ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13
166
เหรียญ สมปรารถนา ๓ กษัตริย์ ๗๗๗ หลวงปู่สาย ปาโมกโข
วัดตะเคียนรามหลวงปู่สาย ปาโมกโข เทพเจ้าไสยเวทย์อาคมอาคมอีสานใต้

167
พระปิตตา พระสังกัจจายนะ หรือ พระภควัมปติ แกะจากไม้ที่มีกาฝากและขึ้นกลางตอไม้ เป็นพระที่เชื่อว่ามีพุทธคุณในเรื่องของเมตตา มหานิยม ปลุกเสกโดยหลวงปู่สาย ปาโมกโข จอมอาคมแห่งอีสานใต้ สามารถช่วยป้องกัน แคล้วคลาดจากเรื่องร้ายๆ ได้ การปิดตาก็คือ การปิด "ทวาร"หรือทางเข้าทางออกแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย พระปิตตาแกะจากไม้ที่มีกาฝากและขึ้นกลางตอไม้ ทางวัดตะเคียนรามนั้น ให้พระหาไม้มงคลตามตำราแล้ว จัดสร้างขึ้น โดยผู้แกะสลักองค์เดียว คือหลวงพี่หนิง อาจารย์หนิง เสร็จแล้วได้นำเข้าไปให้ หลวงปู่สาย ปาโมกโข ช่วยทำพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิตบรรจุธาตุอาการ 32 โดยไม้ที่มีกาฝากและขึ้นกลางตอไม้ นี้ เป็นของทนสิทธิ์ทางธรรมชาติชนิดหนึ่ง..ดีทางโชคลาภ ทำมาหากิน และโภคทรัพย์ มีกินไม่มีอด ไม้ที่มีกาฝากขึ้นและต้องเป็นกลางตอไม้ อีกด้วยหายากมาก ที่จะต้องตามตำรา

168
สายรัดข้อมือ มหาลาภ(รวย)
เส้นที่หลวงปู่สาย ปาโมกโขเมตตาสวมใส่เพื่อเป็นศิริมงคล

หลวงปู่สาย ปาโมกโข วัดตะเคียนราม จ.ศรีสะเกษ
เคยกล่าวไว้ว่า "คนเราทุกคนเกิดมาล้วนมีโชคชะตา มีเวรมีกรรมที่ติดตัวมาไม่เหมือนกัน เมื่อเขาตกทุกข์ได้ยาก
ลำบากเดินทางมากราบขอความช่วยเหลือหรือไม่ก็มาเพราะศรัทธาเลื่อมใส่อยากมาทำบุญ เราต้องฉลองศรัทธา
ญาติโยม และให้ความช่วยเหลือเพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีเผยแผ่พระพุทธศาสนา "

169
ตะกรุดโทนจารมือ หลวงปู่สาย ปาโมกโข วัดตะเคียนราม
เป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่ผูกพันกับคติความเชื่อความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ดีในทางแคล้วคลาด คงก ระพันชาตรี ป้องกันภยันตราย ภัยพิบัติทั้งปวง รวมทั้งด้านเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ กลับดวง พลิกชะตา เลื่อนยศ ร้ายกลายเป็นดี ฯลฯ ตะกรุดได้ถูกสร้างโดยอ้างถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ตามตำราของครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่สาย ปาโมกโขสืบทอดมา นำมาจารมาลงอักขระเลขยันต์ด้วยเหล็กจาร แล้วม้วนให้เป็นท่อกลมโดยมีช่องว่างตรงแกนกลางสำหรับร้อยเชือกติด ตัว ถักด้วยเชือกใช้บูชาอยู่ 2 แบบ คือใช้คล้องคอ หรือใช้คาดเอว โดยดอกตะกรุดจะขนานกันไปในแนวนอน เรียกว่า ตะกรุดโทน เรื่องตะกรุดแล้วหลวงปู่สาย ปาโมกโข นั้นเชื่อถือได้ทีเดียวเชียวแถวอีสานใต้นั้นสุดๆ

170
ตะกรุดหนังควายเผือก หลวงปู่สาย ปาโมกโข
มีน้องท่านหนึ่งเล่าให้ฟังเรื่องหลวงปู่สาย ว่าหลวงปู่สาย ปาโมกโข เสกตะกรุดหนังควายเผือก ด้วยความที่เรามีตะกรุดโทนที่
หลวงปู่สาย ปาโมกโข ท่านจารเอง ชุดแรกๆที่พี่เค้าทำงานอำเภอ อยู่ศรีสะเกษส่งมาให้ ก่อนที่หลวงปู่สายจะเป็นที่รู้จักของหลายๆท่าน
อีกทั้งเห็นรูปถ่ายที่ส่งมาให้ชมก็ดูแล้วเป็นงานออกแนวใหม่ๆ เลยไม่ค่อยได้ติดตาม จนมาเจอ อ.ที่เขียนหนังสือ อ.ท่านนี้ถ้าไม่เก่งจริงท่านจะไม่เล่าเลย ท่านเดินทางไปทั่วประเทศเขียนหนังสือ ผมเลยลองถามท่านเรื่องของ หลวงปู่สาย ปาโมกโขจาก อ.ท่านนี้ท่านก็บอก ท่านเคยไปสัมภาษณ์ขอข้อมูลเขียนเรื่องหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน และหลวงพ่อเจียม สันติธัมโม วัดกะมอล ส่วนเรื่อง

