ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

ผ้าขอดแดงหลวงปู่บาง วัดสโมสร ปีละ ๑๐๘ ขอด เท่านั้นประสบการณ์ทั่วแดนเมือง นนทบุรี ใครมีก็หวงแหน
สุดยอดเกจิชาวรามัญ

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 18
166
หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม
    ประวัติหลวงปู่เพิ่ม ปุณณวสโน วัดกลางบางแก้ว
พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม ปุณณวสโน) นามเดิมว่า "เพิ่ม" ท่านเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2429 ที่ตำบลไทยวาส
 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชื่อ เกิด โยมมารดาชื่อ วรรณ ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 8 ขวบ
สืบต่อมาจนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2450 ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว โดยมีสมเด็จพระสังฆราชแพ
ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต วัดสุทัศน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูทักษิณานุกิจ วัดสรรเพชญ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่อท่านอุปสมบทแล้วก็ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้ว
ตลอดมาและถือได้ว่า หลวงปู่เพิ่ม ท่านเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่บุญมากที่สุด เพราะท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 8 ขวบ
ก็อยู่ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่บุญมาตลอดจนกระทั่งหลวงปู่บุญมรณภาพ เป็นเวลาถึง 39 ปี ตลอดเวลานั้นท่านได้รับการถ่ายทอดวิชา
ความรู้ทั้งทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนเวทวิทยาคมต่างๆ ไว้มากมาย หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ท่านเป็นพระสงฆ์
ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยศีล สมาธิและปัญญาธรรม เปลี่ยมล้นไปด้วยเมตตาธรรม หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง หลวงปู่เพิ่ม ท่านเป็นพระที่พูดจา
ไพเราะอ่อนหวาน สำเนียงของท่านนั้นมีแววความเมตตาผสานเอาไว้ใครได้ฟังแล้วจะรู้สึกชุ่มชื่นใจ ใครๆ ได้สนทนากับท่านแล้วจะรู้สึกเคารพศรัทธาท่านทุกคนไป
              หลวงปู่เพิ่ม ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วัดกลางบางแก้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 ปีพ.ศ.2482
ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.2483 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี ปีพ.ศ. 2489 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์
ที่พระครูพุทธวิถีนายก ปีพ.ศ.2495 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอกในราชทินนามเดิม ปีพ.ศ. 2503 ได้รับ
พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญมีราชทินนามว่า พระพุทธวิถีนายก หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
ท่านมรณภาพ ด้วยโรคชราด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2526 สิริอายุได้ 97 ปี พรรษาที่ 76



167
เหรียญสามัคคีมีสุขกูผู้ชนะ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง รุ่น๒
       เหรียญสามัคคีมีสุข - กูผู้ชนะ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง สร้าง ปี ๒๕๒๑ ๑. เหรียญนี้มีด้วยกัน ๒ ชนิด
คือ ชนิดโลหะรมน้ำตาล (หรือ รมดำ) ปลุกเสกเมื่อวันวิสาขบูชา ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ถือเป็นรุ่นแรก ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือ ชนิดโลหะสีทอง หรือ ชุบทอง ปลุกเสกเดือนเมษายน ๒๕๒๘ เป็นรุ่นที่สอง ทั้งสองชนิดเป็นพิมพ์เดียวกันทั้งหน้าและหลัง ด้านหลังเป็นรูปและชื่อ พระเจ้าตากสินมหาราช และมีข้อความด้านบนว่า กูผู้ชนะ หลวงพ่อได้ชี้แจงเรื่องการสร้างเหรียญนี้ไว้ดัง
นี้
"อาตมาทำเหรียญพิเศษ ให้นามว่า "กูผู้ชนะ" แจกแด่ท่านที่ร่วมกุศลสาธารณประโยชน์ สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดาร โดยเอาเงินที่ได้จากการแจกเหรียญนี้ซื้ออุปกรณ์ในการแจกของ จำนวนที่ทำมีจำนวนจำกัดไม่มากนัก เริ่มทำการปลุกเสก วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ตรงกับวันวิสาขบูชา จะเริ่มทำการแจกวันเข้าพรรษา คือ วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๑ เป็นต้นไป อัตราบำเพ็ญกุศล เดิมมิได้กำหนดไว้ อยากจะให้เป็นไปตามศรัทธาของท่านผู้รับ และตั้งใจทำบุญ มีหลายท่านแจ้งมาว่า คนจนที่มีเงินน้อย บางท่านอยากจะได้ไว้มาก เพื่อให้เพียงพอแก่คนในครอบครัว เห็นคนอื่นทำบุญมาก และได้รับเหรียญเดียว ตนเองยากจน ครั้นจะบริจาคมากก็ไม่มีพอ ขอให้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ เพื่อความสบายใจของท่านผู้รับ อาตมาขอกำหนดอัตราสำหรับบริจาคสงเคราะห์ผู้ยากจนไว้ดังนี้ ท่านผู้รับจะรับเหรียญนี้ได้ โดยที่ท่านบริจาคทรัพย์ร่วมสาธารณกุศลตั้งแต่ ๑๐ บาท ขึ้นไป ถ้าไม่เกรงใจคนที่บอกว่ายากจน จะไม่กำหนดราคาเลย สำหรับเหรียญ "กูผู้ชนะ" นี้ ไม่มีวางแจกหรือขายในที่ใดทั้งหมด ทุกท่านจะได้รับจากอาตมาเองแห่งเดียว" พระมหาวีระ ถาวโร ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี (คัดลอกมาจากหนังสือ "สมบัติพ่อให้" ของวัดท่าซุง (๑๕ มีนาคม ๒๕๓๕) พระคาถาอาราธนา พระเครื่องของหลวงพ่อฤาษี ฯ ตั้งนะโม ๓ จบก่อน แล้วยกพระเครื่องขึ้นพนมมือ อาราธนาพระคาถา ๓ จบดังนี้ " อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดช เดชะ จงมาเป็นที่พึ่ง แก่ มะอะอุ นี้เถิด "

168
พระเปิดโลกเศรษฐีหลวงพ่อผินะ ปิยธโร องค์นี้ออก วัดสนมลาววรวิหาร จ.สระบุรี
            วัตถุมงคลยอดขลัง พลังเวทสุดมหัศจรรย์ หลวงพ่อผินะ ปิยธโร เรื่องเมตตามหาเสน่ห์แก้อาถรรพ์ เพิ่มโชคลาภ
หนุนดวงนั้นสุดยอด
            พระปางเปิดโลกในพุทธประวัติกล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้ากลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในระหว่างนั้นเวลาได้ครบพรรษา
คือสามเดือนพอดี ซึ่งก็คือช่วงออกพรรษานั้นเอง ท่านได้เสด็จกลับจากสวรรค์ ในระว่างนั้นทั้งเทพพรหมยมยักษ์เทวดาทั้งหลาย
พระอินทร์พร้อมท้าวจตุโลกบาลก็เสด็จตามมาส่ง โดยเนรมิตบันไดทองบันไดแก้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดสามโลก
ให้หมู่ชนทั้งหลายได้เห็นพร้อมกัน มนุษย์และสัตว์บนโลกสามารถเห็นเหล่าเทวดาทวยเทพทั้งหลายว่ามีรัศมีความงดงาม
        พระพิมพ์นี้ด้านหน้าเป็นปางลีลาบนดอกบัว อันเป็นคติธรรมว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหนจะมีดอกบัวรองรับเสมอทุกพระบาท
และกำลังเสด็จกลับจากดาวดึงส์ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นอธิษฐานเปิดสามโลกให้พระแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
       ด้านหลังเป็นรูปพระปางจักรพรรด์ถือจักรแก้ว ด้านล่างคือพระแม่ธรณี สื่อความหมายถึงการขจัดอุปสรรคต่างๆ
ด้านล่างอีกฝั่ง เป็นรูปแม่โพสพเทพนารีแห่งรวงข้าว พระแม่โพสพเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นสนมเอกขององค์อัมรินทร์ธิราช
วันหนึ่งก็นำดอกไม้ไปถวายองค์อัมรินทราธิราช พระองค์ก็มองเห็นว่า แม่โพสพซึ่งมีเนื้อเหลืองดังทองนั้นผิวดูหม่นลง จึงบอก
ให้นางเสียสละเนื้อให้แก่ชาวโลก นางก็เสด็จลงมาโดยเก็บดอกไม้สวรรค์มาด้วย มาหาฤาษีตาไฟ ฤาษีตนนี้ปกติจะนั่งหลับตา
ตลอดเวลา จะลืมตาเวลาที่ดอกไม้ในป่าหิมพานต์บานเพียงครั้งเดียวโดยออกจากฌานด้วย ถ้าไม่ได้ออกจากฌานแล้วลืมตาไฟ
ก็จะไหม้  เมื่อพระแม่โพสพเข้าไปหาฤาษีนั้น กลิ่นดอกไม้ก็ไปเข้าจมูกฤาษี ฤาษีจึงลืมตา ไฟไหม้พระแม่โพสพลงเป็นเถ้า หล่น
ข้างหน้าฤาษี ฤาษีเห็นดังนั้นก็แปลกใจ และสงสารจึงชุบขึ้นมา พระแม่โพสพจึงบอกวัตถุประสงค์ว่าตนต้องการจะสละเนื้อของตน
ให้เป็นข้าวให้ชาวโลกกิน แล้วกลายรูปเป็นเมล็ดข้าว พระฤาษีจึงใช้ไม้เท้าตีลงบนข้าวและอธิษฐาน ข้าวแตกกระจายเป็นแมลงเม่าบิน
ลงมาตกทั่วภาคพื้นดิน มนุษย์จึงเก็บพืชพันธุ์ไปปลูกให้ลูกหลานกิน ในเดือน 10-11 ข้าวตั้งท้อง ตะวันจะอ้อมข้าวเพราะเกรงใจ
แม่โพสพที่กำลังตั้งท้อง อันหมายถึงการทำมาหากินอุดมสมบูรณ์


พระพิมพ์นี้เป็นเนื้อดินผสมว่านพระเปิดโลกเศรษฐีหลวงพ่อผินะ ปิยธโร นี้จะดีมากเรื่องให้โชคลาภ กำจัดอุปสรรค ความอุดมสมบูรณ์
พระเปิดโลกเศรษฐีหลวงพ่อผินะ ปิยธโร องค์นี้ออก วัดสนมลาววรวิหาร จ.สระบุรี


คำบูชาหลวงพ่อผินะ ปิยธโร องค์นี้ออก วัดสนมลาววรวิหาร จ.สระบุรี
ตั้งนะโม 3 จบ
อะหัง สุขโต ผินะ ปิยะธโร นามะเต อาจาริโยเมภันเต โหหิ (3 จบ)
แล้วอธิฐานตามใจปรารถนา

คาถาอาราธนาพระ
"นะเตสุเต" เท่าอายุ
คาบสุดท้าย ว่า "มหาสุเตนะชา
"

