรรพ์ธม เนื้อพิเศษมวลสารล้วนๆ
องค์นี้สภาพสวยครับเนื้อมวลสาร พระแตกหัก และวัตถุมงคล ต่างๆของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ จะมีความเข้มข้นสูง และเป็นรุ่น
ที่เจอประสบการณ์กัน เนื้อมวลสารจะเน้นเถ้าอังคาร อัฐิธาตุ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นหลัก และยังมีมวลเก่า มวลสารผงพระ
ทุกรุ่นของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ อันศักดิ์ต่างๆ มารวมเป็น อาถรรพ์ธม หากนึกถึงหลวงปู่ชื่นอธิฐานกับองค์อาถรรพ์ธมได้เลย
เหมือนมีหลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ มาอยู่ใกล้ๆ เพราะอัฐิธาตุอีกอย่างหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวดได้อธิษฐานเสกอัญเชิญไว้


14
ขุนแผนสะกดทัพ เนื้อแดง หน้าลงแลคเกอร์ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์
              ขุนแผนสะกดทัพ ยอดขุนพลพนมรุ้ง มีการจัดสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ลักษณะเป็นรูปทรงกษัตริย์
ทรงเครื่องนั่งขัดสมาธิคล้ายพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  ลักษณะโดยรวมคล้ายขุนแผนพรายกุมารแต่เป็นศิลปะของขอมโบราณ 
ขุนแผนสะกดทัพ รุ่นนี้ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ได้บรรจงสร้างเป็นพิเศษ ท่านจึงได้ใช้ผงวิเศษของ
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ใส่ลง ไปในพระผงชุดนี้มากเป็นพิเศษ ชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง เช่นหินปราสาทเขมรโบราณ
นำมาบดละเอียดเป็นมวลสาร ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช และผงพุทธคุณต่าง ๆ ที่หลวงปู่ได้ลบไว้ ว่านดอกทองตัวผู้ตัวเมีย
๑๒ ชนิด รวมทั้งว่านยาต่างๆ ที่มีคุณวิเศษในตัว อาทิเช่น ว่านเสน่ห์จันทร์, ว่านนกคุ้ม, ว่านสาวหลง, ว่านจันทร์ขาว และว่านอื่นๆ
อีกหลายชนิด บางชนิดในเมืองไทยไม่มี ต้องเข้าไปที่ประเทศเขมร จึงจะได้มา
              พระชุดนี้หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ กำกับเอง นำเอาผงวิเศษต่างๆ ขึ้นไปปลุกเสกบนเขาพนมรุ้งเป็นเวลาหลายคืน หลัง
จากนั้นหลวงปู่ชื่นได้นำผงต่างๆ มาคลุกเคล้ากับน้ำมนต์เดือด แล้วก็นำมาปั้นเป็นก้อนๆรอจนแห้ง หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ก็เก็บก้อนๆ
เหล่านี้ไว้ ไม่ให้กระเด็นตกหล่นไปที่ใดเลย เมื่อได้ฤกษ์ยามดี หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ จะเอาผงเหล่านั้นมาทำการบดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งร่ายเวทย์มนต์คาถาตามที่หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ได้ร่ำเรียนมา หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ทำเช่นนั้นหลายครั้งหลายหน
กว่าผงวิเศษเหล่านั้นจะเกิดปฏิกิริยาแสดงฤทธิ์ให้หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เห็นด้วยตาใน หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ จึงนำผงวิเศษทั้งหมดนี้
นำมาใส่ขวดไว้และปิดฝาขวดอย่างมิดชิด เวลาที่จะสร้างวัตถุมงคลก็จะเห็นหลวงตานำผงวิเศษนี้มาผสมลงไปทุกครั้ง
            ซึ่งเป็นสุดยอดพระทางด้านความมีชัยชนะเหนือศัตรูทั้งปวง เป็นตบะเดชะมหาอำนาจ จังงัง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด
ป้องกันภัย สะกดเหตุเภทภัยอันตรายทั้งปวง ทั้งยังเป็นสุดยอดแห่งมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม เป็นยอดวัตถุมงคลที่ควรมีไว้บูชา
ใครที่ดำเนินชีวิตมีอุปสรรคขัดขวาง ต้องกระทบกระทั่งกับผู้คนหรือเจ้านายเพื่อนร่วมงาน หรือต้องทำงานที่ต้องต่อสู้แข่งขันกับผู้คน
ต้องเสี่ยงภัยอันตราย หรือทุกท่านที่ต้องการวัตถุมงคลที่ดีครอบจักรวาล
"เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน เสริมบารมี และมหาอำนาจ"


15
ขุนแผนนาคเกี้ยว หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี
ขุนแผนนาคเกี้ยว หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี
       พระพิมพ์นี้หลายตนเรียก ติดปากว่า"ขุนแผน" จริงๆ แล้วเป็น "พิมพ์พระ" ไม่ใช่ ่"พิมพ์ขุนแผน" แต่เนื่องจากนำไปใช้
แล้วพุทธคุณทางด้านมหาเสน่ห์ มหานิยม มหาเมตตา มหาหลงแรงมากทำให้บางท่าน เรียกไปว่า "ขุนแผน" พระปางมารวิชัย
มีพญานาคพันกัน เกี้ยวกัน สามตัว แผ่พังพานเหนือองค์พระพุทธเจ้า มีความหมายแฝง ความอุดมสมบูรณ์ในทุุกๆ ด้าน
การหนุนดวง การเสริมดวง และการเรียกโชคเรียกลาภเข้ามาหาตัว ตลอดจนยังเป็นมหาเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามอย่างรุนแรง
มวลสารยังจะประกอบไปด้วยผงอาถรรพ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผงว่านที่คัดทางด้านมหาเสน่ห์ มหาหลง เช่น ว่านราคะ
ว่านดอกทอง ว่านนางกามคุณ ว่านนางแพศยา ว่านร่านร้อยสวาท ว่านสาวงามเมือง รวมทั้งผงพราย
ที่หลวงปูชื่น วัดตาอี ได้รวบรวมไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยที่ออกเดินธุดงค์แรกๆ โดยนำมาบดผสมรวมเข้ากัน แล้วนำมากดเป็น
องค์พระ ท่านปลุกเสกเดี่ยว พลังจิต ในการขึ้นรูปเรียกนามตามที่ท่านเรียนมา(ตลอด ๓ ไตรมาส) ซึ่งอธิษฐานจิตปลุกเสก
ติดต่อกันยาวนานที่สุด ก่อนที่จะนำออกแจกจ่ายแก่ผู้ศรัทธา รุ่นนี้สร้างประสบการณ์ขึ้นชื่อให้แก่หลวงปู่มหายันต์เสน่ห์
พระหลวงปู่ยุคแรกๆ ที่หลวงปู่ท่านสร้างไว้ให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาใช้รุ่นนี้แขวนเดี่ยวได้เลยครับ


หน้า: [1] 2 3 ... 19




Facebook Page