หลวงปู่เจียม สันติธัมโม นี้ได้บอกกล่าวกับ อ.ท่านนี้ว่าอยากทราบเรื่องอีกให้ไปถามท่านสาย ท่านบอกว่าเป็นเกลอกัน หลวงปู่สาย ท่านก็ได้อยู่ *เอาเป็นว่าท่านว่าเคยไปสัมภาษณ์ หลวงปู่สาย ปาโมกโข แล้วเจอนักการเมืองท่านหนึ่งซึ่ง ไม่ขอเอ่ยนาม ได้ไปกราบนมัสการ หลวงปู่สาย ปาโมกโข ซึ่งนักการเมืองท่านนี้ ได้ไปขอเมตตาจากหลวงปู่สาย ให้ช่วยเนื่องจาก ตนเองป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอก็หาสาเหตุไม่เจอ เจ็บปวดจนแทบจะไปทำงานไม่ไหว ล้มหมอนนอนเสื่อ แทบทุกวันลองหาหมอหลายๆโรงพยาบาลก็หาสาเหตุไม่พบ ทั้งยังใกล้เลือกตั้งแทบจะออกไปหาเสียงแทบไม่ได้ สุดท้ายญาติพาไปกราบนมัสการขอความเมตตาหลวงปู่สาย ปาโมกโข
หลวงปู่สาย ปาโมกโข ท่านก็ช่วยสงเคราะห์เมตตา ทำน้ำมนต์เสกให้ดื่มกินพรมให้ แล้วให้ญาติเอาตะกรุดหนังควายเผือกใส่คอนักการเมืองท่านนี้ไว้ บอกให้ญาติใกล้ชิดดูไว้ ห้ามถอดภายในเจ็ดวันนี้ ญาติก็เฝ้าดูอาการของนักการเมืองท่านนี้ ซึ่งมีอาการแปลกๆตลอดเจ็ดวันพอพ้น เจ็ดวันกลับไม่เจ็บไม่ปวด กินข้าวปลาอาหารได้ปกติ ญาติจึงชวนไปกราบนมัสการ
หลวงปู่สาย ปาโมกโข หลวงปู่ก็เมตตาช่วยสงเคราะห์ทำน้ำมนต์ให้ดื่มแล้วพรมน้ำมนต์ยิ้มๆแต่ท่านบอกดีแล้วๆ พอหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีข่าวนักการเมืองใหม่ที่ลงแข่งชิงตำแหน่งเกิดเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ทราบเรื่องสายดำแต่ไม่มีใครพูดเพราะกลัว หลวงปู่สาย ปาโมกโข ท่านเป็นพระผู้เมตตาแก่บรรดาศิษย์ทุกคน ท่านละแล้วท่านจึงให้ดื่มน้ำมนต์ไล่สิ่งไม่ดีออกไปก่อนแล้วจึงให้ ญาติของโยมนักการเมืองเป็นคนใส่ตะกรุดหนังควายเผือกให้ ซึ่งตะกรุดหนังควายเผือกนี้ ผมนึกว่าหลวงปู่สายท่านเสก ทางอยู่ยงคงกระพัน แต่กลับมีอิทธิคุณความอาถรรพ์ความวิเศษอยู่ในตนเองในการสะท้อนกลับสิ่งที่ไม่ดีพวกคุณไสย (เพียงเท่านั้นละครับโทรไปหาน้องท่านนั้นแต่กลับได้เพียงแค่ดอกเดียวเท่านั้นครับบอกให้หาให้อีกก็ไม่มีแล้ว เพราะส่วนใหญ่ทหารที่ใต้ได้ไปครับ)
ออ...เล่าพิมพ์เรื่องราวมานี่บอกไว้ก่อนนะครับไม่มีจำหน่ายหรือแบ่งให้หรือให้ขอฟรีใดๆทั้งสิ้นนะครับมีไว้ติดตัวแค่ดอกเดียวครับ เท่านั้นจริงๆครับบอกเผื่อท่านที่มีแล้วไม่ทราบอิทธิคุณความอาถรรพ์ความวิเศษอยู่ในตะกรุดที่หลวงปู่สาย ปาโมกโขเสกแล้วออกไปจะเสียดายครับ
(หลวงปู่สาย ปาโมกโขนี้เรื่องท่านเสกตะกรุดอะไรใดๆละก็ เชื่อได้สุดๆเลยนะครับออ..อีกอย่างเรื่องมาจากคำบอกเล่า ท่านโปรดใช้วิจารณญาณ)

171
หลวงปู่คำดี วัดบูรพาบ้านผึ้ง เป็นลูกศิษย์ ๑ ใน ๕ ของหลวงปู่คำคะนิง
ที่จะเรียนวิชาต่างๆได้ ต้องรับให้ได้ว่า จะต้องอยู่ในผ้าเหลืองนี้ตลอดชีวิต หลวงปู่คำดีก็รับและร่ำเรียนวิชาสายนี้กับหลวงปู่คำคะนิง
เพื่อเอาไว้จรรโลงศานาสืบต่อไป และเอาไว้ช่วยเหลือเหล่าลูกศิษย์ลูกหา เมื่อได้ฉลองกุฏิที่สร้างเพื่อถวายพระสงฆ์ที่มาจากถิ่นฐาน
ต่างๆให้เป็นที่พำนักอาศัยที่ปฎิบัติธรรมที่ประกอบกุศลกิจ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ทรงศีล ทรงคุณธรรมนั้นมีอานิสงส์ คือ ผลดีตอบต่อ
ผู้ถวายอย่างยิ่งใหญ่ไพบูลย์   และหลวงปู่คำดี ได้เล็งเห็นความยากลำบากของลูกหลาน  ท่านจึงดำริห์สร้างพระขุนแผนรุ่นแรก 
เรียกว่า “รุ่นวาสนาดี”สร้างไว้เพื่อช่วยหนุนให้ลูกหลานได้”วาสนา”ดียิ่งขึ้น ผ่อนจากหนักเป็นเบา

สำหรับคณาจารย์ที่ร่วมอธิฐานจิต กล่าวคือ   
1.หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู
2.หลวงปู่คำดี วัดบูรพาบ้านผึ้ง
3.หลวงปู่เพ็ง วัดบ้านละทาย
4.หลวงปู่เส็ง วัดปราสาทเย่อใต้
5.หลวงพ่อสาย วัดตะเคียนราม
6.หลวงพ่อหนูสิน วัดบ้านกว้าง
7.ญาท่านเกรษม วัดเกรษมสำราญ
ต้องไปร่วมบูชาฉลองกุฏฺที่วัดเองให้ร่วมบุญบูชา ดังนี้
-ขุนแผน รุ่นแรก ตะกรุดทองคำ ๓๒ องค์ (แจกกรรมการ)
-ขุนแผน รุ่นแรก ตะกรุดนาค ๒๗ องค์(หลวงปู่คำดีนำไว้แจกเด็กๆหรือผู้ร่วมบุญ)
-ขุนแผน รุ่นแรก ตะกรุดเงิน ๓๒ องค์  (หลวงปู่คำดีนำไว้แจกเด็กๆหรือผู้ร่วมบุญ)
-ขุนแผน รุ่นแรก ผงพุทธคุณ 2,000 องค์(หลวงปู่คำดีนำไว้แจกเด็กๆหรือผู้ร่วมบุญ)
-ปรกจ้อย ลาภดีเนื้อทองแดง 999 องค์ (หลวงปู่คำดีนำไว้แจกเด็กๆหรือผู้ร่วมบุญ)
-ปรกจ้อย ลาภดีเนื้อเงิน 50 องค์ (หลวงปู่คำดีนำไว้แจกผู้ร่วมบุญ)
-ปรกจ้อย ลาภดีเนื้อสตางค์ 100 องค์ (หลวงปู่คำดีสร้างไว้แจกผู้ร่วมบุญ)
-พระบูชารุ่น ธกส.สร้าง

ปลุกเสกอธิฐานจิต เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2556
ติดต่อที่ วัดบูรพา(บ้านผึ้ง)ทำบุญฉลองกุฏิกับหลวงปู่คำดี วัดบูรพาบ้านผึ้ง แล้วร่วมร่วมหนุน “วาสนาดีๆ”
ให้กับตัวเองกัน ชีวิตจะได้มีความสุขครับ

 