169
พระขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ใหญ่ เนื้อดำหลังฝังตะกรุดมหาปราบ พระครูภาวนาภิรัต ( หลวงปู่ทิม อิสริโก ) วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
 
             พระขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ใหญ่ เนื้อดำหลังฝังตะกรุดมหาปราบ พระครูภาวนาภิรัต ( หลวงปู่ทิม อิสริโก ) วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในความนิยมสูงสุด เป็นองค์ของ คุณเล็กเชียงใหม่ ซึ่งมีความงามสมบูรณ์มาก คำว่า ผงพรายกุมาร นั้น มีความวิเศษอย่างไร จากบทสัมภาษณ์และบันทึกเกี่ยวกับ ตำราการทำ ผงพรายกุมาร ของ หลวงพ่อสาคร มนุญฺโญ
ศิษย์เอกหนึ่งเดียว ที่ได้รับการถ่ายทอดการทำ ผงพรายกุมาร ของหลวงปู่ทิม อิสริโก ว่า ผงพรายกุมาร เป็นของอาถรรพ์ มีมหิทธิคุณสูง โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม และการป้องกันภัย แต่การสร้างประกอบทำ ผงพรายกุมาร ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามต้องการได้ยาก ด้วยต้องอาศัยให้ฆราวาสที่เก่งกาจทางด้านคาถาอาคมเสาะหาของอาถรรพ์ ที่เป็นกะโหลกของผีเด็ก ที่ตายในครรภ์แม่ตายทั้งกลม มาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แต่การประกอบพิธีกรรมในการประกอบปลุกเสกยิ่งยากกว่า เพราะต้องอาศัยทั้งคาถาอาคมที่แก่กล้าและบารมีธรรมขั้นสูงในการปลุกเสกบังคับจิตภูตให้เป็นไปตามที่ผู้ปลุกเสกต้องการอย่างยั่งยืน โดยไม่ส่งผลร้ายต่อผู้ครอบครอง ส่งผลให้วัตถุมงคลของ หลวงปู่ทิม อิสริโก มีมหิทธิคุณสูง สามารถอธิษฐานขอได้ในทางที่ดีที่ชอบแล้วให้ผลเร็ว จึงเป็นที่ต้องการของบรรดานักสะสมที่นิยมของแพง ทำให้ราคาของ พระขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ใหญ่ เนื้อหลังฝังตะกรุดมหาปราบ พระครูภาวนาภิรัต ( หลวงปู่ทิม อิสริโก ) วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ของ หลวงปู่ทิม ทะยานขึ้นไปหลักล้านแล้ว โดยเฉพาะองค์ที่นำมาลงนี้ มีความพิเศษตรงที่เนื้อดำความสมบูรณ์ขององค์พระ และด้านหน้าคราบแป้งบล็อกยังอยู่ด้วย ส่วนด้านหลังพระขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ใหญ่ ฝังตะกรุดมหาปราบ พระครูภาวนาภิรัต ( หลวงปู่ทิม อิสริโก ) วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งในวงการถือว่าหายากมากๆๆ

170
พระกริ่งชินบัญชรองค์ยอดช่อพระกริ่งใบ้
พระกริ่งชินบัญชรองค์ยอดช่อองค์นี้ เป็นพระกริ่งที่มีลักษณะพิเศษที่ในวงการพระกริ่งเรียกว่าพระกริ่งใบ้ เพราะไม่ได้เจาะรู เพื่อใส่เม็ดกริ่งไว้จึงทำให้เวลาเขย่าไม่มีเสียงดังของเม็ดกริ่ง เพราะไม่ได้เจาะรูเพื่อใส่เม็ดกริ่งไว้ พระองค์นี้เป็นองค์ที่ถวายให้หลวงปู่ทิมดูเป็นตัวอย่างหลังจากที่ทุบออกจากเบ้า ดังนั้นทางช่างสมรจึงไม่ได้นำพระกริ่งองค์ดังกล่าว มาตกแต่งผิวเพื่อไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่ว่าลูกศิษย์ได้นำมาตอกโค๊ตตัว "ท" ที่ด้านหลังพระกริ่ง กันการสับสนกับโค๊ตนะเม็ดงา ที่คุณชินพรทำเพื่อให้เช่าจำหน่าย ซึ่งองค์นี้จึงมีเพียงองค์เดียวเพราะมีเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น และให้รู้ว่าเป็นองค์ที่ถวาย หลวงปู่ไว้เป็นตัวอย่าง และที่สำคัญหลวงปู่ทิมได้เมตตาจารไว้ที่ฐานก้นพระกริ่งอีกด้วยซึ่งต่อมาหลวงปู่ได้มอบให้ ศิษย์ใกล้ชิดเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพราะสมัยนั้น เงินสามร้อยบาทที่ให้ทำบุญเช่าพระกริ่งในยุคนั้นถือว่าแพงมาก

171
มีดรุ่นครูภิรัติ๕๕ / ตำนานมีดครูภิรัตน์ ๕๕
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2016, 07:07:12 PM »
ตำนานมีดครูภิรัตน์ ๕๕  การเดินทาง ๒๖๖๘ กิโลกับ ๑๖ คณาจารย์ที่เสก
มีดครูภิรัตน์ ๕๕ ๕๕ ตำนานมีดอมตะมวลสารแท้หลวงปู่ทิม อิสริโก ระยอง ไม่ว่าเป็นเส้นผมพราย ผงพราย และผงเก่าแก่ของหลวงปู่ทิม
นำมาผสมเพื่อให้ลูกหลานได้เก็บบูชาสำหรับวงศ์ตระกูล หลังจากเริ่มทำใบมีดนั้นช่างได้หลอมตะกรุดต่างๆเพื่อเป็นฉนวนในเบ้าหลอม
ซึ่งมีตะกรุดต่างๆ ทั้งหลวงปู่ทิม และตะกรุดโค๊ตเฑะ หลวงปู่ทิม,ตระกรุดหลวงพ่อเหรียญ หนองคาย,ตะกรุดหลวงพ่อคงวัดตะคล้อ
โคราชตระกรุดหลวงปู่ทิมวัดพระขาว,ตะกรุดหลวงพ่อมีวัดมารวิชัย,ตะกรุดโทนหลวงปู่ทิม,ตะกรุดยันต์ดาบสะหรี๋กัญชัย
ครูบาขันแก้ววัดสันพระเจ้าแดง,ตะกรุดครูบาขันแก้ว,ตระกรุดครูบาผ้าผ่า,ตระกรุดหลวงพ่ออุตมะ,ช่อหลวงพ่อเงินออกวัดท้ายน้ำ,
และตระกรุดเก่าๆหลายหลวงพ่อ
เป็นของดีและสุดยอดตระกรุดอีกหลายคณาจารย์ หลังจากนั้นช่างหลอมฉนวนแล้ว
ช่างได้หลอมตัวอย่างออกมา 6 เล่มและขอไป
จากนั้นจึงทำการหลอมผสมเหล็กน้ำพี้ตามจำนวน 3 นิ้ว 32 ด้าม 5 นิ้ว 32 ด้าม 7 นิ้ว 32 ด้าม จากนั้นได้ไปดำเนินการอธิฐานจิตเสก ตามตำราที่สืบทอดมาจากครูบาอาจารย์ แค่เสกใบมีดและท้าวเวสสุวรรณที่ด้าม
ก็ 13 องค์แล้ว หลังจากอัดมวลสารในด้ามมีดท้าวเวสสุวรรณแล้วท่านก็ดำเนินการเสกต่อ ด้ามอุดด้วยมวลสารเก่าดั้งเดิมของหลวงปู่ทิม
ทั้งเส้นผมพราย เศษลูกอมผงพราย เศษกรามช้างน้ำ หัวชนวนตะกรุดหลอมเพื่อนำไปหลอมมีดครูภิรัติ๕๕


มาดูคาถากันครับ
มีด ๓ นิ้ว มีอักขระคาถาด้านหนึ่งว่า นะโมพุทธายะ
ยะ "นะโม พุท ธา ยะ" หมายถึง พระนามของพระพุทธเจ้าใน
อดีตทั้ง 5 พระองค์ คือ นะ ได้แก่ พระกกุสันโธ, โม ได้แก่ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน
พุท ได้แก่ พระพุทธเจ้ากัสสโป ธา ได้แก่ พระพุทธเจ้าโคตะโม และ ยะ ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรโย นะโมพุทธายะ เป็นประธานพระคาถาทั้งหลายทั้งปวง มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด มีอานุภาพมากที่สุดในโลก เป็นพระนามย่อของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปปนี้ แต่ในความหมายที่แท้จริงสำคัญและลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก คือ หมายถึง พระบรมธรรมบิดา พระวิสุทธิพุทธรังษี ผู้เป็นประธานใหญ่อยู่ในแดนอมตะนิพพาน พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทุกๆพระองค์เลยทีเดียว และเป็นพระคาถา เปิดจิต เพื่อรับแสงทิพย์อริยธรรมจากพระเบื้องบนพระนิพพานโดยตรงและโดยเฉพาะ ใช้ได้ทั่วๆไปในทุกเรื่อง รวมทั้งใช้เป็นคำบริกรรมทำสมาธิภาวนาด้วย
มีด 3 นิ้วอีกด้านหนึ่งตีตอกอักขระอักษรไว้ว่า
นะชาลีติ อุมะอะ นะชาลีติ นั้นเป็นคาถา หัวใจสีวลี เป็นยอดคาถา ซึ่งเกี่ยวกับโชคลาภเงินทอง ตำแหน่งการงาน สมัยโบราณ ถ้าหากจะลงอักขระให้ครบทุกตัวนั้น ก็คงจะยาวเกินไป จึงมีการย่อคาถาบทต่างๆให้สั้นลง ซึ่งเรียกว่า "หัวใจ" และคาถา "ธรณีปริตร" ดังกล่าวนี้ ก็ได้ย่อให้เหลืออักขระที่เป็นหัวใจเพียงสี่ตัว คือ "นะ ชา ลิ ติ" อานุภาพทางโชคลาภ เมตตามหานิยม ป้องกันภัยจากไฟอีกด้วยครับ นิยมเขียนสลักลงในผ้ายันต์ที่ใช้ติดตามบ้านเรือนและร้านค้า
อุมะอะ
อักขระ อะอุมะ หรือ อุอะมะ ที่ในคำคัมภีร์หนึ่งได้ระบุ อะอุมะ หรือ อุอะมะ
เป็นนามศัพท์ย่อมาจากคำว่า โอม ซึ่งหมายถึงมหาเทวะผู้เป็นเจ้าของฮินดู
แต่ในตำราไสยศาสตร์หรือเลขยันต์ไทยมีการแทนไว้เช่นกันตามนี้
อะอุมะ
อะ (แทนพระนารายณ์) อุ (แทนพระศิวะ) มะ (แทนพระพรหม)
ตามแบบฮินดู
อุอะมะ
อุ (แทน แก้วปัทมราช) อะ (แทน แก้ววิเชียร) มะ (แทน แก้วไพฑูรย์)
และมีแบบแทนพระรัตนะตรัยไว้ ๒ แบบ คือ แบ่งเป็นแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ ดังนี้
แบบโบราณ มะอะอุ
มะ (แทนพระพุทธ มาจาก มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ) อะ (แทนพระธรรม มาจาก อะกาลิโกเอหิปัสสิโก)
อุ (แทนพระสงฆ์ มาจาก อุชุปะฏิปันโน สาวะกะสังโฆ)
ซึ่งมิได้เรียงเรียนแบบของฮินดู ในพระคาถาแห่งพระหัวใจ ชื่อว่า หัวใจตรีเพชร และสามารถเปลี่ยนมาใช้เป็น
หัวใจพระไตรปิฏก โดยให้ มะ (แทน พระมหากัสสะปะ) อะ (แทนพระอานนท์) อุ (แทนพระอุบาลี) ผู้ซึ่งเป็น
พระผู้เริ่มสังคายนาพระไตรปิฏก และเป็นคาถาที่ใช้คู่ กับ นะโมพุทธายะ
แบบสมัยใหม่ อะอุมะ
อะ (แทนพระพุทธ มาจาก อะระหัง) อุ (แทนพระธรรม มาจาก อุตตรธรรม) มะ (แทนพระสงฆ์ มาจาก มหาสังฆะ)
มะอะอุ-สร้างเสริมหนุนธาตุ น้ำ-ดิน-ไฟ-ลม เป็นแก้วมณีโชติรส(แก้วสารพัดนึก มีกายสิทธิ์) ถ้าพญามารได้ไว้ พระพุทธศาสนาจะไม่มี คือ แก้วไพฑูรย์ ช่วยหนุนความคิด พูด ทำ เช่น พระเครื่องราง ของขลัง วัตถุมงคล คือแก้ววิเชียร หมายถึง เพชร ทำให้จิตใจหนักแน่นมั่นคง ป้องกันภัยทั้งปวงสุดท้ายคือ แก้วปัทมราชมหาราชา ช่วยด้านโชคลาภวาสนา ค้าขาย หน้าที่การงาน

