ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: 1 ... 15 16 [17]
241
เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
เครื่องรางของขลัง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเป็นที่ต้องการของเราๆท่านๆ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
   
                สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง”เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ” ได้เล่าถึงพระปานไว้ว่า   “พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนา และธุดงควัตร มีพระสงฆ์วัดต่างๆ ไปธุดงค์ด้วยสองร้อยสามร้อย แรกลงไปประชุมที่วัดบางเหี้ย มีสัปบุรุษที่ศรัทธาเลื่อมใสช่วยกันเลี้ยง กินน้ำจืดที่มีไว้เกือบจะหมดแล้วก็ออกเดิน ทางที่เดินนั้น ลงไปบางปลาสร้อย แล้วจึงเวียนกลับขึ้นไปปราจิณ นครนายก ไปพระบาท แล้วเดินลงมาทางสระบุรี ถ้ามาตามทางรถไฟ แต่ไม่ขึ้นรถไฟ เว้นแต่พระที่เมื่อยล้าเจ็บไข้ ผ่านกรุงเทพฯกลับลงไปบางเหี้ย ออกเดินทางอยู่ในแรมเดือนยี่ กลับไปวัดอยู่ในราวเดือนห้าเดือนหก ประพฤติเป็นอาจิณวัตรเช่นนี้มา ๔๐ ปีแล้ว
                คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสก ต้องใช้หมู ปลุกเสกเป่าไปข้อไร เสือนั้นกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้ความลำบาก เหน็ดเหนื่อยในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีก็หนีไปอยู่ในป่าช้า ที่พระบาทฯ (สระบุรี) ก็หนีไปอยู่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ ในการทำอะไรๆ ขาย เวลาแย่งชิงก็ขึ้นไปถึง ๓ บาท ว่า ๖ บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัธยาศัยเป็นคนแก่ใจดีมีกิริยาเรียบร้อย อายุ ๗๐ แล้วยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย มีคนมาช่วยพูด"

‘เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน’ นั้น จากเขี้ยวเสือโคร่ง แล้วลงเหล็กจารด้วยตัวเองปลุกเสกลักษณะที่บอกเอกลักษณ์ในปัจจุบันก็คือ
เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า ซึ่งมีทั้ง เสือหุบปาก และเสืออ้าปาก เขี้ยวต้องกลวง มีทั้งแบบซีกและเต็มเขี้ยว เขี้ยวหนึ่งอาจแบ่งทำได้ถึง 5 ตัว ตัวเล็กๆ เรียก “เสือสาริกา” เป็นปลายเขี้ยว ส่วนใหญ่พบว่าเป็นซีก คนโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก

242
หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
หลวงพ่อปานเป็นชาวบางบ่อ ท่านเกิดที่ คลองนางโหง ตำบลบางเหี้ย  (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี
พ.ศ. ๒๓๖๘ ตาเป็นคนจีนชื่อ เขียว ยายเป็นคนไทยชื่อ ปิ่น บิดามีเชื้อจีน ชื่อ "ปลื้ม" มารดาเป็นคนไทย เป็นลูกสาวคนโตของยายปิ่น
ชื่อ ตาล อาชีพทำป่าจาก ครอบครัวของท่านอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓

คนที่ ๑ ชื่อ นายเทพย์ คนที่ ๒ ชื่อ นายทัต คนที่ ๓ ชื่อ นายปาน (หลวงพ่อปาน) คนที่ ๔ ชื่อนายจันทร์ คนที่ ๕ ชื่อนางแจ่ม
        ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ ลูกหลานของหลวงพ่อปาน ได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่า "หนูเทพย์"
เมื่อตอนเป็นเด็ก บิดามารดาได้นำไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อให้เรียนหนังสือไทย ต่อมาไม่นานเจ้าคุณได้ให้บรรพชาเป็นสามเณร  ต่อมาท่านได้สึกจากเณร มาช่วยพ่อแม่ ประกอบอาชีพ ทำจาก และตัดฟืนไปขายเป็นอาชีพประจำ ท่านเป็นผู้มีนิสัยอดทนหนักเอาเบาสู้ ทำให้พ่อแม่เบาใจมาก
       เมื่อยังเยาว์ ท่านได้ใช้ชีวิตแบบชาวชนบทคนธรรมดา ครั้นเมื่อเติบโตสู่วัยหนุ่ม เริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในเพศตรงข้ามตามวิสัยปุถุชน วันหนึ่งท่านได้ดั้นด้นไปบ้านสาวคนรัก แต่พอล้างเท้าก้าวขึ้นบันได เกิดอัศจรรย์ขึ้นบันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรงพลันหลุดออกจากกัน ทำให้ท่านพลัดตกจากบันได ท่านจึงคิดได้ว่าเป็นลางสังหรณ์บอกถึงการสิ้นวาสนาในทางโลกเสียแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านจึงครุ่นคิดตัดสินใจอยู่หลายวัน ผลที่สุดจึงตัดสินใจออกบวช
       เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามนั่นเอง โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ภายหลังได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบัน เรียกว่าวัดมงคลโคธาวาส โดยมีพระที่เป็นสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือน หลังออกพรรษาท่านและพระเรือนเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ
       หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้ดั้นด้นไปจนถึง"วัดอ่างศิลา" อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ"หลวงพ่อแตง" เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษาด้านวิปัสนาธุระ ไสยเวทย์มนต์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ " เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง " เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึงได้อำลาพระอาจารย์ "หลวงพ่อแตง" มาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดตนเองพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือน เพื่อนสหาย ณ วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสโดยมีหลวงพ่อเรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด
       จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ย หรือประตูน้ำชลหารพิจิตรในปัจจุบัน ได้เกิดรั่วไม่สามารถปิดกั้นน้ำให้อยู่ได้ไม่ว่าช่างจะซ่อมอย่างไร จนกระทั่งข้าราชการในท้องถิ่นได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ให้ทรงทราบเพื่อขอพึ่งพระบารมีพระองค์ท่าน
        ระหว่างที่ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ยเป็นเวลา ๓ วันนั้น พระองค์ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ เพื่อไต่ถามเรื่องต่างๆ โดยขณะที่หลวงพ่อปานเดินทางเข้าเฝ้าฯ นั้นได้ให้เด็กชายป๊อด ถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วยซึ่งสมัยนั้นแกะจากเขี้ยวเสือจริงๆ เมื่อไปถึงที่ประทับ หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กชายป๊อดที่ถืออยู่ แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำระหว่างทางจนหมดแล้ว
        หลังจากหลวงพ่อปานทราบจึงได้ให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า "พอแล้วหลวงตา"
        สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ

         พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง”เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ” ได้เล่าถึงพระปานไว้ว่า
“พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนา และธุดงควัตร มีพระสงฆ์วัดต่างๆ ไปธุดงค์ด้วยสองร้อยสามร้อย แรกลงไปประชุมที่วัดบางเหี้ย มีสัปบุรุษที่ศรัทธาเลื่อมใสช่วยกันเลี้ยง กินน้ำจืดที่มีไว้เกือบจะหมดแล้วก็ออกเดิน ทางที่เดินนั้น ลงไปบางปลาสร้อย แล้วจึงเวียนกลับขึ้นไปปราจิณ นครนายก ไปพระบาท แล้วเดินลงมาทางสระบุรี ถ้ามาตามทางรถไฟ แต่ไม่ขึ้นรถไฟ เว้นแต่พระที่เมื่อยล้าเจ็บไข้ ผ่านกรุงเทพฯกลับลงไปบางเหี้ย ออกเดินทางอยู่ในแรมเดือนยี่ กลับไปวัดอยู่ในราวเดือนห้าเดือนหก ประพฤติเป็นอาจิณวัตรเช่นนี้มา ๔๐ ปีแล้ว
          คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสก ต้องใช้หมู ปลุกเสกเป่าไปข้อไร เสือนั้นกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้ความลำบาก เหน็ดเหนื่อยในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีก็หนีไปอยู่ในป่าช้า ที่พระบาทฯ (สระบุรี) ก็หนีไปอยู่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ ในการทำอะไรๆ ขาย เวลาแย่งชิงก็ขึ้นไปถึง ๓ บาท ว่า ๖ บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัธยาศัยเป็นคนแก่ใจดีมีกิริยาเรียบร้อย อายุ ๗๐ แล้วยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย มีคนมาช่วยพูด"

           จะเห็นว่า ในพระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสเมืองปราจิณ” ได้เล่าถึง “พระปาน” อย่างละเอียด สิ่งสำคัญยิ่งก็คือ เครื่องรางเขี้ยวเสือที่ทำเป็นรูปเสือ ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ราคาเช่าตัวละ ๑ บาทบ้าง ๓ บาทบ้าง ๖ บาทบ้าง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในสมัยนั้น
ต่อมาท่านได้ไปเรียนวิปัสสนากับพระอาจารย์ที่วัดสมถะ จังหวัดชลบุรีด้วย
หลวงพ่อปาน เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมวินัยเคร่งครัด กิจของสงฆ์หลวงพ่อปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่งคือนำ พระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุก ๆ เช้า นอกจากเจ็บป่วยไป ไม่แล้วท่านปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่ง คือนำพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน และสวดมนต์เป็นคัมภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวัน ๆ ไป กระทั่งสวดปาฏิโมกข์ เหตุดังนี้ในสมัยนั้น พระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก
ด้านสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อเป็นผู้นำในการสร้างถนนจากคลองด่านไปบางเพรียง ถนนจากวัดมงคลโคธาวาสไปวัดสว่างอารมณ์ ถนนจากวัดมงคลโคธาวาสจรดคลองนางหงษ์ ถนนแต่ละสายปัจจุบันได้พัฒนาเป็นถนนถาวรและใช้สัญจร ไปมาจนถึงทุกวันนี้