172
ชีวประวัติ ท่านก๋งเตื่อง เตชปัญโญ วัดคลองจาก จ.ตราด
ท่านก๋งเตื่อง เกิดวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เดิมชื่อ นายเตื่อง ปัจจุบันจำพรรษาอยู่วัดคลองจาก
ต.คลองใญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด นายเตื่อง อาศัยอยู่ในตำบลเเหลมเปาะ ในเขตจังหวัดเกาะกง ชาวบ้านที่นั่นพูดภาษาไทย
ท่านมีพี่น้องหลายคน ชาวเกาะกงสมัยนั้นส่วนมากก็มีอาชีพทำไรทำนา มีทำประมงบ้างไม่มาก สมัยนั้นพระเกจิมีด้วยกันสามท่าน
ท่านก๋งหมึก ท่านพ่อเวียน วัดประชุมชน ท่านพ่อรอด วัดมรคาราม(วัดพนมกรุง) ในช่วงอายุ ๒๒ นั้นท่านอุปสมบท
โดยมี หลวงพ่อรอด วัดมรคาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชเป็นพระแล้ว พระเตื่องก็เข้ากราบขอเป็นศิษย์พุทธาคม
กับหลวงพ่อรอด ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย พระธรรมคาสั่งสอน และวิชาอาคมต่างๆ
พระเตื่องบวชก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน วิชาต่างๆจนแตกฉาน

173
หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ได้พบกับฤาษีที่บำเพ็ตพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้หลวงพ่อสายเพื่อให้นำไปช่วยเหลือเหล่าลูกศิษย์ หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ได้รับคำแนะนำจากฤาษีว่าให้ออกธุดงค์เข้าป่าหาวิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป หลังจากกราบลาฤาษีก็มุ่งหน้าไปยังป่าโดยมิได้หวั่น ภยันตรายต่างๆในประเทศกัมพูชามีป่าเขามากมายล้วนแต่เป็นของอาถรรพณ์ลี้ลับมากมายที่แฝงไปด้วยความน่าสะพึงกลัวทั้งจากภูติผีปีศาจที่ตาเรามองไม่เห็น และภัยจากคนในระหว่างเดินธุดงค์มีทั้งผู้แก่กล้าในวิชาอาคมทางด้านคุณไสยต่างๆพอเขาเห็นพระธุดงค์มักจะชอบลองของลองวิชาอยู่เสมอหลวงพ่อสายท่านก็สามารถ แก้ไขปกป้องได้โดยตลอด ค่ำไหนก็ปักกรดบำเพ็ญสมณธรรมท่านใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเขตอาศัยบิณฑบาตจากชาวป่า ชาวเขา ท่านได้พบฤาษี ชีปะขาว และพระธุดงค์ได้แลกเปลี่ยนศึกษาเวทมนต์โอง การณ์ต่างๆ วิชาเรียกจิตภูติ วิชาเสกกุมารทองฯลฯ

174
พระดีของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง ชุดไตรเทพ หลวงปู่ทิมเสก ที่วัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ปี๒๕๑๗

พระชุดไตรเทพประกอบด้วย
 ๑.ท้าวมหาพรหม ๒.พระนารายน์ ๓.พระอิศวร ชุดไตรเทพของ วัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ จ.ฉะเชิงเทรา
ที่ได้มีการจัดสร้างขึ้น ณ ตำบลหนองไม้แก่น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา หลวงปู่ทิม ปลุกเสก
ด้านหลังมียันต์ อักขระ “มะ อะ อุ” “อิ” “นะ” และชื่อวัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ หลังจากจัดสร้างเสร็จแล้ว ทางวัดโกรกแก้วได้
จัดพิธีพุทธาภิเษกขึ้นภายในวัด โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์ภาคตะวันออกและชลบุรี มาร่วมพิธีหลายรูปด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ
หลวงปู่ทิม อิสรโก วัดละหารไร่ จ.ระยองหลายท่านได้รับแจกวัตถุมงคลชุดนี้จากหลวงปู่ ที่วัดละหารไร่ ระยอง
พระดีของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง ชุดไตรเทพนี้ ท่านได้ไปร่วมพิธีปลุกเสกที่วัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ปี๒๕๑๗
- พระพรหม มีหน้าที่สร้างและลิขิตสรรพสิ่งทั้งปวงในทั้งสามโลก
- พระวิษณุ หรือ พระหริ มีหน้าที่ดูแลทั้งสามโลกให้อยู่ในความเรียบร้อย และสมดุล
- พระศิวะ มีหน้าที่ทำลายสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงในโลกทั้งสาม

175
ควายธนูอิทธิฤทธิ์ หลวงปู่สาย ปาโมกโข วัดตะเคียนราม
เป็นเครื่องรางตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ วิชาเหล่านี้เป็นการทำหุ่นพยนต์รูปแบบหนึ่ง หุ่นพยนต์สามารถทำได้ทั้งรูปคนและสัตว์ ที่นิยมมีทั้งวัวธนูและควายธนู เหล็กยอดเจดีย์ เอามาหลอมรวมกันหล่อเป็นรูปควาย ปลุกสกตามพิธีกรรม เชื่อว่าสามารถใช้ให้เฝ้าบ้านหรือไร่นา ใช้งานได้ตามความประสงค์ ทั้งป้องกันภูตผีและโจรผู้ร้าย และสามารถสั่งให้ไปสังหารคู่อริได้อีกด้วย มีคาถาใช้เสกเมื่อทำควายธนูว่า
"โอมปู่เจ้าสมิงไพร ปู่เจ้ากำแหงให้กูมาทำควาย เชิญพระอีศวรมาเป็นตาซ้าย เชิญพระอาทิตย์มาเป็นตาขวา เชิญพระนารายณ์มาเป็นเขา เชิญพระอินทร์เจ้าเข้ามาเป็นหาง เชิญพระพุทธคีเนตร์ พระพุทธคีนายมาเป็นสีข้างทั้งสอง เชิญพระจัตตุโลกบาลทั้งสี่มาเป็นสี่เท้า เชิญฝูงผีทั้งหลายเข้ามาเป็นไส้พุง นะมะสะตีติ" เรื่องควายธนูมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย ของหลวงปู่สาย ปาโมกโข ถือเป็นเสมือนเครื่องรางสำหรับใช้พกพาติดตัว การทำควายธนูนี้ยังใช้ทำน้ำมนต์ประพรมสิ่งของขายดีต่างๆนาใช้งานได้ตามความประสงค์ ทั้งป้องกันภูตผีและโจร