มีด ขนาด ๕ นิ้วด้านหนึ่งลงอักขระอักษรคาถาว่า
นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ
นะโมพุทธายะ
"นะโม พุท ธา ยะ" หมายถึง พระนามของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 5 พระองค์ คือ นะ ได้แก่ พระกกุสันโธ, โม ได้แก่ พระพุทธเจ้าโกนาคมโนพุท ได้แก่ พระพุทธเจ้ากัสสโป ธา ได้แก่ พระพุทธเจ้าโคตโม และ ยะ ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรโย
นะโมพุทธายะ เป็นประธานพระคาถาทั้งหลายทั้งปวง มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด มีอานุภาพมากที่สุดในโลก เป็นพระนามย่อของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปปนี้ แต่ในความหมายที่แท้จริงสำคัญและลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก คือ หมายถึง พระบรมธรรมบิดา พระวิสุทธิพุทธรังษี ผู้เป็นประธานใหญ่อยู่ในแดนอมตะนิพพาน พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทุกๆพระองค์เลยทีเดียว และเป็นพระคาถา เปิดจิต เพื่อรับแสงทิพย์อริยธรรมจากพระเบื้องบนพระนิพพานโดยตรงและ
โดยเฉพาะ ใช้ได้ทั่วๆไปในทุกเรื่อง รวมทั้งใช้เป็นคำบริกรรมทำสมาธิภาวนาด้วย
นะมะพะธะ
นะมะพะธะ หรือ นะมะพะทะ คือ ต้นธาตุต้นธรรม ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้ให้กำเนิดเรา นะมะ คือ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีคุณทั้งหลาย นมัสการเคารพกราบไหว้บูชา นะ-น้ำ มะ-ดินพะธะ หรือพะทะคือ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆพระองค์ พะ-ไฟ ธะ หรือ ทะ-ลมนะมะพะทะ หรือ นะมะพะธะ-คือ รองประธานพระคาถารองมาจาก นะโมพุทธายะ
เป็นคาถาตาทิพย์ สวดแล้วมีอิทธิฤทธิ์ อาศัยบารมีพระบรมธรรมบิดา พระพุทธเจ้า
ขึ้นไปเที่ยวชมนรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ในโลก นอกโลกก็ได้
เป็นาถาที่ใช้เป็นมโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)นะมะ-หายใจเข้า พะทะหรือพะธะ-หายใจออกโบราณท่านว่าไว้แบบนั้น
มีด ขนาด ๕ นิ้วด้านหนึ่งลงอักขระอักษรคาถาว่า
อะพะอาวานะมะวิกรรมนิ คาถามหากัปล์ บทนี้ มีพลังป้องกันอาถรรพ์ได้ร้อยแปด พระธุดงด์และพรานป่าใช้เป็นคาถาเบิกไพรเพื่อเดินทางในป่าลึก พ้นอันตรายจากป่าอาถรรพ์และเสือสมิงได้ทุกคราว แต่ถ้าแปลทางธรรมคือ ทุกสิ่งในโลกล้วนกำเนิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปวนเวียนว่ายอยู่เช่นนี้ไม่มีสิ้นสุด และยันต์ห้ามหาจินดามณี ยัต์ครูที่หลวงปู่ทิมท่านให้เกี่ยวกับทุกด้านแม้กระทั่งเรื่องอุดมโภคทรัพย์โชคลาภวาสนา

มีด ขนาด ๗ นิ้วด้านหนึ่งลงอักขระอักษรคาถาว่า
นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ นะชาลีติ อุมะอะ นะเตสุเตมะหาสุเตนะชา
เป็นคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ ธาตุทั้งสี่ หัวใจสิวลี แก้วสี่ประการ คาถาสมปราถนา
มีด ขนาด ๗ นิ้วด้านหนึ่งลงอักขระอักษรคาถาว่า
อะพะอาวานะมะวิกรรมนิ มะอะอุ
นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ นะชาลีติ
และยันต์มหาจินดามณี


สรุปตำนานมีดครูภิรัตน์ ๕๕ นี้เป็นของดีสืบทอดมาจากครูบาอาจารย์แล้วท่านได้ทำให้ศิษย์ของหลวงปู่ทิม ไว้ติดตนติดบ้านเรือนกันคุณไสย มนต์ดำ สิ่งอัปมงคล ระลึกถึงครูบาอาจารย์ไว้ทำน้ำมนต์ช่วยคนที่ไม่เกินกรรมทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา อุดมทรัพย์ อุดมโชค
คนที่ได้ไป นั้นจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ เพื่อเป็นของดีมีค่าของแผ่นดินไทยเลยครับ และสร้างเท่าแค่มวลสารที่มี ไม่ได้สร้างมากโดยมวลสารไม่พอใส่มวลสารชุดที่ทำมีดรุ่นแรกของหลวงปู่ทิมมาใส่ไว้ด้วย ทำให้จำนวนมีดมีน้อยมากหากเทียบกับความต้องการตอนนี้ ท่านที่ได้ไปนับว่าโชคดีมากครับ สำหรับตำนานมีดครูภิรัตน์ ๕๕นี้

172
รูปหล่อรุ่นแรก รุ่นไตรลักษณ์ รุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่สัมฤทธิ์
หลวงปู่สัมฤทธิ์ อาภัสสโร ที่พักสงฆ์จำลองทิพย์ภาวนา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

    หลวงปู่สัมฤทธิ์ ท่านก็เอากายกรรมเป็นการสอนธรรมขั้นสุดท้าย คือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นขั้นพื้นฐานของโลก.......
หลังจากผมได้นำปัจจัยไปถวายหลวงปู่สัมฤทธิ์ค่าโรงพยาบาล
ท่านได้ละสังขาร ทิ้งไว้เพียงธรรมและความดีที่ท่านสร้างไว้ ท่านมรณภาพหลังจากผมไปถวายปัจจัยได้ ๕ วัน สาธุ ขอหลวงปู่สัมฤทธิ์
เข้าสู่สวรรค์ชั้นนิพพาน แม้แต่เต่าที่เดินจงกรมตามยังร้องไห้เดินจากไป การสอนธรรมขั้นสุดท้าย "กายธรรม" มันเป็นกฏของโลกไม่มี
ใครหนีพ้น สาธุ

รุ่นไตรลักษณ์ รุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่สัมฤทธิ์

หลวงปู่สัมฤทธิ์ อาภัสสโร ท่านช่วยลูกศิษย์ทุกคนแม้แต่ต่างศาสนา ท่านช่วยทุกทางที่ท่านจะทำได้ เรื่องการภาวนาช่วยเรื่องค้าขายติดขัดอะไรหลวงปู่สัมฤทธิ์ อาภัสสโรท่านช่วยจนสำเร็จกันไปตามวาระ

173
พระกริ่งชินบัญชร ก้นทองแดงหมายเลข ๑๙๖๙ หลวงปู่ทิม อิสริโก ปี.๒๕๑๗ (จาร)

พระกริ่งชินบัญชร ประกอบพิธีเททองหล่อที่ลานวัดละหารไร่ (ตรงกับบริเวณอันเป็นที่ตั้งของศาลาภาวนาภิรัต) เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล เวลา ๐๘.๔๙ ลัคณาสถิตย์เทวีแห่งฤกษ์วางฤกษ์ พอได้เวลา ๐๖.๔๕ น. หลวงปู่ทิมจุดเทียนชัย พระสงฆ์ ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์ แล้ว สวดคาถาจุดเทียนชัย (ฤกษ์ใน การจุดเทียนชัย) อาจารย์เทพ สารีบุตร เป็นผู้กำหนดให้ ส่วน เทียนชัยนั้นคุณนิรันดร์ แดงวิจิตร (พระครูหนู) แห่งวัดสุทัศน์ฯ เป็นผู้จัดทำโดยใช้เทียนบริสุทธิ์ หนักถึง ๘๐ บาท ใช้ใส้เทียน ๙๕ เส้นเท่าอายุหลวงปู่ทิม ขวั้นเทียน สูง ๑๕๘ เซ็นติเมตร สูงเท่ากับตัว หลวงปู่ทิม และนอกจากนั้น คุณนิรันดร์ แดงวิจิตร (พระคลังหน) ยังกรุณา มอบเจ้าน้ำเงินของสมเด็จพระ สังฆราชแพให้มาอีกเล็กน้อยด้วย