ด้านความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของหลวงพ่อนั้น เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป เป็นพระอาจารย์ ที่มีญาณแก่กล้าชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ ๕ เครื่องรางของขลัง ของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากและสืบ เสาะหากันจนทุกวันนี้ ท่านคร่ำเคร่งทางวิปัสสนามากและ ธุดงค์อยู่เสมอ ด้วยคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่งของหลวงพ่อที่ได้ประกอบขึ้นไว้ แต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ราษฎรในตำบลใกล้เคียง กระทั่งต่างอำเภอและต่างจังหวัดพากันเคารพนับถือและรำลึก ถึงหลวงพ่ออย่างไม่ เสื่อมคลาย
ก่อนที่หลวงพ่อปานจะมรณภาพนั้น ประชาชนที่มีความเคารพบูชาหลวงพ่อ ได้พร้อมใจกันหล่อรูปท่านขึ้นมาองค์หนึ่ง ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อไว้เป็นที่เคารพบูชา เพราะหลวงพ่อไม่ค่อยได้อยู่วัด ท่านมักจะเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เป็นประจำ จะได้กราบรูปหล่อแทนตัวท่าน แต่เมื่อหล่อรูปแล้วท่านก็ไม่ค่อยจะเข้าวัด ท่านมักจะปลีกตัวไปจำวัดที่พระปฐมเป็นประจำ การที่ท่านไม่อยากเข้าวัดของท่านนั้น อาจเป็นเพราะท่านรู้ล่วงหน้าว่าถึงคราวจะหมดอายุขัยแล้ว ท่านจึงต้องการความสงบในการพิจารณาธรรม แต่ท่านก็ไม่ได้บอกกับใครๆ เมื่อญาติโยมอ้อนวอนมากๆ เข้า ท่านก็บ่ายเบี่ยงไปว่า “เข้าไปไม่ได้ อ้ายดำมันอยู่ ขืนเข้าไปอ้ายดำมันจะเอาตาย” คำว่า “อ้ายดำ” หมายถึงรูปหล่อของท่านนั่นเอง ปัจจุบันนี้รูปหล่อของท่านก็ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมงคลโคธาวาส (วัดคลองด่าน หรือวัดบางเหี้ย) คืออยู่ที่กุฏิของหลวงพ่อซึ่งได้จัดสร้างขึ้นใหม่ และปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มากมาย น้ำมนต์ที่หน้ารูปหล่อของท่านก็มีคนนำไปดื่ม และทองคำเปลวที่รูปหล่อก็มีคนนำไปปิดที่หน้าผาก เพื่อรักษาโรคได้ผลมาแล้วมากมาย


ด้านสมณศักดิ์ หลวงพ่อปาน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ"
ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๕๓ เวลา ๔ ทุ่ม ๔๕ นาที พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔

243
พระผู้อยู่แบบเรียบง่ายแต่มนต์เสน่ห์วิชาอาถรรพ์มนตราพระเวท มหากาพย์ชั้นสูงทีเดียว
   สมัยก่อนผมไปนมัสการ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี  หลวงปู่ชื่นท่านมีเมตตาต่อศิษย์ทุกๆคน
ท่านให้ความช่วยเหลือเหล่าบรรดาลูกศิษย์ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดีมีจนเดือดร้อนมาหา
หลวงปู่ท่านก็ช่วยหมด ผมเคยไปขอให้หลวงปู่ท่านเมตตาลง วิชานกถึดทือ ให้หลวงปู่ท่านถามว่าลงมากี่ครั้งแล้ว ผมตอบว่าลงครั้ง
ที่สองหลวงปู่ท่านบอก "ครั้งหน้าท่านไม่ได้ลงให้แล้วนะ ท่านจะไปต่างประเทศ " (ผมดันนึกไม่ถึงว่าท่านจะละแล้วท่านบอกเป็นนัยๆไว้)
เพราะใจคิดว่าเดี๋ยวมาขอหลวงปู่ท่านลงให้ครั้งที่สาม หลังหลวงปู่ท่านกลับมาก็ได้ จนมาทราบหลังจากนั้นไม่กี่เดือน หลวงปู่ท่านมรณภาพ (ที่ต่างประเทศ ) ที่ผมบอกหลวงปู่ชื่นเป็นพระที่เรียบ ง่ายเพราะท่านเคยเอาโฉนดที่ดิน มาให้ดูซึ่งก็วางไว้ใต้เสื่อที่ท่านนั่งอยู่นั่นละ ซึ่งกุฏิก็
เหมือนที่รูปนั่นละ ท่านนั้นไม่ยึดติด มีแต่โปรดลูกศิษย์ทุกคน ใครมีปัญหาเรื่องค้าขายที่ ก็เอาโฉนดมาฝากให้หลวงปู่นั่งให้ ใครมาปัญหา
เรื่องที่อยู่อาศัย ก็ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ ใช้ตั้งแต่ติดตัว ติดป้ายร้านค้า แก้ไขทางสามแพร่ง หรือแม้แต่เรื่องวิญญาณที่รบกวนหรือส่วนตัว(ลองหาอ่านๆเอานะครับเผื่อมีใครนำมาลงประสบการณ์) ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ไว้หากบูชาด้วยความเคารพศรัทธาหลวงปู่ แล้วเป็นอยู่ในศีลธรรมแล้วจะไม่มีคำว่ายากจน ขัดสน หรืออดอยากเด็ดขาด จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองดียิ่งๆขึ้นไป ถึงขนาดปรารถนาสิ่งใดหากอธิษฐานขอแล้วและไม่เกินวิสัยแล้วละก็จะได้ดังใจ ปรารถนาทุกประการ


244
ตะกรุดมหาโสฬสมงคล หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง
ตะกรุดโสฬสมงคลของท่าน  ถือกันว่าน่าจะมีมูลค่าสูงที่สุดในบรรดาเครื่องรางประเภทตะกรุดด้วยกัน
ตะกรุดมหาโสฬสมงคล ของหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นับว่าเป็นตะกรุดอันดับหนึ่ง
ของจำพวกเครื่องรางของขลังและหายากที่สุด สนนราคาก็สูงที่สุด เมื่อพูดถึงตะกรุดแล้ว ไม่มีคนใดที่เล่นเครื่องรางจะไม่รู้จัก
อย่างน้อยก็ต้องได้ยินคนเล่นเครื่องราง ด้วยกันกล่าวขวัญถึงผู้ใดมีต่างก็หวงแหนเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันขนาดผีสางเทวต่างให้
ความเคารพกันทั้งหมดเลนทีเดียว ส่วนพระปิดตา รุ่นลูกศิษย์ของท่านก็ยังทำต่อมาอีกระยะ
           นอกจากชื่อเสียงอันโด่งดังของหลวงปู่เอี่ยมแล้ว ยังมีศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมจากท่านไล่เรียงกันมาคือ
หลวงปู่กลิ่น จันทรังสี และหลวงพ่อทองสุข อินทสาโร
ในการสร้างความเจริญให้วัด และเป็นปูชนียสงฆ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวนนทบุรีมาจนทุกวันนี้

245
ประวัติหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม แห่งวัดสะพานสูง นนทบุรี
           เกิด  เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีฉลู พ.ศ.2358  เป็นบุตรของ นายนาค  นางจันทร์  พื้นเพเป็นชาวบ้านแหลมใต้ 
  คลองพระอุดม  ปากเกร็ด  นนทบุรี
               อุปสมบท               อายุ 22 ปี  ตรงกับ พ.ศ.2381  ณ พัทธสีมาวัดบ่อ 
               มรณภาพ               วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2438
               รวมสิริอายุ            80 ปี 59 พรรษา     
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359
เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4 คน คือ
1. หลวงปู่เอี่ยม 2. นายฟัก 3.นายขำ 4. นางอิ่ม
            บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด
(วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่
วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่าน
ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม
ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนา
เดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์
หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า
ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตร
เห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้) ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้
มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง
และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น
 "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
       หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่าน
อยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก
ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถาน
แก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น
จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก
เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑
 ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร
โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่
แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม
จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้
ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี
จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม
จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่า
ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตาม
ท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสรฬ"  มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมาก
เป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย
หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้
ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของ
การสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง
 ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม
ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต 
ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยม
ได้ขอร้องท่านว่า  “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว  ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” 
ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า  “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ 
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา
กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า
" มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"
จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึง
ชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม
ฐานประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน
เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์
ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและ
น้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้
และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ

เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัว
ไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา
       
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
               วัตถุมงคลที่ท่านสร้างและได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย คือ พระปิดตา  และตะกรุด  ชนิดและขนาดต่าง ๆ
ส่วนเหรียญนั้นสร้างภายหลังจากท่านมรณภาพแล้ว
               พระปิดตา  เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผง  ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน  มีทั้งประเภท
เนื้อผงคลุกรักจุ่มรัก  และเนื้อผงจุ่มรัก  ส่วนผสมภายในเนื้อพระหลัก ๆ ประกอบไปด้วย ผงพุทธคุณไตรสรณคมณ์ 
ผงพุทธคุณอิติปิโส  ว่านเครื่องยา  ชันยาเรือ  และรัก เป็นต้น  แบ่งเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ชะลูดใหญ่  หรือว่าวจุฬมใหญ่
  พิมพ์ตะพาบ หรือ พิมพ์ว่าวจุฬาเล็ก  พิมพ์พนมมือ มีทั้งหน้าเดียว และสองหน้า

246
ร่วมบุญซ่อมสีพระอุโบสถ์ พระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา
           อาจารย์นำได้ดำริจะสร้างอุโบสถสำหรับวัดดอนศาลา โดยได้ปรึกษาหารือกับบรรดาศิษย์ และได้รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธา
จากการทอดกฐินบ้าง ทอดผ้าป่าบ้าง จึงได้เริ่มสร้างอุโบสถตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ในการดำเนินการก่อสร้างครั้งนี้ พระอุโบสถวัดดอนศาลาสำเร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีที่ท่านถึงแก่มรณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร."
ไว้ที่หน้าบันและขอบประตูหน้าต่างอุโบสถทุกบาน ภายในพระอุโบสถพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็น ค่าจ้างให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระอาจารย์และชาวจังหวัดพัทลุงเป็นอย่างยิ่งอย่างไรก็ตามอุโบสถที่ พระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา ที่ได้สร้างไว้ สีพระอุโบสถได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
ทางคุณสิทธานต์ อุปริสัจกุล จึงมาร่วมบุญซ่อมสีโบสถ์และอาจารย์สุธน ศรีหิรัญจึงไปปรึกษาที่บ้านท่าน คุณวรศักดิ์ อดิเทพวรพันธุ์(เถ้าแก่โกหว่า)จัดบูรณะซ่อมสีพระอุโบสถ และคุณวรศักดิ์ อดิเทพวรพันธุ์(เถ้าแก่โกหว่า)ไปจุดธูปเทียนพิธีบอกกล่าว พระอาจารย์นำ ชินวโร
โดยมอบหมายให้ช่างเริ่มงานหลังจากหมดฝนหลงฤดฝนจนแล้วเสร็จ