176
ประวัติพระครูประกาศธรรมวัตร ( สาย ปาโมกโข )
เจ้าอาวาสวัดตะเคียนราม ตำบล ห้วยติ๊กชู (ตะเคียนราม) อำเภอ ขุขันธ์ (ภูสิงห์)จังหวัดศรีสะเกษ
เทพเจ้าแห่งอีสานใต้ จอมขมังเวทย์สืบพระเวทย์จากเขากุเลน ประเทศเขมร
เปี่ยมล้นด้วยเมตตามหาบารมี
ชาติกำเนิด
พระครูประกาศธรรมวัติ มีนามเดิมว่า สาย ฉายา ปาโมกโข นามสกุล บุตะเคียน เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2483 ณ. บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 2 บ้านตะเคียนตะวันตก ตำบลปรือใหญ่ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบลโคกตาล และได้เปลี่ยนเป็นตำบลตะเคียนรามในปัจจุบัน) อำเภอขุขันธ์ (ปัจจุบันแยกเป็นอำเภอภูสิงห์)จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรของพ่อพรหม และแม่เว็ด บุตะเคียน มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน 3 คนคือ
1.นางพวง บุตะเคียน
2.นายชัย บุตะเคียน
3.นายแซม บุตะเคียน
มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันอีก 2 คน คือ
1.นางญา บุตะเคียน
2.พระครูประกาศธรรมวัตร (สาย ปาโมกโข)
รวมพี่น้องทั้งหมด 5 คน พระครูประกาศธรรมวัตรเป็นคนสุดท้อง
ชีวิตในวัยเด็ก
เนื่องจากพ่อแม่เป็นชาวนามีฐานะยากจน จึงต้องช่วยพ่อแม่และพี่ๆทำงานตั้งแต่เด็ก หุงข้าว ขุดปู ตามกำลังที่จะช่วยได้ เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พออ่านออกเขียนได้พอวันหยุดก็ไปเลี้ยงควายกับเพื่อนบ้าน ขณะนั้นได้มีลูกตาเบ๊าะหรือตาฤาษี(หลวงปู่สรวง) มาพักเจริญภาวนาที่กระท่อมริมห้วย มีโอกาสได้ปรนนิบัติโดยการตักน้ำหาฝืนต้มน้ำถวายท่านตามที่ท่านจะเรียกใช้ ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ธรรมดาของ”ลูกตาเบ๊าะ”หลายครั้ง จึงเกิดศรัทธามีความสนใจในเรื่องฤทธิ์เรื่องเดช อภินิหาร วิทยาอาคมมาตั้งแต่เด็ก