           เมื่อได้ฤกษ์เททองหล่อ พระกริ่ง เวลา ๐๘.๔๙ น. พรหมณ์ ได้ลั่นฆ้องชัย เป่าสังข์ และแกว่ง บัณเฑาะว์ แล้วอ่านโองการชุมนุม เทวดา โหรเป่าสังข์หลวงปู่ทิม กำหนดให้ผมเป็นผู้จุดเทียน บูชาฤกษ์สังเวยเทวดาแล้วหลวง ปู่ทิมจุดเทียนมหาพุทธา ภิเษก พระสงฆ์ ๙ รูป สวดชยันโต หลวงปู่ทิมจึงเริ่มเททองหล่อพระ ชัยวัฒน์ทองคำเป็นปฐมฤกษ์เมื่อ เวลา ๐๘.๔๙ น. โดยมีพระอาจารย์ เชย (เจ้าอาวาสวัดละหารไร่องค์ ปัจจุบัน) และพระอาจารย์ ทองเจือ ธมมฺธีโร วัดปากน้ำ ช่วย จับสายสูตร การเททองหล่อพระ ทั้งหมดก็ได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่ง เททองหล่อเสร็จหมดทุกองค์ภาย ในโรงพิธีจนถึงเวลา ๑๖.๒๙ น. โดย ตัวหลวงปู่ทิมได้อยู่เป็นประธานใน พิธีตั้งแต่เริ่มเททองพระชัยวัฒน์ ทองคำช่อแรกจนถึงพระปิดตา ปุ้มปุ้ยเป็นช่อสุดท้ายโดยมิได้ออก ไปจากโรงพิธีเลย ท่านไม่ฉันแม้ แต่น้ำ และในระหว่างพิธีเททอง หล่อพระกริ่งชินบัญชรครั้งนั้น เป็นฤดูฝนและเป็นระยะที่มีฝนตก ชุก เพราะดีเปรสชั่นหรือร่องลม มรสุม พัดผ่านฝนตกทั่วจังหวัด ระยอง แต่เป็นการมหัศจรรย์ บริเวณวัดละหารไร่ กลับไม่มี ฝนตกเลย รถยนต์ที่เข้ามาที่วัดจะ เปียกฝนทุกคัน แต่ภายในบริเวณ วัดละหารไร่ ไม่มีฝนตกเลยมีแต่ ละอองฝน ทำให้ร่มเย็นทั่วบริเวณ วัด จวบจนเมื่อหลวงปู่ทิมเททอง หล่อพระกริ่งเสร็จ ฝนจึงตกลงมา อย่างหนัก ผู้คนทั่วไปเห็นความ มหัศจรรย์นี้ จนถึงกับมีการขอ ซื้อใบจองพระกริ่งชินบัญชรกัน โดยเพิ่มราคาให้อีกใบละหลาย ร้อยบาทก็มี
            พระพุทธลักษณ์ของพระ กริ่งชินบัญชรนั้นได้ถอดแบบมา จากพระกริ่งใหญ่ของราชวงศ์ถัง จึงมีเค้าของศิลปะจีนอยู่ด้วย องค์ พระปางสดุ้งมาร หรือปางมาร วิชัยประทับนั่งบนโพธิบัลลังค์บัว ๒ ชั้น แปดกลีบ อันหมายถึงอริย มรรคแปดซึ่งเป็นเครื่องหมาย แห่งการหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร ด้านหลังไม่มีบัว องค์พระอวบ อ้วน พระหัตถ์ซ้ายทรงวัชรพระ หัตถ์ขวาอยู่เหนือพระชานุขัด สมาธิ เพชรพระพักตร์อวบอ้วน พระโอษเม้มสนิท พระกรรณยาว จดบ่า พระเกศาเป็นเม็ดกลมๆ จัดว่าสวยงามพอสมควรใต้ฐาน ปิดด้วยแผ่นทองแดง เงิน และ ทองคำ พระทุกองค์จะมีหมายเลข กำกับ และตอกโค้ดกันปลอมไว้ที่ ด้านหลังเหมือนกันทุกองค์


ทองคำ 13 องค์ ( ตอกโค๊ต นะ ด้านหลังพระ และ โค๊ตศาลาที่ฐาน )
กะไหล่ทอง 9 องค์ ( ตอกโค๊ต นะ ด้านหลังพระ และ โค๊ตศาลาที่ฐาน )
เนื้อพิเศษ บรมพุทโธ 9 องค์ ( ตอกโค๊ต นะ ด้านหลังพระ และ โค๊ตศาลาที่ฐาน )

ก้นทองคำ 16 องค์ ( ตอกโค๊ต นะ ด้านหลังพระ และ โค๊ตศาลาที่ฐาน )
ก้นเงิน 390 องค์
-แยก 2 ชนิด
ปิดก้นด้วยแผ่นเงิน ไม่มีตอกเลข 195 องค์
ปิดก้นด้วยแผ่นเงินตอกตัวเลขไทย 1-195 ใต้โค๊ตนะ
มีตอกโค๊ตศาลา ไว้ที่ฐาน

ก้นทองแดง 2595 องค์

ก้นอุดผงพรายกุมาร สร้างมากกว่า 101 องค์
แต่มีการตอกเลขไทยเพียง 1-101 เท่านั้น

174
เหรียญอนุสรณ์มหาราช 2506(เหรียญที่ระลึกถึงพ่อ)
เหรียญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ระลึกเฉลิมพระชมนพรรษา ครบ 3รอบ

เหรียญทรงคุณค่าพุทธคุณเกินล้าน
 
เหรียญอนุสรณ์มหาราชที่ระลึก รัชกาลที่ ๙ เฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๓ รอบ ปี ๒๕๐๖
เหรียญอนุสรณ์มหาราชรัชการที่ ๙  ครบ 3 รอบ ปี 2506 หรือที่คนชอบเรียกว่า เหรียญเสมา 3 รอบ รัชกาลที่ 9
เหรียญนี้เป็นเหรียญที่ระลึก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 3 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2506 เป็นเหรียญที่ได้
"ผ่านพิธีการปลุกเสกอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุโบสถวัดราชบพิธ ถึง 2 วาระด้วยกัน" โดยพระคณาจารย์ที่โด่งดังในยุคนั้นเริ่มจากพิธี
โหรแลพรหมทำพิธีบูชาฤกษ์และบวงสรวงเทวดาและสังฆราชเสด็จจุดเทียนชัย สมัยนั้นใครทำบุญ 5 บาทจะได้รับเหรียญเสมา
เป็นที่ระลึก ส่วนทำบุญ  1000 บาทจะได้รับเหรียญเสมาทองคำเป็นที่ระลึก รายนามพระคณาจารย์ที่ได้อาราธนามาร่วมปรก
ปริกรรมปลุกเสกในงานพิธีพุทธาพิเษก เหรียญอนุสรณ์มหาราชที่ระลึก รัชกาลที่ ๙ เฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๓ รอบ ปี ๒๕๐๖
ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ 2 วาระด้วยกัน วันที่ 29-30 พฤศจิกายน พ.ศ.2506(ครั้งที่๑)
พิธีครั้งที่ 1
-รายนามพระคณาจารย์ที่มาปลุกเสก วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2506 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ
1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
2. หลวงพ่อพระครูโพธิสารประสาธน์ วัดโพธิสัมพันธ์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
3. หลวงพ่อพระวรพจรน์ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส อ.เมือง จ.ชลบุรี
4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
5. หลวงพ่อพระราชหระสิทธิคุณ วัดราชธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย
6. หลวงพ่อเงิน (พระราชธรรมาภรณ์ )วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม
7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
8. หลวงพ่อพระครูพิสิษฐ์อรรถการ พ่อท่านคล้าย วัดสวนขวัญ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช
9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

พิธีครั้งที่ 2
-รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสกวันที่ 5 เมษายน 2507
1. พระสุเมธมุนี เจ้าคณะวัดบางหลวง อ.บางหลวง จ.ปทุมธานี
2. พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงพ่อผล) วัดหนัง อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี
3. พระครูปลัดบุญรอด วัดประดู่พัฒนาราม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
4. หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
5. พระครูนนทกิจวิมล ( หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
6. หลวงพ่อบัว วัดป่าบ้านตาด อ.เมมือง จ.อุดรธานี
7. พระครูพุทธมนต์วราจารย์ (พระปลัดสุพจน์) วัดสุทัศน์ อ.พระนคร จ.พระนคร
8. พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงปู่เทียน) วัดโบสถ์เชียงราก อ.เมือง จ.ปทุมธานี
9. หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก อ.เมือง จ.ระยอง
 -รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสกวันที่  6  เมษายน 2507 มีดังนี้
1. พระครูพิทักษ์วิการกิจ (หลวงพ่อสา) วัดราชนัดดา อ.พระนคร จ.พระนคร
2. พระครูสถาพรพุทธมนต์(หลวงพ่อสำเนียง) วัดเวฬุวนาราม อ.บางเลน จ.นครปฐม
3. พระครูธรรมิตรนุรักษ์ วัดเขาหลัก อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช
4. พระครูรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถีร) วัดป่าเลไลย์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
5. พระเทพสังวรวิมล (หลวงพ่อเจียง) วัดเจริญสุขาราม อ.บางคนฑี จ.สมุทรสงคราม
6. พระครูพิศาลชโยดม หลวงพ่อสำเภา วัดสะพาน อ.เมือง จ.ชัยนาท
7.พระครูพรหมยานวินิต หลวงพ่อกล้วย วัดหงส์รัตนาราม อ.บางกอกใหญ่ .ธนบุรี
8. พระครูบาวัง วัดบ้านเด่น อ.เมืองตาก จ.ตาก
9. พระมุจรินทร์โมลี (หลวงปู่ดำ) วัดมุจรินทร์ อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี
-รายนามพระคณาจารย์ที่อาราถนามาปลุกเสกวันที่ 7 เมษายน 2507
1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา
2. พระครูโพธิสารประสาธน์ (อาจารย์บุญมี) วัดโพธิสัมพันธ์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
3. พระวราพจน์ปัญญาจารย์ (หลวงพ่อวัดป่า) วัดอรัญญิกาวาส อ.เมือง จ.ชลบุรี
4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
5. พระราชประสิทธิคุณ (หลวงพ่อทิม) วัดราชธานี อ.เมือง จ. สุโขทัย
6. พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม
7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
8. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อเมี้ยน) วัดพระเชตุพน อ.พระนคร จ.พระนคร
9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
การเริ่มพิธีนั้นพระเจริญคาถาภารวาณ จะเริ่มตั้งแต่15.00น.จะเริ่มนั่งปรกบริกรรมและวันที่สาม
เช้าวันที่ 8 เมษายน 2507 พระคณาจารย์ทุกรูปจะนั่งปรกปริกรรมเป็นเวลา 30 นาที ครบเวลาเจ้าหน้าที่ลั่นฆ้องชัย
พราหมณ์ เป่าสังข์แกว่งบันเฑาะว์ ปี่พาทย์ทำเพลงร้อ 3 ลาแล้วพระคณาจารย์ทุกรูปประพรมน้ำพุทธมนต์ที่เหรียญ
อนุสรณ์มหาราชที่ระลึก รัชกาลที่ ๙ เฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๓ รอบ ปี ๒๕๐๖
แล้วสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ดับเทียนชัย ต่อจากนั้นพรหมเริ่มเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชเป็นเสร็จพิธีการ
ลองดูครับน่าใช้หรือเปล่า(ผมไม่ได้ออกบูชาเพราะมีเหรียญเดียวที่คุณพ่อได้รับตอนเป็นตำรวจตระเวนชายแดนและเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อครับ)
ต้องการเอาข้อมูลเผยแพร่ เท่านั้นเผื่อบางท่านอาจจะยังไม่ทราบคุณค่า โชคดีมีสุขทุกท่านครับ