247
เมื่อวันที่  ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๙ พระได้หล่อเสร็จเรียบร้อย จึงได้รีบนำเอาพระไปที่วัดดอนศาลา เมื่อกราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบปรากฏว่าท่านรู้สึกดีใจจนเห็นได้ชัด จากนั้นก็ได้นำเอาพระไปวางไว้ในพระอุโบสถวัดดอนศาลา โดยเอาผ้าขาวคลุมพระไว้.ในวันที่๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เมื่อทกอย่างจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เห็นว่าท่านอาจารย์นำ ซึ่งนอนมาหลายวันแล้วเพราะอาพาธอยู่ แต่วันนั้น ท่านกลับลุกขึ้นด้วยความสดชื่นกว่าปกติ แล้วก็ได้เข้าไปจุดเทียนชัย และนั่งเข้าสมาธิเพ่งพลังจิตปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังทางคาถาอาคมของสายใต้เช่น พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง,พ่อท่านหมุน วัดเขาแดง,อาจารย์ พล.ล.ล.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ฯลฯเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง ขณะที่กำลังปลุกเศกอยู่ด้วยความเงียบสงบภายในพระอุโบสถวัดดอนศาลา ท่ามกลางความเงียบที่ทุกคนนั่งชมพิธีอยู่นั้น ได้ปรากฏมีเสียง”เปรี๊ยะ”ดังออกมาจากกองพระเครื่องที่คลุมผ้าขาวในปริมณฑลพิธี แต่เนื่องจากพิธียังไม่เสร็จสิ้นจึงยังไม่มีใครไปเปิดดู. ครั้นเมื่อท่านอาจารย์นำออกจากสมาธิแล้วก็ได้บอกว่า”สำเร็จแล้ว” จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้เข้าไปเปิดผ้าขาวที่คลุมพระเครื่องออกดู เพื่อให้รู้ว่าเสียงดัง”เปี๊ยะ”นั้นมาจากอะไร และเมื่อเปิดผ้าขาวออก ทุกคนเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์กันทุกคนคือ ลังไม้ที่บรรจุพระเครื่องได้แตกออก และพระเครื่องได้กระจายทั่วไป.การที่พระเครื่องซึ่งบรรจุอยู่ในลังไม้ได้กระจัดกระจายเพราะลังไม้แตกนั้น จะเป็นไปเพราะสาเหตุไม่ได้ แต่เป็นไปเพราะพลังจิตที่ท่านอาจารย์นำ และพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมปลุกเศก ได้เพ่งตรงไปรวมที่กองพระเครื่อง และอัดจนแน่น เป็นพลังที่กระทั่งดันลังไม้แตก
  หลังจากเสร็จสิ้นพิธีปลุกเศกนั้น บรรดาลูกศิษย์ก็ได้ประคองพาท่านอาจารย์นำกลับกุฏิ เมื่อถึงกุฏิแล้ว ท่านก็ได้บอกกับบรรดาลูกศิษย์ว่า”อีก ๓ วันพ่อจะไปแล้วนะ”.ครั้นเมื่อ ๓ วันผ่านไปจากวันที่ท่านได้บอกบรรดาลูกศิษย์ คือวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันกำหนดที่ท่านอาจารย์นำได้บอกลาลูกศิษย์ไว้ เวลากลางคืนบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านหลายคนได้ไปหาท่านที่กุฏิ ซึ่งท่านก็ได้สนทนาและบอกลาลูกศิษย์กับชาวบ้านด้วยใบหน้าปกติและสดชื่น ไม่มีแสดงอาการเจ็บปวดจากการอาพาธแต่อย่างใด  ครั้นเมื่อเวลา ๒๒๐๐ น. ท่ามกลางความมืดของกลางคืน ท่านอาจารย์นำได้กล่าวอำลาบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเสียงปกติว่า”พ่อลาแล้ว” จากนั้นท่านก็ล้มตัวลงนอนและละสังขารไปอย่างสงบ และขณะที่ท่านอาจารย์นำได้ละสังขารไปนั้น ท่ามกลางความเงียบสงบของเวลากลางคืน และท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ได้ปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้นมาอีก คือได้ปรากฏมีเสียงบรรเลงแตสังข์กังวาลรอบๆบริเวณวัดดอนศาลา ทั้งๆที่บริเวณนั้น ไม่มีบ้านใครจัดงานบรรเลงเลย แล้วเสียงแตสังข์นั้นมาจากไหน?
    จากที่เขียนมานี้ผมคงไม่ต้องมาสรุปอีกแล้วกระมังครับว่า พระอาจารย์นำแห่งวัดดอนศาลา ศิษย์ปลายเขาอ้อ ท่านผู้นี้น่าเคารพกราบไหว้เพียงใด และรูปเหมือนของท่านรุ่นนี้ ซึ่งเป็นรุ่นแรก รุ่นเดียวและรุ่นสุดท้าย สมควรที่จะนำมาบูชากันได้แล้วใช่ไหมครับ
    ลักษณะของรูปเหมือนรุ่นนี้ช่างได้แกะพิมพ์ได้อย่างสวยงาม และเหมือนองค์จริงของท่านมาก การพริ้วของผ้าสังฆาฎิและริ้วจีวรดูเป็นธรรมชาติ เป็นรูปเหมือนของท่านอาจารย์นำ นั่งสมาธิพาดสังฆาฏิ มือประสานวางบนหน้าตัก ที่ฐานด้านหน้าเขียนว่า”ชินวโร” ซึ่งเป็นฉายาของท่านอาจารย์นำ  ด้านหลังมีตอกโค้ดตัว”นะ”ไว้ที่ปลายสังฆาฏิในรูปวงกลม สำหรับตัว”นะ”ของท่านอาจารย์นำ เป็นลักษณะเฉพาะของท่าน ไม่เหมือนกับ”นะ”ของพระเกจิอาจารย์ท่านอื่น  ส่วนที่ฐานเป็นอักขระขอม ส่วนบริเวณก้นหรือฐานด้านล่างได้เจาะเป็นช่องว่างบรรจุผง
อนันตคุณ ซึ่งเป็นผงวิเศษที่ท่านอาจารย์นำ ได้เพียรพยายามสร้างมานาน แล้วก็ใช้แผ่นเงินอุดปิดทับไว้ ที่เป็นแผ่นเงินซึ่งอุดปิดทับไว้ก็จะเป็นตัวหนังสือเขียนว่า”ชินวโร”เช่นกัน
    ประสบการณ์ของรูปเหมือนของท่านอาจารย์นำรุ่นนี้มีครบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาด และคงกระพัน มีคนเขาเจอกันมามากแล้ว  ปัจจุบันยังเล่นหากันอยู่ในหลักพันอ่อนๆ แต่ถ้าช้ากว่านี้ก็เป็นการแน่นนอนว่าราคาจะต้องถีบตัวสูงเหมือนกับเหรียญของท่านอีก และของก็ไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยด้วย
      ความดีของเรื่องนี้ขอมอบเพื่อเป็นการเทิดเกียรติคุณของพระอาจารย์นำ และขอขอบคุณ”คุณสุธน ศรีหิรัญ”เป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลในครั้งนี้ด้วยครับ