บรรพชาเป็นสามเณร
เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามธรรมเนียมโบราณกาลที่นิยมให้บุตรหลานบวชเรียนแต่เด็กๆ จะได้เป็นคนดีมีคุณธรรม และได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดปราสาทใต้ ตำบล ห้วยเหนือ (ปัจจุบันเป็นตำบลห้วยใต้) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 14 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2500 ได้มาพักจำพรรษาที่วัดตะเคียนราม ในระหว่างที่บวชเป็นสามเณรอยู่นั้น มีความเพียรพยายาม มุมาณะศึกษา เล่าเรียน ท่องบทค้นคว้าหาความรู้ ตามหน้าที่ของนักบวชทางพระพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น
1 ท่องบทสวดเจ็ดตำนานจบ และสวดได้คล่องทุกบท
2 เรียนเทศน์คัมภีร์ใบลานภาษาขอม โดยเรียนอักขระภาษาขอม จนสามารถอ่านออกเขียนจนแตกฉานได้เป็นอย่างดี
3 ศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรม (นักธรรมชั้นตรี) โดยเดินเท้าเปล่าไปเรียนที่สำนักศึกษาปริยัติธรรมที่สำนักศาสนศึกษาวัดปรือคัน จนกระทั่งในปี 2502 ก็สามารถสอบไล่ได้นักธรรมตรี ซึ่งสอบได้น้อยมาก
อุปสมบถเป็นพระภิกษุ
เมื่ออายุครบอุปสมบท สามเณรสาย บุตะเคียน ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ. พัทธสีมาวัดปราสาทใต้ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพระครูโสภิธรรมขันธ์ (เอี้ยง ภคุโณ)เจ้าคณะอำเภอวัดกลาง (อัมรินทราวาส) ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทที่วัดปราสาทใต้แล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตะเคียนราม ในช่วงที่เป็นพระภิกษุนี้ ได้เรียนรู้อักขระขอมได้แตกฉานยิ่งขึ้น
ศึกษาเวทย์อาคม
ดินแดนอีสานใต้สมัยก่อนนั้น เป็นดินแดน แห่งมนตราอาคมไสยเวทย์ มีครูบาอาจารย์ที่เก่งกล้าในวิชาไสยศาสตร์ ทั้งไสยขาวและไสยดำมาตั้งแต่โบราณกาล มีการศึกษาเล่าเรียนสืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน เช่นวิชาป้องกันรักษาตัว หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรี กันและแก้ถอดถอนคุณไสยผูกปากสัตว์ร้ายด้วยเวทย์มนต์ เสน่ห์เมตตามหานิยม วิชากำบังตน ล่องหน ย่นระยะทาง และวิชาทำร้ายทำลายผู้อื่นด้วยศาสตร์ลึกลับเช่น ฝังหุ่น เสกหนัง เสกตะปู เสกกรรไกรเข้าท้องบังพัน บิดไส้ เสกด้ายให้เป็นงู เสกใบพรูให้เป็นแมงป่อง ผีโพง ยาสั่ง วิชาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่เก่งกล้าทั้งคฤหัสถ์และฆราวาสในเขต เมืองขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง แถบชายแดนไทยเขมร ซึ่งหลวงพ่อได้เลือกศึกษาศาสตร์ที่ดีสามารถช่วยเหลือรักษาผู้ที่เดือดร้อนรวมถึงวิชาที่จำเป็นในการป้องกันตัว จากอาจารย์จอมขมังเวทย์ที่เป็นฆราวาสชาวไทยห้าท่าน และอาจารย์เมืองเขมรกำพูชาอีกสิบห้าท่าน นอกจากศึกษาวิทยาอาคมแล้วท่านยังได้ศึกษาสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานทั้งสายเขมรและสายไทยจนเจนจบและได้ออกธุดงค์ในสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและเขมรมีประสบการณ์มากมายท่านเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง
ออกธุดงค์
ในปี พ.ศ. 2503 เมื่อหลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านได้ศึกษาวิชากรรมฐาน จากอาจารย์กุจ จนจบหลักสูตร และได้รับการถ่ายทอดวิชา จาก “ลูกตาเบ๊าะ” หรือหลวงปู่สรวงแล้ว ท่านมีความประสงค์ที่จะออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขา เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจ และความรู้ที่ได้ศึกษามา จึงได้ออกธุดงค์ไปในเทือกเขาพนมดงรัก โดยมีอาจารย์กุจ ซึ่งเป็นฆราวาสและอาจารย์ล้อม มักทายกของวัด ร่วมเดินทางไปด้วย
เริ่มออกจากวัดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ไปที่ ตาบัลลังก์ ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ปรักหักพัง เป็นสถานที่เงียบสงัด หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม อยู่ที่แห่งนี้ 1 คืน จึงถอดกลด มุ่งตรงไปยังเขาพระบาท (พระบาทภูสิงห์) สมัยนั้นเป็นป่าทึบ รกชัฏ มีหุบเหว ถ้ำ อยู่ตามรอบเขา บริเวณเชิงเขามีรอยเท้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ ลวงตาเบ๊าะตาปรม” (รอยเท้าฤษีดาบส หรือพระพรหม) ทางทิศตะวันออกของเขา เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำเป็นพื้นหินเรียบ มีน้ำหยดจากผนังสามารถดื่มได้ ลึกเข้าไปมีพระพุทธรูป หินทรายตั้งชิดติดผนัง
นิมิตเห็นนางเทพธิดา
หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม ในถ้ำแห่งนี้พอจิตสงบ ปรากฏกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมา เป็นกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่าหอมอย่างไร แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอม น้ำอบทั่วไป สักพักก็ปรากฏมีนางเทพธิดาสี่ห้าองค์ปรากฏกายเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ เข้ามากราบแล้วถามหลวงพ่อว่า “ท่านมีธุระอะไรหรือ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ ท่านมาหาอะไรหรือ” หลวงพ่อไม่พูดตอบ ยังคงนั่งเฉยสังเกตดูอากัปกิริยาและรูปร่างหน้าตาของแต่ละองค์ ล้วนแต่สวยสดงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ มารยาทก็เรียบร้อยสำเนียงพูดอ่อนหวานไพเราะจับใจ เมื่อหลวงพ่อไม่ตอบนางเทพธิดาเหล่านั้นก็กราบลากลับไป”หลวงพ่อเล่าว่านางเทพธิดาเหล่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้พูดภาษาถิ่น” และตั้งแต่ได้เห็นนางเทพธิดา ภาพแห่งความงามนี้ฝังติดตรึงใจหลับตาครั้งใดก็เห็นแต่นางเทพธิดา ทำให้จิตฟุ้งซ่านหวั่นไหว อยากเห็นอีก และนางเทพธิดาก็ปรากฏกายให้เห็นเกือบทุกวัน ในช่วงที่พำนักอยู่ในถ้ำพระ การเจริญภาวนาไม่รุดหน้า จิตเริ่มหวั่นไหว หลวงพ่อจึงพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นภาพลวงตา ที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพมายามาขัดขวางการปฏิบัติของนักบำเพ็ญเพียร เจริญภาวนาเมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วจิตจึงสงบ
นิมิตเห็นงูยักษ์
เดินจากเขาลงมาเรื่อย ๆ มาถึงห้วยศาลาแล้วข้ามตรงไปที่ ตาสะนาง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิเจ้าป่าเจ้าเขาแรง ชาวบ้านยำเกรง ไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนี้กันเท่าไหร่ หลวงพ่อเลือกปักกลดในถ้ำใกล้ทางขึ้นเนินเขา ตกกลางดึกในขณะที่นั่งเจริญภาวนาอยู่นั้น มีงูเหลือมยักษ์ลำตัวโตเท่าต้นมะพร้าวเลื้อยเข้ามาในถ้ำตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ ความรู้สึกในขณะนั้นไม่มีความรู้สึกกลัว หรือตกใจแต่อย่างใดเพราะจิตที่ได้ปฏิบัติมีแต่ความยินดีในธรรม จนไม่คิดเสียดายชีวิต คิดแต่เพียงว่า ถ้ามีกรรมกับผู้ใด เขามาทวงคืนแม้ว่าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตก็ยินดีให้โดยไม่ลังเล ถ้าแม้นว่าเคยมีเวรกรรมกับงูตัวนี้จะถูกกินก็จะไม่หนี จะนั่งอยู่ให้เขากิน เพื่อจะได้หมดเวรกรรม ไม่ต้องชดใช้ในภพต่อ ๆ ไป หากไม่เคยมีเวรกรรมต่อกันก็ขอให้เลื้อยผ่านไปอย่าได้รบกวนการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้เลย งูตัวนั้นได้เลื้อยเขามาบนตักผ่านตรงออกไปอีกทาง โดยเลื้อยช้า ๆ ด้วยลำตัวที่หนักและยาว กว่าจะผ่านพ้นไปได้ก็ทำให้ปวดและหนักเมื่อยจนเหงื่อโชคที่เดียว มันเลื้อยออกไปโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ รุ่งเช้าหลวงพ่อได้สอบถามผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วย “ว่าเมื่อคืนเห็นงูเหลือมไหม” ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เห็นมีอะไร หลวงพ่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