175
หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อาคมมหานิยมอมตะ
    หลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ทีมีชื่อเสียงของจังหวัดนครปฐมและเกจิอมตะองค์หนึ่งของเมืองไทย ครูบาอาจารย์ของท่านองค์แรกคือ “หลวงพ่อแดง” ซึ่งมีศักดิ์เป็น “หลวงลุง” ของท่านและเป็นพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญในทางคาถาอาคม เมตตา มหานิยม หลังจากหลวงพ่อแดงถึงแก่มรณภาพ หลวงพ่อเต๋ ท่านได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมกับ “หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก..” ท่านใช้เวลากว่าแปดปีในการศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อทา ครั้งเมื่อสิ้นบุญหลวงพ่อทา ท่านได้เดินทางไปขอเรียนวิชากับ”หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง”จนกระทั่งหลวงพ่อแช่มท่านมรณภาพลง... หลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านจึงได้เดินธุดงค์ไปตามถ้ำและป่าเขา จนท่านได้พบกับ “สมณพราหมณ์เขมร” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในคาถาอาคมและไสยเวทย์มาก สมณพราหมณ์ท่านนี้อดีตเคยเป็นแม่ทัพเขมรแต่ได้ลาออกจากราชการในสมัยที่ฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีน ท่านจึงมาบวชเป็นพราหมณ์ถือศีลอยู่ที่”ยอดเขาตะลุง”  หลังจากหลวงพ่อเต๋ ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมและสามารถทำจนเชี่ยวชาญแล้ว ท่านจึงขอลาอาจารย์กลับมาวัดสามง่าม ท่านสมณพราหมณ์ได้มอบตำราและ “ฤษีปู่ครู” ให้หลวงพ่อเต๋ ซึ่งหลวงพ่อเต๋ได้นำกลับมาไว้ที่วัดสามง่ามและจัดให้มีพิธีไหว้ครูบูชา “ฤษีปู่ครู” ทุกปีและมีการจัดงานต่อเนื่องมาตลอดจนถึงทุกวันนี้..

เหรียญ รุ่น ๔ พุทธกวัก(หยุดอาวุธ) เนื้อทองคำหลังจาร
หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม ปี ๒๕๐๒ หรียญรุ่นนี้ของหลวงพ่อเต๋ จัดว่าได้รับความนิยมและมีประสบการณ์เป็นอย่างมาก จนมีชื่อเรียกเหรียญนี้กันว่า "เหรียญหยุดปืน"วัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ จะสังเกตได้ว่า มีการสร้างขึ้นมาหลายครั้ง หลายรุ่น ก็เพราะเนื่องจาก "ของท่านมีประสบการณ์ " นั่นเองซึ่งก็แสดงได้ถึงศรัทธาที่มีต่อองค์หลวงพ่อเต๋ได้เป็นอย่างดีว่า วัตถุมงคลของท่านนั้น มีพุทธคุณเป็นเลิศขนาดไหน เหรียญพุทธกวัก โดยหลวงพ่อเต๋ ช่วยกวักเงิน กวักทอง ข้าวของ ชื่อเสียง เกียรติยศ โชคลาภ นำความโชคดี ร่ำรวยมาสู่ท่าน

176
“พระของขวัญแต่ละองค์นั้น มีเจ้าของหมดแล้ว”

         ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ผลิต “พระผงวัดปากน้ำ” หรือที่เรียกกันว่า “พระของขวัญ” ออกมา 3 รุ่น รุ่นละ 84,000 องค์ ซึ่งร่วมทั้ง 3 รุ่นก็มีจำนวนมากถึง 252,000 องค์ เนื่องจากพระของขวัญของหลวงปู่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว จึงมีผู้คนจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ไปรับพระของขวัญของหลวงปู่ที่วัดปากน้ำด้วยตนเอง
     หลวงปู่มีดำริให้สร้างพระของขวัญขึ้น เพื่อหาทุนสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งท่านจะมอบให้กับญาติโยมที่มีกุศลศรัทธาร่วมบริจาคเงินทำบุญตั้งแต่ 25 บาทขึ้นไป เพื่อไว้เป็นเครื่องตรึกระลึกนึกถึงบุญ ซึ่งพระผงที่สร้างขึ้นนี้ จะเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางปฐมเทศนา ด้านหลังจารึกอักษรขอมว่า “ธรรมขันธ์” และหลวงปู่ตั้งชื่อว่า “พระของขวัญ”
      พระของขวัญ เป็นพระผงที่มีส่วนผสมของดอกไม้หอมที่ใช้บูชาพระประจำเช้า - เย็น เช่น ดอกมะลิ, ดอกบัว, เกสรดอกไม้ ซึ่งนำมาตากแห้ง แล้วป่นผสมกับแป้ง และที่สำคัญจะมีเส้นเกศาของหลวงปู่ผสมอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากผสมเสร็จแล้ว จะนำมาปั้นเป็นก้อน แล้วอัดเป็นบล็อกออกมา พระของขวัญนี้ หลวงปู่จะมอบให้ 1 องค์ ต่อ 1 คน เท่านั้น ไม่ว่าใครจะทำบุญมากขนาดไหน ก็จะได้เพียงแค่องค์เดียว อีกทั้งยังฝากรับแทนกันไม่ได้ หรือแม้รับไปแล้ว หากทำหายไป จะมารับใหม่ก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะหลวงปู่กล่าวว่า “พระของขวัญแต่ละองค์นั้น มีเจ้าของหมดแล้ว” ซึ่งก็หมายถึงว่า หลวงปู่ได้คำนวณเอากายละเอียดของผู้ที่ทำบุญกับท่านมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน มาซ้อนในกลางพระของขวัญด้วยวิชชาธรรมกาย แล้วเชื่อมให้ติดกัน (จะเข้าใจเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อได้นั่งสมาธิ(Meditation) จนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน และได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย)
  ผู้ที่ได้รับพระของขวัญไปบูชาคล้องติดตัว ต่างได้เจออานุภาพพระของขวัญกันมากมายหลายแบบ ซึ่งบางคนก็เจอพระของขวัญของตัวเองพูดได้ กล่าวคือ เวลามีเหตุเภทภัย พระของขวัญจะเปล่งเสียงเตือนเจ้าของให้ไปทางโน้นทางนี้ จนกระทั่งรอดปลอดภัย หรือวันดีคืนดี วันขึ้น 15 ค่ำ อยู่ๆพระของขวัญก็แสดงอานุภาพให้เจ้าของเห็นโดยการลอยขึ้น แล้วเปล่งรัศมีเป็นแสงขาวนวลเท่าลูกมะพร้าวลอยออกไป และพอถึงเวลาก็ลอยกลับคืนมา หรือบางคนได้เจออานุภาพ ทำมาค้าขึ้น ร่ำรวยจนตัวเองแปลกใจ หรือบางคนตกต้นตาลสูงๆแล้วไม่เป็นอะไรก็มี หรือบางคนประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก คนอื่นตายหมด แต่ตัวเองกลายเป็นคนเดียวที่รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีบางคนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงโดยคนรอบข้างที่ไปด้วยกันเสียชีวิตหมด แต่ตัวเองซึ่งแขวนพระของขวัญติดตัวกลับรอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่ออกรบในสมัยสงครามเกาหลี

      หลวงปู่ได้เล่าว่า “ที่เขาเล่าในทางเกาหลี ทหารอังกฤษ อเมริกัน ทหารฝรั่งกำลังคุยกันอยู่ มีทหารไทยอยู่บ้าง ลูกระเบิดทำลายมันตกลงกลางประชุมกำลังคุยกันอยู่นั้น ปึงเดียวเท่านั้นตายหมด เหลือไทยคนเดียวมีพระของขวัญอยู่ในตัว ฝรั่งให้เหรียญกล้าหายแก่ไทยคนนั้นยังปรากฏอยู่ นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น”

      เรื่องอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญนี้ หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ปีที่ 6 สัปดาห์ที่ 280 วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2503 ได้เสนอข่าวตีพิมพ์จดหมายของ สิบตรี วาสนา อาคมวัฒนะ แห่งกรมผสมที่ 21 ที่เขียนมาจากเกาหลี ซึ่งได้เล่าถึงอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญที่ตนและเพื่อนอีกคนหนึ่งได้รับไปจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ความว่า “กระสุนปืนใหญ่ของข้าศึกยิงถูกคลังกระสุน ไฟไหม้ถังน้ำมันจนเกิดเป็นแสงอร่ามไปทั่ว ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในที่นั้นต้องกระจัดกระจายไป ปืนและเครื่องเหล็กละลายไปกับกองไฟใหญ่นั้น เพื่อนทหารคนหนึ่งทิ้งห่อพระไว้ ตอนสายๆเพลิงค่อยสงบลงจึงรีบรุดไปยังที่นั่นกัน ก็เห็นพระอันน่าประหลาดที่ห่อผ้าเช็ดหน้าแขวนเด่นอยู่กับเสาเหล็กเป็นที่ประหลาดใจแก่ทหารทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะแม้แต่เหล็กก็ยังละลาย แต่ผ้าขาวที่ห่อพระไม่ได้ลงเลขยันต์อะไร กับพระอีกองค์หนึ่ง ยังคงอยู่ในสภาพปกติ มิได้เสียหายเลย เป็นพระเครื่องวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อีกทั้งตนเองนั้นก็รอดตายจากสมรภูมิหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากมีการยิงขนาดเผาขนกันไม่เว้นแต่ละวัน ก็รอดมีชัยมาได้ทุกครั้ง บางครั้งอยู่ในวิถีปืนที่ยิงมาอย่างหนัก ถ้าไม่มีโอกาสเพ่งศูนย์กลางตัว ก็เพียงภาวนาดังกล่าว และระลึกถึงอาจารย์ คือ หลวงปู่ ก็พอแล้ว สามารถคุ้มกันได้และพลอยคุ้มกันเพื่อนฝูงไปได้อีกด้วย”
 พระของขวัญวัดปากน้ำ เป็นพระผง ขนาดเล็ก ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้สร้างขึ้น มีทั้งหมด 3 รุ่น ด้วยกัน คือ รุ่น 1 รุ่น 2 และ รุ่น 3 พระของขวัญแต่ละรุ่นดังกล่าวนี้ หลวงปู่กระทำให้สำเร็จขึ้นมาด้วยวิธีเจริญสมาธิภาวนา ตามหลักวิชาธรรมกาย ขนาดองค์พระโดยประมาณ กว้าง 1.4 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร หนา 4 – 6 มิลลิเมตร