248
รูปเหมือนพระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา(นำ แก้วจันทร์) รุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย   
       วัตถุมงคลของท่านจัดได้ว่าเป็นผู้มีพลังจิตสูง มีอำนาจญาณสมาบัติที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อันให้ประจักษ์
ต่อสายตาของชาวบ้านให้เห็นกันมาแล้ว เพราะว่าอภินิหารของพระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จังหวัดพัทลุง ท่านผู้นี้มี
ผู้ประสบกันมาหลายท่านเมื่อครั้งสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และชาวบ้านเหล่านั้นย่อมยืนยันถึงความจริงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
      พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์แห่งวัดดอนศาลา จังหวัดพัทลุง
เป็นศิษย์สืบสายวิทยาคมมาจากสำนักเขาอ้อ อันเป็นสำนักพุทธาคมอันกระเดื่องนามของภาคใต้ที่มีการสืบทอดตำราต่อๆกัน
มาตั้งแต่ครั้งยุคสมัยศรีวิชัย พระอาจารย์นำได้เรียนวิทยาคมสายเขาอ้อมาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยศึกษากับท่านอาจารย์เกลี้ยง
แก้วจันทร์ผู้เป็นบิดา ก่อนที่จะมรณภาพท่านอาจารย์เกลี้ยงได้นำเอาบุตรชายไปฝากเรียนวิทยาคมกับท่านอาจารย์ทองเฒ่า
ที่วัดเขาอ้อ ซึ่งวิชาอาคมสายเขาอ้อนั้น ท่านอาจารย์นำได้เรียนมาจนจบทุกกระบวนการอย่างช่ำชองและทำได้ขลังยิ่งนัก
จนเป็นที่นับถือของศานุศิษย์และชาวบ้านทั่วไป
         พูดถึงอำนาจพลังจิตของท่านอาจารย์นำแล้วมีความแก่กล้ามากขนาดว่าแสดงอภินิหารให้เห็นกันด้วยตากันอย่างจะๆ
คุณสุธน ศรีหิรัญ เคยเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งที่คุณสุธนเคยไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์นำก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น
ท่านอาจารย์นำได้เอาผงมาเขียนตัว”นะ”บนฝ่ามือของท่าน แล้วก็เพ่งและเป่าไปยังเสาไม้ในกุฎิ ปรากฏว่าตัว”นะ”
ที่อยู่ในมือของท่านอาจารย์นำในตอนแรก ได้ไปติดอยู่ที่เสากุฏิอย่างน่าอัศจรรย์
    และมีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนกินน้ำมันงาซึ่งเป็นวิชาแขนงหนึ่งของสายเขาอ้อ คุณสุธนได้เอาน้ำมันงาใส่ในถ้วยตะไลจนปริ่ม
 แล้วก็ประคองยื่นให้ท่านอาจารย์นำ ซึ่งท่านก็รับเอาถ้วยน้ำมันงานั้นไปบริกรรมปลุกเศกอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งแล้วก็ส่งคืนให้คุณสุธน
 ซึ่งคุณสุธนได้ยื่นมือไปรับและค่อยๆประคองถ้วยน้ำมันงา เพราะกลัวว่าน้ำมันงาจะหก แต่ปรากฏว่าน้ำมันงาในถ้วยตะไลที่เหลว
ในตอนแรกนั้น กลับแข็งเป็นก้อนรูปถ้วย ทั้งๆที่น้ำมันงานั้นแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นวันเป็นคืนก็ไม่มีวันแข็งได้ เวลาเอาช้อนตักใส่
ปากกินก็เหมือนการกินวุ้นอย่างนั้นแหละ
    แม้บางครั้งที่ลูกศิษย์ของท่านซึ่งอยู่ที่จังหวัดตรัง มีเรื่องเดือดร้อน จึงได้จุดธูปอธิษฐานขอให้ท่านอาจารย์นำช่วย
ท่านยังสามารถรู้ได้ถึงการขอความช่วยเหลือจากศิษย์ของท่าน โดยท่านจะรู้สึกว่ามีกลิ่นธูปลอยมาปะจมูกจนได้กลิ่น