นิมิตเห็นเจ้าป่า
หลวงพ่อสายได้มาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีกครั้ง ในคราวนี้ได้ปรากฏเห็นพระพุทธรูปสำริดขนาดพระพุทธรูปบูชาทั่วไป อยู่ตรงหน้า ท่านได้เอามือคว้าจับดูแต่แม้ท่านจะยื่นมือจับเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที รู้สึกว่าพระพุทธรูปขยับหนี้ทุกครั้ง ในขณะที่ท่านคว้าจับอยู่นั้น ก็ปรากฏเห็นชายแก่ร่างเหี่ยวย่น ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง มายืนอยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวว่า “เป็นพระทำไมถึงมีความโลภ อยากได้ไปทำไมพระพุทธรูป” ชายชราหรือเจ้าป่ากล่าวเชิงตำหนิ จะเอาไปทำอะไรหละพระพุทธรูป ถ้าอยากได้จริงก็จะให้ของดีมีค่ายิ่งกว่านั้น ในนิมิตชายชราได้นำเอาทรัพย์สมบัติ เงิน ทอง เพชร พลอย รวมทั้งตำราเวทย์มนต์คาถาอาคมต่าง ๆ มามอบให้จำนวนมาก แต่หลวงพ่อบอกกับชายชราว่า ไม่รับหรอกทรัพย์สมบัติและตำราที่มอบให้ ที่เอามือคว้าพระพุทธรูปนั้น ก็เพราะอยากรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปจริงหรือไม่เท่านั้น ชายชราหรือเจ้าป่าก็ทำท่าไม่พอใจ แล้วกล่าวเป็นเชิงตำหนิว่า “พระนี้มาหาอะไร ไม่รู้จักอยู่วัดอยู่วา ให้อะไรก็ไม่เอา” แทนที่หลวงพ่อจะรู้สึกดีที่ได้ชนะกิเลศ แต่ท่านคิดว่าเราถูกเขาตำหนิแล้ว จากนั้นท่านก็ไม่ได้ออกมาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีก คงภาวนาอยู่ในเขตวัดเท่านั้น
ออกธุดงค์ที่ประเทศกัมพูชาครั้งที่ 2
ประมาณกลางปีพุทธศักราช 2508 หลวงพ่อสายได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตะเคียนราม แทนเจ้าอาวาสองค์เก่าซึ้งได้ลาสิกขาบท ในช่วงนี้ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ ท่าพระอาจารย์มหาสารินทร์ โสระวงศ์ วัดเวตวันวิหาร(วัดเชิงหวาย)กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาโดยกำเนิดท่านได้พาหลวงพ่อไปกรงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยทางรถยนต์จากปอยเปตเข้าเขมรไปทางเสียมราฐ ในขณะที่รถยนต์วิ่งบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ผ่านไปในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง ได้มีผู้ร้ายไม่ทราบจำนวน สาดกระสุนปืนใส่รถที่หลวงพ่อสายกับคณะที่เป็นพระร่วมเดินทางหลายรูป ต่างตระหนกตกใจหมอบลงกับพื้นรถชุลมุนไปหมด ส่วนหลวงพ่อสายไปเมือนั่งภาวนาอยู่กับที่ จนเสียงปืนสงบลงมองตรงไปที่ต้นเสียง ก็ไม่เห็นมีใคร กระสุนถูกล้อรถข้างหนึ่งจนยางแบน เมื่อเปลี่ยนล้อรถเสร็จเรียบร้อย จึงเดินทางต่อไปเมืองพนมเปญอย่างปลอดภัย
ในขณะนั้นเหตุการณ์สู้รบในเมืองกัมพูชายังไม่สงบ ยังคงมีความรุนแรงขึ้นทุกที แต่นาน ๆ ถึงจะได้มาซักครั้ง อาจารย์มหาสารินทร์ จึงอยากจะพาหลวงพ่อสายได้ชมเมืองเขมรให้ทั่ว ซึ่งมีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สุดในการเดินทางตระเวรเมืองเขมร ในคราวที่เดินทางไปยังจังหวัด กำปงสะปือ ในขณะที่นั่งรถไปกับคณะนั่นเอง ก็เห็นจรวด อาร์ พีจี ของกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงลอยข้ามรถไปตกอยู่อีกฟาก บางลูกก็ไม่ถึงตกระเบิดเสียก่อน ผู้นำขบวนสั่งให้หยุดรถแล้วให้ทุกคนลงจากรถทันทีและให้หมอบลงกับพื้น มีเพียงหลวงพ่อสายไม่ได้หมอบ ท่านบอกว่าท่านหมอบไม่เป็น เพียงแต่ไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ กระสุนปืนนานาชนิด ปืนกล อาก้าร์ เครื่องยิงระเบิด ตกลงดั่งห่าฝนห่างจากท่าน 1 เมตร บ้าง 2-3 เมตรบ้าง หลวงพ่อท่านระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสอนมา ร่วมถึงบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ขอให้ช่วยปกปักรักษาให้แคล้วคลาดปลอดภัย ในภาวะวิกฤติเช่นนี้หลวงพ่อเล่าว่าจิตนิ่งสงบเร็วจนแทบไม่ได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิด เหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง จึงได้สงบลง ปรากฏว่าไม่มีใครในคณะได้รับบาดเจ็บใด ๆ ทุกคนปลอดภัยต่างยกมือพนมท่วมหัวขอบคุณบุญกุศลเทพยะดาฟ้าดินที่ช่วยให้มีชีวิตรอดปลอดภัย
พัฒนาวัด
หลังจากได้เดินทางไปธุดงค์ที่ประเทศ เขมรกลับมาแล้ว หลวงพ่อเห็นว่ากุฏิ ศาลา ศาสนวัตถุที่มีอยู่เดิม มีอายุเก่าแก่ผุพังควรที่จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีและเพียงพอกับภิกษุสามเณรที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตลอดจนประชาชนที่เคารพนับถือหลวงพ่อที่ได้มาพักรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่วัดนั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสร้างเพิ่มขึ้นอีกท่านได้พาพระภิกษุสามเณรไปนอนค้างคืนเลื้อยไม้ที่เชิงเขาพนมดงรัก เพื่อมาสร้างศาลาไม้ ได้หลังใหญ่กว่าเดิม และสร้างกุฏิได้หลังใหญ่ พระภิกษุสามเณรได้อาศัยพักรวมกัน ส่วนหลังขนาดเล็ก ซึ่งได้สร้างเพิ่มหลายหลัง จะพักอยู่เพียงรูปเดียว
หลวงพ่อท่านได้สร้างกำแพงวัด โดยยึดศิลปะของปราสาทเขมร มาเป็นแบบ ส่วนประตูทางเข้าวัดท่านยึดแบบจากนครวัดนครธมมาสร้าง จึงทำให้ดูแปลกไปจากวัดอื่น การก่อสร้างนี้ก็ได้ความร่วมมือจากพระภิกษุสามเณรภายในวัดช่วยกัน ในการรื้อศาลาเก่า ภิกษุสามเณรใช้ค้อน และชะแลงในการทุบหิน ทุบปูน ในการรื้อจนมือไม้พอง หลวงปู่สายได้มาพบเห็นเหตุการณ์ หลวงปู่ก็เลยบอกให้พระภิกษุและสามเณรขยับออกไป หลวงปู่สายก็ยืนนิ่งแล้วท่านได้กำมือยกขึ้นมา อธิฐานท่องอะไรซักอย่างแล้วเอามือวางที่ก้อนหินและได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นก้อนหินแตกกระจายออกจากกันเป็นที่หน้าแปลกใจยิ่งนักของพระภิกษุและสามเณร พร้อมกับชาวบ้านที่มาช่วยงานรื้อถอนในครั้งนั้น
หลวงปู่สายปัจจุบันหลวงพ่อได้รื้อศาลาไม้หลังเก่า มาสร้างเป็นศาลาคอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งในขณะนี้กำลังก่อสร้างอาคารที่ทำการของเจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ ด้วยอาศัยปัจจัยของผู้มีจิตศรัทธารวมทั้งปัจจัยของหลวงพ่อเอง ที่ได้จากการรดน้ำมนต์ จากการเช่าบูชาวัตถุมงคล จากกฐิน ผ้าป่าของศิษย์ยานุศิษย์ทั่วไป การก่อสร้างดำเนินไปได้ในระดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก จึงจะแล้วเสร็จ จึงขอบอกบุญมายังผู้ใจบุญมีจิตรศรัทธา ได้ร่วมบริจาคช่วยหลวงพ่อท่านสร้างอาคารในครั้งนี้