     พุทธลักษณะ เป็นพระนั่งสมาธิราบ ปางปฐมเทศนา องค์พระนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม ด้านหลังองค์พระเป็นอักขระขอม อ่านว่า “ธรรมขันธ์”

     ส่วนผสมมีหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นดอกมะลิแห้งที่บดละเอียดแล้ว, เส้นเกศาของหลวงปู่ และผงวิเศษที่หลวงปู่ทำขึ้นอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีกตามส่วน โดยได้นำเอาส่วนผสมดังกล่าว มาโขลกตำจนละเอียดเข้ากันดีแล้วจึงได้นำมาพิมพ์ (พระของขวัญ รุ่น 2 และรุ่น 3 ก็ใช้กรรมวิธีเดียวกัน)


177
ผ้าขอดแดงหลวงปู่บาง วัดสโมสร ปีละ ๑๐๘ ขอด เท่านั้นประสบการณ์ทั่วแดนเมือง นนทบุรี ใครมีก็หวงแหน
สุดยอดเกจิชาวรามัญ

พระเกจิอาจารย์ที่ชาวมอญกระทุ่มมืด รวมทั้งชาวมอญปทุมธานี และสมุทรสาคร ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่บาง วัดสโมสร อ. ไทรน้อย จ. นนทบุรี
    เป็นพระที่เรียกได้ว่าของจริง ไม่โชว์หรืออวดอุตริมนุสธรรม เมื่อมีกิจนิมนต์ปลุกเสกท่านก็ไป ปลุกเสกแล้วก็กลับไม่พูดจาสุงสิงกับใคร
ชาวบ้านที่เป็นรามัญ ให้ความเคารพนับถือท่านเป็นอย่างสูงไม่แพ้หลวงพ่ออุตมะ พระที่ออกจากทางวัดไม่มีการตั้งตู้จำหน่าย จะแจกก็ต่อเมื่อเป็นงานกฐิน ผ้าขอดแดงใครไปขอที่วัดมักจะต้องผิดหวังทุกรายเพราะท่านทำ ปีละ108ขอด หากปีไหนมีคนขอทำกะตุด ก็นับรวมใน108 ไม่ขาดไม่เกิน เจ้าภาพที่จัดงานกฐินก็แจกจ่ายญาติโยมไม่ตกหล่นเหลือที่วัด
  ผ้าขอดท่านทำแจกอย่างเดียว ไม่มีศูนย์พระเข้าไปทำได้ ยกเว้นตอนที่ขอเอาประวัติท่านไปลงในพระเกจิ ก็ขอทำเฉพาะกิจเท่านั้น
แนะนำวัตถุมงคลของท่านที่ว่าสุดๆนะครับ
1.ผ้าขอดแดง หรือกะตุด
2.เหรียญรุ่นแรก
3.สมเด็จรุ่นแรก
4.สมเด็จปรกโพธิ์รุ่นแรก
5.รูปหล่อห้อยคอ

178
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่          
                    กล่าวกันว่า เมื่อหลวงพ่อโตขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จ.กำแพงเพชร เมืองซึ่งมีพระเครื่องอันมีพุทธศิลป์งดงาม ท่านสามารถอ่านศิลาจารึกที่ว่าด้วยกรรมวิธีการสร้างพระเครื่องด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ โดยมีเนื้อหลักเป็นปูนขาว (ปูนหิน) หรือปูนเปลือกหอย ผสมผสานด้วยวัตถุมงคลอื่นๆ อีกมากมาย นำมาสร้างเป็นพระสมเด็จ และกลายเป็นพระเครื่องล้ำค่าสุดยอดปรารถนาของนักเล่นพระทุกคน
               พระสมเด็จวัดระฆัง มีหลายพิมพ์ด้วยกัน แต่ที่พิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาพิมพ์พระทั้ง ๕ พิมพ์ คือ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน มีทั้งเนื้อละเอียด เนื้อหยาบ เนื้อแก่น้ำมันตังอิ๊ว หรือเนื้อสังขยา และเนื้อแก่ปูน ลักษณะ พิมพ์ทรง เป็นรูปสมมุติของพระพุทธเจ้านั่งในระฆังคว่ำ องค์พระแลดูนั่งเอียงไปทางขวา ปลายพระเกศสะบัดเอียงไปทางซ้าย ในบางองค์อาจทะลุซุ้มด้านบน แลเห็นหูพระด้านซ้ายเป็นแนวจางๆ ยาวลงมา ไหล่ซ้ายดูยกสูงกว่าไหล่ขวา มองเห็นปลายพระบาท ยื่นเล็กน้อย ฐานขั้นล่างสุดเหมือนสี่เหลี่ยมคางหมู
               การเช่าการบูชาเปลี่ยนมือ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าเช่น "องค์เสี่ยหน่ำ" อย่าง "องค์ลุงพุฒ" "องค์ขุนศรี" "องค์เล่าปี่" "องค์กวนอู" "องค์บุญส่ง" "องค์เจ๊แจ๊ว" "องค์เจ๊องุ่น" "องค์ครูเอื้อ" "องค์เสี่ยดม" และ "องค์มนตรี" ล้วนมีการเช่าการขายกันองค์ละหลายสิบล้านบาททั้งสิ้น


             

179
พระหลวงปู่ศุข พิมพ์ประภามณฑลข้างรัศมี
หลวงปู่ศุข เกสาโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า
พระเวชยาจารย์ อันดับต้นๆของเมืองไทย  แม้แต่เสด็จเตี่ย (กรมหลวงชุมพร) ยังขอฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน


นามเดิม
ศุข นามสกุล เกษเวช
เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีวอก พ.ศ. ๒๓๙๐ ที่บ้านมะขามเฒ่า ( เรียกกันในสมัยนั้น ปัจจุบันเรียก บ้านปากคลอง )
ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
โยมบิดา - มารดา
ชื่อ นายน่วม และนางทองดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลมะขามเฒ่ามีบุตรและธิดา ด้วยกัน ๙ คน
๑. หลวงปู่ศุข ๒. นางอ่ำ ๓. นายรุ่ง ๔. นางไข่ ๕. นายสิน ๖. นายมี ๗. นางขำ ๘. นายพลอย ๙. หลวงพ่อปลื้ม

ปัจจุบันยังมีลูกหลานของท่านอยู่ที่บ้านใต้วัดมะขามเฒ่าอีกหลายคน หรือแม้แต่ร้านค้าขายภายในบริเวณวัดเองก็ยังมี
หลวงปู่ศุข เกสาโรนั้น ท่านมีลุงคนหนึ่งชื่อ แฟง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบางเขน จังหวัดพระนคร ( ในสมัยนั้น ) มีอาชีพ ทำสวน ไม่มีบุตรหรือธิดา จึงได้มาขอหลานจากโยมบิดามารดาหลวงปู่ศุข เกสาโรไปเลี้ยง โยมท่านก็อนุญาตให้เลือกเอา ลุงแฟงก็เลือกเอาคนโต หรือ เรียกว่าคนหัวปี คือ หลวงปู่ศุข เกสาโร เข้าใจว่าขณะนั้นอายุประมาณ ๑๐ ขวบ เมื่อหลวงปู่ศุขไปอยู่กับลุงแฟง เจริญเติบโตที่ตำบลบางเขน
เมื่อหลวงปู่ศุข เกสาโร อยู่ในวัยฉกรรจ์ ท่านได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ทำมาหากินค้าขายเล็กๆ น้อยๆ โดยยึดลำคลองบางเขน ซึ่งมีปากคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้จังหวัดนนทบุรีลงมา ปัจจุบันอยู่ข้างทางเข้าวัดทางหลวง เป็นที่ทำมาหากิน
คลองบางเขนนี้ทอดขึ้นไปเชื่อมกับคลองรังสิต เมื่อก่อนนี้เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญและกว้างขวางเป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น การสัญจรทางน้ำก็หมดความสำคัญลง ปัจจุบันคงจะตื้นเขินไปแล้วก็ได้ เพราะขาดการทะนุบำรุงเท่าที่ควร
หลวงปู่ศุข เกสาโรท่านทำมาหากินอยู่ในคลองบางเขนอยู่ระยะหนึ่ง จนอายุได้ ๑๘ ปี ได้ภรรยาชื่อ นางสมบูรณ์ และเกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อ สอน เกศเวชสุริยา

หลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านครองเพศฆราวาสอยู่ไม่นาน พออายุท่านครบ ๒๒ ปี ท่านได้ลาไปอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขนหรือปัจจุบันชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งอยู่ปากคลองบางเขนตอนล่าง ส่วนวัดโพธิ์ทองบน อยู่ตอนเหนือของปากคลองบางเขน ตอนบนบริเวณจังหวัดปทุมธานี

อุปสมบท
การอุปสมบทของหลวงปู่ศุข เกสาโรนั้น ท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ที่วัดโพธิ์บางเขน ( ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ทองล่าง ) โดยมี พระครูเชย จนฺทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็น พระอุปัชฌาย์ พระถายมเป็นพระคู่สวด การอุปสมบทนี้มีลุงแฟงเป็นผู้อุปการะทั้งสิ้น ส่วนโยมบิดามารดาไม่ได้มาร่วมพิธีด้วย เพราะการเดินทางสมัยนั้นลำบากมาก จากชัยนาทถึงกรุงเทพฯ ก็กินเวลาอย่างน้อย ๒ ถึง ๓ วัน จึงจะถึง

พระอุปัชฌาย์ของท่านชื่อ หลวงพ่อเชย จันทสิริ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ฝ่ายรามัญที่ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงพ่อเชยท่านยังเป็นอาจารย์ทางฝ่ายวิปัสสนาธุระมีความรู้และความชำนาญรู้แจ้งแทงตลอด อีกทั้งทางด้านวิทยาคมก็แก่กล้าเป็นยิ่งนัก หลวงปู่ฯ ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้จากอุปัชฌาย์ของท่านมาพร้อมกับอาจารย์เปิง วัดชินวนาราม และหลวงปู่เฒ่า วัดหงษ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

เมื่อได้อุปสมบทแล้วอยู่กับพระอุปัชฌาย์ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์หาที่สงบฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิชาอาคมต่าง ๆ จากสำนักที่มีชื่อเสี่ยงโด่งดังในสมัยนั้นจนชำนาญดีแล้ว จึงกราบลาอาจารย์กลับบ้านเกิดของท่าน โดยมาพักอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งข้างหมู่บ้านของท่าน ชื่อวัดอู่ทอง ปัจจุบันนี้เรียกว่า วัดปากคลอง ชาวบ้านแถวนั้นมีความศรัทธาเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่นั้น เพื่อที่ว่าจะได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ ดังนั้นท่านจึงได้อยู่ ณ ที่นั้นมาจนท่านมรณภาพ ในระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น ได้เริ่มพัฒนาในท้องถิ่นให้เจริญรุ่งเรืองด้วยจากวัดร้างที่ไม่มีอะไรเลย จนถึง พุทธาวาส ธรรมาวาส และสังฆาวาส เป็นวัดที่สมบูรณ์แบบจนถึงทุกวันนี้ ยังมีพระอุโบสถและมณฑป ปรากฏให้เห็นอยู่ ส่วนการอบรมสั่งสอนนั้นท่านได้แนะแนวการประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เห็นคุณและโทษของผลการปฏิบัติตนในทางที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร จนประชาชนแถวนั้นมีความประพฤติดีมีศีลธรรมเป็นส่วนมาก

หลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านเพลินอยู่ในธรรมเสียหลายปี จนกระทั่งมารดาท่านที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ได้ชราภาพลงตามอายุขัย และความเจ็บไข้มาเยือนอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในบิดามารดาของท่านจึงได้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม และได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆ ที่วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่โบราณที่อยู่ลึกเข้าไปในคลองมะขามเฒ่า หรือบริเวณต้นแม่น้ำท่าจีนในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพของวัดอู่ทองขณะนั้นได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพ เกินกว่าที่จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนมาสู่สภาพที่ดีได้ต่อไป ท่านจึงได้ขยับขยายออกมาที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างกุฏิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอเป็นที่อยู่อาศัยไปพลางก่อน

สืบต่อมามารดาของหลวงปู่ศุข เกสาโร ได้ถึงแก่กรรมและได้จัดการฌาปนกิจศพ และในงานนี้เอง หลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็นครั้งแรก เมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่องจากท่านไปได้ปรากฏอภินิหารทางอยู่ยงคงกระพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกันเขี้ยวงา คือสุนัขกันไม่เข้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะบ้านนอกอย่างในชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ฉะนั้นการที่จะแวะเวียนไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี มิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆ พระของหลวงปู่ฯ จึงมีชื่อเรื่องสุนัขกันไม่เข้า เป็นปฐมเหตุก่อน จึงบังเกิดความนิยมไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเขี้ยวงาและภยันตรายต่างๆ สมัยก่อนพระวัดปากคลอง เนื้อตะกั่ว จะมีแขวนอยู่ในคอเด็กในท้องถิ่นเกือบจะทุกคน แล้วถ้าจะไปขอพรหลวงปู่ศุข ท่านมักจะถามว่า “เอ็งมีลูกกี่คน?” ท่านจะให้ครบทุกคน

กิตติศัพท์ในความขลังประสิทธิในพระพิมพ์สี่เหลี่ยมของท่านจึงค่อยๆ เผยแพร่จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ในเวลาไม่ช้าไม่นาน คุณวิเศษของท่านจึงค่อยๆ โด่งดังขจรขจายไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก การขนส่งสินค้า ตลอดจาการทำมาค้าขาย จะขึ้นล่องจะต้องอาศัยสายน้ำเจ้าพระยาเพียงแห่งเดี่ยวเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางทางบกยังทุรกันดาร พอตกเพลาพลบค่ำพ่อค้าแม่ขายเรือเล็กเรือใหญ่จะมาอาศัยนอนค้างแรมที่แพหน้าวัดของท่าน เพื่ออาศัยบารมีของท่านช่วยป้องกันขโมยขโจรที่จะมาประทุษร้ายต่อเลือดเนื้อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าจะเปรียบไปแล้วหน้าวัดของท่านจึงเป็นเสมือนหนึ่งเป็นชุมทางที่สำคัญนี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยเสริมส่งให้เกียรติคุณของท่านแผ่ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันดี “หลวงปู่ศุข เกสาโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า”

เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯฝากตัวเป็นศิษย์
     อนึ่ง มีผู้กล่าวว่าท่านมีวิชาอาคมเวทย์มนต์เก่งมาก สามารถเสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อ ตัวแตน เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย เสกก้านกล้วยให้เป็นงูได้ และเรื่องอภินิหารของขลัง คงกระพันชาตรี มีอีกมากมาย อาจจะเป็นด้วย บุญกุศลของหลวงปู่ศุข กับ เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวี ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นพระองค์ที่ ๒๘ และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได้สร้างสมกันมาแต่ชาติปางก่อน ดลบันดาลให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งทรงศรัทธาเลื่อมใสในทางมหาพุทธาคมอยู่แล้วได้เสด็จประพาสไปในภาคเหนือ จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกัน และเป็นที่ต้องอัธยาศัยซึ่งกันและกัน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ – อาจารย์ เพื่อจักได้ศึกษาทางมหาพุทธาคม และปรากฏว่า พระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถได้ศึกษาแตกฉานจนกระทั่งหลวงพ่อเองก็หมดความรู้ จึงได้ให้เสด็จในกรมฯ ไปศึกษาเคล็ดวิชากับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตรต่อ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้นและได้วาดภาพพุทธประวัติด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ที่อุโบสถด้านในหน้าอุโบสถ ซึ่งปรากฏจนทุกวันนี้ หลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านมีเมตตามากจึงมีศิษย์เป็นอันมากที่มาเรียนวิชาเหล่านี้ ท่านได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูวิมลคุณากร และเป็นเจ้าคณะแขวง ( ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะอำเภอ ) เป็นองค์แรกของอำเภอวัดสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อใด

เมื่อหลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯ จึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถที่สร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่คงเหลือเป็นประจักษ์พยานในปัจจุบันนี้ก็คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสีน้ำที่ทางกรมศิลป์ยกย่องว่าเสด็จในกรมฯ ทรงฝีมือในการเขียนภาพเป็นอย่างมาก และทรงสอดแทรกอารมณ์ขันในภาพพระพุทธเจ้าชนะมาร ในกระแสน้ำที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัดพาเอาทัพพระยามารไปนั้น พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤาษีปัญจวัคคีเมื่อเห็นเจ้าชายสิทธัตถะเลิกทรมานการหันมากินอาหาร ก็นึกว่าพระองค์คงจะถ้อถอยละความเพียรแล้ว จึงพากันผละหนีพระองค์ไปนั้น เสด็จในกรมฯ ท่านเขียนใบหน้าของฤาษีปัญจวัคคี โดยสอดอารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์ เน้นความรู้สึกได้เด่นชัดมาก

ฝีมือของเสด็จในกรมฯ อีกชิ้นหนึ่งก็คือภาพเขียนสีน้ำมันเป็นรูปหลวงปู่ศุขยืนเต็มตัวและถือไม้เท้า ภาพนี้เขียนขึ้นในขณะที่หลวงปู่มีอายุมากแล้วจึงต้องเดินสามขา

ศิลปวัตถุในพุทธศาสนาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า นอกจากพระอุโบสถแล้วยังมีมณฑปจตุรมุขประดิษฐ์บานรอยพระพุทธบาท ประตูทั้ง ๔ บานนั้นแกะด้วยไม้สัก แกะลวดลายลึกถึงสามชั้น เคยมีคนสมคบกันเอาบานประตูมณฑปจตุรมุขออกขาย เอาลงมากรุงเทพฯ เตรียมใส่เรือกระแชงในคลองมหานาคเพื่อออกต่างประเทศ ด้วยดวงวิญญาณในหลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านผูกพันอยู่กับศาสนาวัตถุที่ท่านสร้างเอาไว้ในบวรพุทธศาสนา ท่านจึงเข้าประทับทรงจากหิ้งบูชาจังหวัดนครสวรรค์ รับเอาท่านแม่ทัพที่นครสวรรค์ (ขออภัยผู้เขียนจำชื่อท่านไม่ได้) และมารับเอาท่านนายอำเภอประจำจังหวัดชัยนาทในขณะนั้น คือ คุณสุธี โอบอ้อม แล้วนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ ร่างทรหลวงปู่ศุข เกสาโรงหลวงปู่ฯ ได้พาคณะลดเลี้ยวเข้าตรอกเข้าซอยจนมาถึงเรือกระแชงที่บรรทุกบานประตูมณฑปเตรียมขนออกนอกได้อย่างทันท่วงที ยึดเอาบานประตูทั้ง ๔ บาน คืนกลับไป ขณะนั้นยังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดป่าพานิชวนาราม อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท และยังไม่ได้ส่งคืนวัดปากคลองมะขามเฒ่า เพราะเหตุอะไรนั้น ชาวจังหวัดชัยนาทเขาทราบกันดี

ปัจจุบันชาวจังหวัดชัยนาทผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้ร่วมกันสร้างรูปหุ่นขี้ผึ้งไว้ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อจะได้ทำการสักการบูชาโดยทั่วกัน กรมทหารเรือเห็นความสำคัญ จึงได้ทำการบูรณะซ่อมแซมมณฑป เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำให้ประชาชนทั้งใกล้และไกลต่างจังหวัด หลั่งไหลมาสักการะบูชาทุก ๆ วันมิได้ขาด วัดปากคลองมะขามเฒ่า จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาทต่อไป

เรื่องทรงเจ้าเข้าผีนี้ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ แต่ที่ทรงจริงๆ นั้นมันมีน้อย อย่างในกรณีดวงวิญญาณหลวงปู่ศุข เกสาโรประทับทรงแล้วซอกแซกลงมาจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯ เกือบ ๓๐๐ กม. แล้วยังพาคณะเข้าครอกตรอกซอยจนถึงเรือกระแชงที่จอดลอยลำอยู่ในคลองมหานาคนั้นมันเป็นการเดินทางที่สลับวับซ้อนและวกวนน่าดู แต่ร่างทรงก็พาคณะไปจนพบและยึดบานประตูกลับคืนมาได้นั้น มันเป็นเหตุการณ์อันมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง และบานประตูมณฑปทั้ง ๔ บานดังกล่าวแล้วนั้น ทั้งเสด็จในกรมฯ และหลวงปู่ศุขได้ช่วยกันสร้างเป็นชิ้นสุดท้าย ระบุปี พ.ศ. ๒๔๖๕ อยู่ที่ซุ้มหน้ามณฑปอีกด้วย