177
หนังสือลานโพธิ์เขียนเกี่ยวกับหลวงปู่สาย ปาโมกโข
ตามที่รัฐ ศรีเกษ เอาเรื่องหลวงปู่สาย ปาโมกโขนำมาลงเรื่อง หลวงปู่สายไปเสกพระชุด
หลวงพ่อโสธร-รุ่นประวัติศาสตร์ 80 ปี กรมตำรวจ เรามาชมประวัติรุ่นนี้กัน

178
เล็กดีรสโต เสกแล้วลองให้เห็นๆ
รูปหล่อโบราณเนื้อทองผสม หลวงพ่อเขียน ธมมรกฺขิโต รุ่นค่อมเล็กวัดพร้าว ปี๒๕๐๐


หลวงพ่อเขียนเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า ท่านเสกวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง ทั้งรูปหล่อบูชา รูปหล่อห้อยคอ เหรียญ ตะกรุด ผ้ายันต์ ฯลฯ
มีประสบการณ์มากมายหลายอย่าง คนรุ่นเก่าเก็บไว้ใช้กัน แต่ออกหลวงพ่อองค์อื่นแทน
   หลวงพ่อเขียน มีนามว่า ธมมฺรกฺขิโต ชาตะเมื่อปี ๒๓๙๙  มรณภาพเมื่อปี ๒๕๐๗  สิริอายุได้  ๑๐๘ ปี  ท่านบวชตั้งแต่เป็นเณร
หลวงพ่อเขียนเป็นพระเถระที่มีอายุยืนยาวถึง ๑๐๘ ปี ท่านเป็นพระยุคเดียวกับ หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า หลวงปู่ยิ้มวัดหนองบัว อายุ
มากกว่าหลวงพ่อเขียนเพียง ๑๑ ปี แต่ความที่หลวงปู่ยิ้มนั้นท่านเสีย ตอนอายุเพียง๖๖ ปี หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เรียกศิษย์พี่
และเวลาขี่ช้างมาเอายาที่ ทุ่งโพธิ์ต้องเอาช้างมาผูกและแวะหาหลวงปู่เขียนทุกครั้ง จนพบเห็นมีดหลวงพ่อเดิมแต่
ปั้มรูปหน้าหลวงพ่อเขียนไว้บนใบมีดแต่หายากครับ ที่ (ทุ่งโพธิ์นี้สมัยก่อนมีโรงหนังและร้านทองสองร้านแต่ก็ต้อง ร้างไปเพราะสมัยนั้น
คนโบราณว่าผีปอบเยอะมากและเป็นที่มาของอำเภอทับคล้อเป็นชื่อตำบลและหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอตะพานหิน
อาจารย์สายบัว มีลาภ กล่าวว่า เดิมตำบลทับคล้อนี้ชื่อว่า “ บ้านท่ามะดัน “    ( บางคนว่าเดิมชื่อ “ ทับค้อ “ เพราะมีไข้ชุกชุมมีคนตาย
มากแล้วนำไปฝังทับถมกัน) มีสภาพเป็นป่าดงดิบ ป่าไม้ยางและเป็นทางผ่านของผู้ที่จะเดินทางไปหล่มสัก  หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นประมาณ
พ.ศ.2470 เดิมขึ้นกับตำบลท้ายทุ่ง อำเภอบางมูลนากและเมื่อตะพานหินยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอจึงขึ้นกับอำเภอตะพานหิน
วันที่ 1 พฤษภาคม 2526ทับคล้อได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ โดยใช้อาคารพาณิชย์บริเวณตลาดเภาอ่อนเป็นที่ทำการชั่วคราว
ต่อมาอำเภอทับคล้อได้รับการบริจาคที่ดินจากพันเอกหญิง ดร.สมสมัย สิทธิเกษร ให้สร้างที่ว่าการอำเภอในปัจจุบัน และได้ย้ายที่ทำการ
เป็นการถาวรพร้อมกับยกฐานะเป็นอำเภอโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2530 )
                 พระรูปหล่อโบราณเนื้อทองผสม รุ่นค่อมเล็ก หลวงพ่อเขียน ปี ๒๕๐๐ วัดพร้าว ทำพิธีเททองหล่อพระโบราณ หลวงพ่อเขียน
ได้นั่งเกวียนไปปลุกเสกที่วัดพร้าว ทางวัดได้มีงานวัดและมี ลิเก ซึ่งเป็นของยอดนิยมในสมัยนั้นก็ว่าได้  ผู้คนมาที่วัดต่างเข้าไปนั่งชมลิเก
ไม่สนใจวัตถุมงคลของหลวงพ่อเขียนเลย ด้วยความที่หลวงพ่อเขียน อยากช่วยวัด หลวงพ่อเขียน จึงบอกผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ให้เอาพระที่
หลวงพ่อเขียน เสกไว้ ๒๕๐๐ องค์ให้เอาพระจำนวนหนึ่งใส่ยามไปแขวนไว้ข้างโรงลิเก แล้วสั่งบอกให้ใครมี ปืนให้ยิง ไปที่ย่ามที่ใส่พระ
เพิ่งเสกเลย ปรากฏว่ามีชาวบ้านท่านหนึ่ง เอาปืนยิงกดจนหมด แต่ไม่ออกเลย ชาวบ้านทั้งที่ดูลิเกและไม่ดูลิเกต่างเข้าไปรุมเช่าบูชากัน
จ้าละหวั่น เป็นที่มารุ่นนี้หลวงพ่อเขียน ท่านเสกแล้วลองให้เห็นๆอภิญญา๖ มีจริงกันทีเดียว

179
พระนางกำแพง กรุวัดพิกุล

                    ตามที่เราๆท่านๆศึกษาสะสม กันมา พระซุ้มกอ หรือพระกำแพงเพชรแห่งทุ่งเศรษฐี เป็นหนึ่งในพระเครื่องชุด “เบญจภาคี” ซึ่งประกอบ ด้วยพระเครื่อง 5 ชนิดที่ถือว่าเป็นสุดยอดและล้ำค่าที่สุดได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง พระนางพญา จากกรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก พระซุ้มกอหรือพระกำแพงแห่งทุ่งเศรษฐี จ.กำแพงเพชร พระผงสุพรรณ และพระรอดจัง หวัดลำพูน เนื่องจากมีอายุเก่า แก่นับร้อยๆ ปี  มีพิมพ์ที่สวยงามและมีความศักดิ์สิทธิ์ทางด้านพุทธคุณมาก จัดอยู่ในชุดเบญจภาคี มีค่าหายาก เป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องที่อยู่ในระดับเศรษฐี 
พระซุ้มกอหรือพระกำแพงแห่งทุ่งเศรษฐี” เป็นพระเครื่องอันดับหนึ่งของเมืองกำแพง เพชรมานาน เรื่อง แคล้วคลาดปลอดภัยและเมตตามหานิยม  *จำนวนกรุต่างๆ ในจ.กำแพงเพชร มีทั้งหมดประมาณไม่ต่ำกว่า ๕๐ กรุ โดยแบ่งเป็นกรุทุ่งเศรษฐี ทั้งหมด ๙ กรุ ได้แก่ ๑.วัดพระบรมธาตุ ๒.วัดหนองพิกุล หรือ นิยมเรียกว่า วัดพิกุล ๓.วัดซุ้มกอ หรือ กรุนาตาคำ ๔.วัดฤๅษี ๕.วัดน้อย หรือ กรุซุ้มกอดำ ๖.บ้านเศรษฐี ๗.วัดเจดีย์กลางทุ่ง ๘.วัดหัวยาง  และ ๙.วัดหนองลังกา
           วัดหนองพิกุล เป็นวัดที่สร้างขึ้น ในกลุ่มอรัญญิกนอกเมืองทางทิศใต้ แผนผังของวัดเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำโดยรอบทั้ง 4 ด้าน หรือที่เรียกว่า อุทกสีมา สิ่งก่อสร้างภายในวัดหนองพิกุล แตกต่างจากวัดแห่งอื่นๆ คือสร้างมณฑปอยู่หลังวิหารทำหน้าที่เป็นเจดีย์ประธานของวัด ลักษณะของมณฑป เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยม ฐานสูงประมาณ 1.50 เมตร ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ทั้งที่ฐานและตัวอาคาร เครื่องบนพังลงหมด เดิมเป็นเครื่องไม้ ใช้กระเบื้องดินเผาแบบตะขอ เป็นกระเบื้องมุงหลังคา ทรงหลังคาเป็นมณฑปยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ลักษณะมณฑปแบบนี้เหมือนกับมณฑปวัดศรีชุม มณฑปวัดตระพังทองหลาง กรุงสุโขทัย ด้านข้างและด้านหลังมีเจดีย์ 8 องค์ ศาสนสถานกลุ่มนี้มีมีกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ ด้านหน้าของมณฑปนอกกำแพงแก้ว มีฐานวิหารที่เหลืออยู่หนึ่งหลัง บริเวณหลังกำแพงแก้ว มีฐานศาลา อยู่หลายแห่ง วัดหนองพิกุลแห่งนี้สันนิษฐานว่าเป็น เทวาลัยมาก่อน โดยประดิษฐานรูปเคารพ อาจเป็นเทพเจ้าทั้ง 3 ของพราหมณ์ คือพระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร แต่เมื่อศาสนาพราหมณ์ หมดความนิยม ได้นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานแทน เพราะมีร่องรอยการสร้างที่ซ้อนทับกันอยู่
        วัดหนองพิกุลแห่งนี้ ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า ผู้สร้างวัดหนองพิกุล คือนางพิกุล ธิดาของเศรษฐีใหญ่แห่งบ้านป้อมเศรษฐี มาสร้างวัดนี้ จึงเรียกกันตามผู้สร้างว่าวัดหนองพิกุล วัดนี้จึงมีลักษณะสวยงามอ่อนช้อย มีลักษณะเหมือนสตรี และที่สำคัญวัดหนองพิกุล ได้ขุดพบพระเครื่องที่เรียกกันว่าพระนางกำแพงที่งดงามจำนวนมาก ทำชื่อเสียงให้แก่ชาวกำแพงเพชรมาตลอดนับศตวรรษ บางตำราว่าที่เรียกว่าวัดหนองพิกุลเพราะ บริเวณวัดมีต้นพิกุล ขนาดใหญ่หลายต้น และมีหนองน้ำโดยรอบที่เรียกกันว่า อุทกสีมา เลยเรียกรวมกันว่าวัดหนองพิกุล บริเวณวัดหนองพิกุลมีบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ ที่ก่อด้วยอิฐ อายุประมาณ 700 ปี
       วัดหนองพิกุลเป็นหน้าตาของ เมืองนครชุมและเมืองกำแพงเพชรสวยงามและแปลกกว่าทุกวัด เป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลก ที่ควรจะได้ดูแลรักษามิให้ใครมาทำลาย หรือทำให้ภูมิทัศน์เสียไปถ้าอยากให้เมืองมรดกโลก อยู่คู่กับกำแพงเพชรตลอดไปขอให้ช่วยกันดูแลรักษา

ตำนานเล่าว่า พระยากำแพงเพชร ( น้อย ) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น จึงทำการค้นหาจนพบและได้รื้อเพื่อปฏิสังขรณ์ ทำให้พบกรุพระกำแพงสกุลต่างๆอย่าง เช่นพระซุ้มกอ พระทุ่งเศรษฐีลีลาเม็ดขนุน พระทุ่งเศรษฐีกำแพงเขย่ง เป็นจำนวนมาก แต่หายากมากคือพระนางกำแพง จุดเด่นคือสีและเนื้อดิน เนื้อพระคล้ายกันกัน  ยกเว้นพระซุ้มกอสีดำ


180
เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
เครื่องรางของขลัง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเป็นที่ต้องการของเราๆท่านๆ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
   
                สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง”เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ” ได้เล่าถึงพระปานไว้ว่า   “พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนา และธุดงควัตร มีพระสงฆ์วัดต่างๆ ไปธุดงค์ด้วยสองร้อยสามร้อย แรกลงไปประชุมที่วัดบางเหี้ย มีสัปบุรุษที่ศรัทธาเลื่อมใสช่วยกันเลี้ยง กินน้ำจืดที่มีไว้เกือบจะหมดแล้วก็ออกเดิน ทางที่เดินนั้น ลงไปบางปลาสร้อย แล้วจึงเวียนกลับขึ้นไปปราจิณ นครนายก ไปพระบาท แล้วเดินลงมาทางสระบุรี ถ้ามาตามทางรถไฟ แต่ไม่ขึ้นรถไฟ เว้นแต่พระที่เมื่อยล้าเจ็บไข้ ผ่านกรุงเทพฯกลับลงไปบางเหี้ย ออกเดินทางอยู่ในแรมเดือนยี่ กลับไปวัดอยู่ในราวเดือนห้าเดือนหก ประพฤติเป็นอาจิณวัตรเช่นนี้มา ๔๐ ปีแล้ว
                คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสก ต้องใช้หมู ปลุกเสกเป่าไปข้อไร เสือนั้นกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้ความลำบาก เหน็ดเหนื่อยในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีก็หนีไปอยู่ในป่าช้า ที่พระบาทฯ (สระบุรี) ก็หนีไปอยู่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ ในการทำอะไรๆ ขาย เวลาแย่งชิงก็ขึ้นไปถึง ๓ บาท ว่า ๖ บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัธยาศัยเป็นคนแก่ใจดีมีกิริยาเรียบร้อย อายุ ๗๐ แล้วยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย มีคนมาช่วยพูด"

‘เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน’ นั้น จากเขี้ยวเสือโคร่ง แล้วลงเหล็กจารด้วยตัวเองปลุกเสกลักษณะที่บอกเอกลักษณ์ในปัจจุบันก็คือ
เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า ซึ่งมีทั้ง เสือหุบปาก และเสืออ้าปาก เขี้ยวต้องกลวง มีทั้งแบบซีกและเต็มเขี้ยว เขี้ยวหนึ่งอาจแบ่งทำได้ถึง 5 ตัว ตัวเล็กๆ เรียก “เสือสาริกา” เป็นปลายเขี้ยว ส่วนใหญ่พบว่าเป็นซีก คนโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก

หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13




Facebook Page