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์นอกจากจะถูกอัธยาศัยกันเป็นยิ่งนัก จักเดินทางไปมาหาสู่กันเสมอแล้ว ถ้าเสด็จในกรมฯ ติดราชการงานเมือง หลวงปู่ก็จะลงมาหา โดยเสด็จในกรมฯ ได้สร้างกุฏิอาจารย์ไว้กลางสระที่วังนางเลิ้ง ซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัววิคตอเรีย มีใบกลมใหญ่ขนาดถาด และรู้สึกว่ากลางใบจะมีหนามคมด้วย อันนี้ได้รับคำบอกเล่าจากลุงผล ท่าแร่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ศุข เกสาโร มาแต่เล็ก ท่านเป็นชาวอุตรดิตถ์หรือพิษณุโลกจำได้ไม่ถนัดนัก หลวงปู่ศุขท่านขอพ่อแม่มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อสิ้นบุญหลวงปู่ศุข เกสาโร ท่านก็เลยลงหลักปักฐานได้ภริยาอยู่ที่ตำบลท่าแร่ อำเภอวัดสิงห์ ชัยนาท เลยเรียกกันติดปากว่า ลุงผล ท่าแร่

แต่อย่างไรก็ตาม ภายในกำหนด ๑ ปี หลวงปู่ศุข เกสาโรท่านจะต้องลงมากรุงเทพฯ ๑ ครั้งเป็นอย่างน้อย เพราะเสด็จในกรมท่านจะกระทำพิธีไหว้ครูราวๆ เดือนเมษายน งานจะจัดเป็น ๓ วัน วันแรกไหว้ครูกระบี่กระบอง วันที่สองไหว้ครูหมอยาแผนโบราณ และวันที่สามจะไหว้ครูทางวิทยายุทธ์พุทธาคมและไสยศาสตร์ จัดเป็นงานใหญ่มีมหรสพสมโภชทุกคืนกับมีการแจกพระเครื่องรางของขลังจากหลวงปู่ศุขอีกด้วย แต่ในระยะหลังๆ หลวงปู่ศุข เกสาโรท่านมีอายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าใดนัก ท่านจึงไม่ค่อยจะได้ลงมา

จากหนังสือ “พระกฐินพระราชทาน สมาคมศิษย์อนงคาราม ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เรื่องพระใบมะขาม” ท่านผู้เขียนอดีตเป็นพระมหา มีหน้าที่ไปอุปัฏฐากหลวงปู่ศุข ขณะที่อาราธนาท่านมาปลุกเสกพระชัยวัฒน์ และพระปรกใบมะขาม (พ.ศ. ๒๔๕๙) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อข้าพเจ้าไปอุปัฏฐากหลวงพ่อแล้ว มีชาวบ้านชาววัดมาขอให้หลวงพ่อลงกระหม่อมบ้าง ลงตะกรุดพิสมรบ้าง โดยยื่นแผ่นเงิน ทอง นาก ให้ลงคาถา บางคนขอเมตตา บางคนขอการค้าขาย หลวงพ่อให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ลง

ข้าพเจ้าถามว่าการค้าขาย จะให้ลงว่ากระไร?
หลวงพ่อบอกว่า “นะชาลิติ”
บางคนขอเมตตา ข้าพเจ้าถามว่า จะให้ลงว่ากระไร?
หลวงพ่อพูดติดตลกว่า “เมตยายไม่เอาหรือ เอาแต่เมตตาเท่านั้นหรือ?”
คนขอจึงบอกขอเมตตาอย่างเดียว ข้าพเจ้าถามว่า จะให้ลงว่ากระไร?
ท่านบอกว่า “นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู”
ข้าพเจ้าจึงบอกว่า “หลวงพ่อครับ ผมไม่มีความขลัง ลงไปก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร”
หลวงพ่อบอกว่า “มันอยู่ที่ผมเสกเป่านะคุณมหา”

ข้อนี้ยืนยันว่าเป็นความจริง เพราะระหว่างนั่นข้าพเจ้าให้หลวงพ่อลงกระหม่อม แล้วท่านเสกเป่าไปที่ศีรษะตั้งหลายครั้ง เมื่อท่านเป่าที่กระหม่อมที่ไร ข้าพเจ้าขนลุกชันทั่วทั้งตัวทุกครั้ง ทั้งที่ข้าพเจ้าฝืนใจไม่ให้ขนลุกก็ลุกซู่ทุกครั้งที่ท่านเป่า ข้อนี้เป็นมหัศจรรย์จริงๆ ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นแต่ข้าพเจ้าคนเดียว ไปสอบถามภิกษุอุปัฏฐากรูปอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน ข้อนี้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า “ท่านสำเร็จสมถะภาวนาแน่ๆ”

อนึ่ง ท่านเป็นพระที่น่าเคารพนับถือ สำรวมในศีลเป็นอย่างดี ไม่ใคร่พูดจา นั่งสงบอารมณ์เฉยๆ ไม่ถามอะไร ท่านก็ไม่ตอบไม่พูด บางอย่างข้าพเจ้าถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ตอบเลี่ยงไปทางอื่น เช่น “เขาว่าหลวงพ่อเสกใบไม้เป็นต่อ และเสกผ้าเช็ดหน้าเป็นกระต่ายได้ และแสดงให้กรมหลวงชุมพรฯ เห็นจนยอมเป็นศิษย์”

หลวงพ่อตอบข้าพเจ้าว่า “ลวงโลก” แล้วท่านก็นิ่งไม่ตอบว่าอะไรอีก
หลวงพ่อพูดต่อไปว่า “เวลานี้กรมหลวงชุมพรฯ ไปต่างประเทศ (เข้าใจว่าไปรับเรือพระร่วง) ถ้าอยู่ก็ต้องมาหาท่าน และปรนนิบัติท่านจนท่านกลับวัด และว่ากรมหลวงชุมพรฯนี้ตกทะเลไม่ตาย แม้จะมีสัตว์ร้ายก็ไม่ทำอันตรายได้”
หลวงพ่ออยู่ที่กุฏิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) พุทธสรมหาเถรเป็นเวลาสิบวันเศษ ได้ทราบว่าสมเด็จเรียนวิทยาคมกับหลวงพ่ออีกด้วย


มรณภาพ
ท่านมรณภาพเมื่อ เดือน ๑ ปีกุน พ.ศ. ๒๔๖๖ ไม่ปรากฏวันที่ที่แน่นอน คำนวณอายุได้ ๗๖ ปี วันสวดพระพุทธมนต์ทำศพอยู่ ๗ วัน ๗ คืน จึงประชุมเพลิง

180
พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายใหญ่

"วัดใหม่อมตรส"เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ ตั้งอยู่ที่บ้านพานถม บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯตามประวัติ วัดแห่งนี้
ได้สร้างขึ้นในปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดวรามะตาราม ต่อมาเปลี่ยนชื่อว่า วัดอำมาตยรส
หรือ วัดอมฤตรส แต่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า วัดบางขุนพรหม หรือ วัดบางขุนพรหมใน คู่กันกับวัดบางขุนพรหมนอก
หรือ วัดอินทรวิหาร
ต่อมาเมื่อปี 2460 ได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดใหม่อมตรส สมัยนั้น บริเวณวัดร่มรื่นมาก ด้วยมีต้นไม้ใหญ่นานาชนิด
  วัดใหม่อมตรส กรุงเทพฯ มีชื่อเสียงในด้านวัตถุมงคล คือ พระสมเด็จ กรุวัดใหม่อมตรส ตามประวัติบันทึกไว้ว่า เมื่อปีมะโรง พ.ศ.2411 เสมียนตราด้วง ผู้เป็นต้นตระกูล ธนโกเศศ ได้มีจิตศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางขุนพรหมใน และได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ไว้ เพื่อบรรจุพระสมเด็จ
 เสมียนตราด้วงได้อาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังฯ ธนบุรี ประกอบพิธีสร้างขึ้น พร้อมกับเมตตาปลุกเสกให้ โดยมีจำนวนพระที่สร้างประมาณ 84,000 องค์ ตามคตินิยมเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์
      เมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ให้เสมียนตราด้วง นำพระเข้าบรรจุกรุไว้ที่ในเจดีย์องค์ใหญ่หลังอุโบสถสืบมา
      สำหรับบรรยากาศภายในวัดใหม่อมตรส ถึงแม้จะไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวาง แต่บริเวณรอบวัดโดยรวม มีต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกภายในวัดอยู่
หลายต้นด้วยกัน สร้างร่มรื่นเย็นสบายเป็นอันมาก ภายในวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนวัดใหม่อมตรสอีกด้วย
      วัดใหม่อมตรส ตั้งอยู่ในชุมชนติดกับโรงเรียน จะมีความคึกคักในตอนเช้า ช่วงที่มีนักเรียนเดินทางมาโรงเรียนวัดใหม่อมตรสและในช่วงเลิกเรียนที่จะมี ร้านค้ามาตั้งวางขายของ แต่พอพ้นช่วงระยะเวลาดังกล่าว วัดใหม่อมตรสก็จะเงียบสงบเช่นเดิม
      ริเวณ ด้านหน้าวัด เป็นที่ตั้งของอุโบสถ มีความสวยงามและสะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบการทำความสะอาดเป็นอย่างดี มีคนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเป็นประจำ
      วัดนี้มีเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่ง เท่าที่สืบทราบได้ คือ 1.พระอธิการอ่อน 2.พระอธิการอยู่ 3.พระอธิการเทศ 4.พระอธิการแถม 5.พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) 6.พระครูบริหารคุณวัตร (ชม สิรินธโร)  7.พระครูพิพัฒนานุกูล (เทียม  นนฺทโก) รูปปัจจุบัน

ความเป็นมาของสมเด็จฯ กรุวัดใหม่อมตรส
           ตามประวัติบันทึกไว้ว่า เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๑ เสมียนตราด้วง ผู้เป็นต้นตระกูล ธนโกเศศ ได้มีจิตศรัทธาบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดบางขุนพรหมใน ขึ้นใหม่ และได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ไว้ เพื่อบรรจุ พระสมเด็จฯ ซึ่งเสมียนตราด้วงได้อาราธนา ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ธนบุรี ประกอบพิธีสร้างขึ้น พร้อมกับเมตตาปลุกเสกให้ โดยมีจำนวนพระที่สร้างประมาณ ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามคตินิยมเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์
           เมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯได้ให้เสมียนตราด้วงนำ พระเข้าบรรจุกรุไว้ที่ในเจดีย์องค์ใหญ่หลังอุโบสถ
          ต่อมาได้มีการนำพระสมเด็จออกมาจากองค์เจดีย์ด้วยวิธีการต่างๆ จนถึงกับการลักลอบ ขุดฐานเจดีย์ก็มี จนทางวัดต้องดำเนินการเปิดกรุอย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๐ เวลาเช้า การเปิดกรุได้ดำเนินไปตลอดทั้งวัน จนถึงเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.จึงได้นำพระสมเด็จออกจากกรุได้หมด พระบางองค์ได้ปะปนกับขี้กรุและก้อนดินจำนวนมากก็มี
       ทางวัดได้นำพระสมเด็จที่ได้นี้เปิดให้ชาวบ้านเช่าบูชา จนถึงปี ๒๕๐๙ ได้ยอดเงินทำบุญทั้งหมดประมาณ ๔ ล้านบาทเศษ

หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 18




Facebook Page