การสร้างรูปเหมือนขนาดเล็กของท่านอาจารย์นำ ได้สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙โดยคณะผู้จัดสร้างได้มีความประสงค์นำเอารายได้จากการบูชาไปสร้างถาวรวัตถุในวัดดอนศาลาเป็นการกุศล จึงได้กราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างครั้งนี้
        เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้นั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า”ถ้าจะสร้างก็ต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะชีวิตอาตมาใกล้เข้ามาแล้ว เกรงจะไม่ทันการ” ทำเอาคณะผู้จัดสร้างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เพราะว่าขณะนั้นท่านอาจารย์นำก็กำลังอาพาธอยู่แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า”การสร้างนั้นเป็นสิ่งดี เพราะจะได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ขอให้รีบทำเถิด” จากนั้นท่านก็ขอให้คณะผู้จัดสร้างนำเอาแผ่นโลหะมาให้ท่านเพื่อที่จะลงยันต์เป็นเชื้อชนวนในการสร้าง  หลังจากที่ได้นำเอาแผ่นโลหะจำนวนมากไปให้ท่านอาจารย์นำตามที่ต้องการแล้ว ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๙ คณะผู้จัดสร้างก็ได้เดินทางไปรับแผ่นยันต์จากท่าน ซึ่งแผ่นยันต์เหล่านั้นท่านอาจารย์นำได้ลงไว้อย่างเรียบร้อย และได้กล่าวว่า”ลงให้สุดท้ายแล้ว”.นอกจากแผ่นยันต์ที่ท่านอาจารย์นำได้ลงจารให้ไว้ ยังมีชนวนศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง พร้อมทั้งพระบูชาสมัยเก่าที่ชำรุด และโลหะสมัยบ้านเชียงอีกเป็นจำนวนมากซึ่งคณะผู้สร้างได้นำไปถวายท่านอาจารย์นำปลุกเศกอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการหล่อหลอม และท่านก็ได้รับปลุกเศกพร้อมกับกล่าวว่า”ขอให้สร้างให้เสร็จเดือนหน้า เพราะใกล้เต็มที่แล้ว”(หมายถึงเดือนกันยายน) แต่ปรากฏว่า การดำเนินการสร้างในครั้งนั้นไม่อาจที่จะสร้างสิ้นในเดือนกันยายนได้ เพราะการจัดสร้างได้ทำอย่างพิถีพิถันที่สุด คณะผู้จัดสร้างจึงได้เดินทางไปกราบเรียนท่านอาจารย์นำว่า พระยังไม่เสร็จ เมื่อกราบเรียนแล้วปรากฏว่าท่านอาจารย์นำได้นั่งนิ่งไม่พูดว่าอะไร ตามองออกไปข้างหน้าในลักษณะที่ยากจะคาดเดาได้ว่าท่านคิดอย่างไร ทำเอาคณะที่ไปครั้งนั้นอึดอัดใจไปตามๆกัน ท่านนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กล่าวว่า”เอาเถอะ!อย่าให้เกินเดือนตุลาคม พ่อจะรอ ถ้าเกินจากนั้นไม่รอแล้ว”.จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้กลับไปดำเนินการสร้างต่อไป ซึ่งในการสร้างได้พิถีพิถันเรื่องเนื้อพระจะต้องออกมาสวยงามจึงต้องเพิ่มทองคำและเงินลงไปอีกจำนวนมาก จนได้เนื้อเป็นที่พอใจ จากนั้นก็ได้เริ่มเทหล่อพระ

249
การสร้างอุโบสถ อาจารย์นำได้ดำริจะสร้างอุโบสถสำหรับวัดดอนศาลา โดยได้ปรึกษาหารือกับบรรดาศิษย์ และได้รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธา จากการทอดกฐินบ้าง ทอดผ้าป่าบ้าง จึงได้เริ่มสร้างอุโบสถตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ในการดำเนินการก่อสร้างครั้งนี้ พระอุโบสถวัดดอนศาลาสำเร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีที่ท่านถึงแก่มรณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." ไว้ที่หน้าบันและขอบประตูหน้าต่างอุโบสถทุกบานภายในพระอุโบสถพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าจ้างให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระอาจารย์และชาวจังหวัดพัทลุงเป็นอย่างยิ่ง

250
ประวัติพระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา(นำ แก้วจันทร์)

           พระอาจารย์นำ ชินวโร เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือนเก้า (สิงหาคม) พ.ศ.2434 ที่บ้านดอนนูด ตำบลปันแต
(บ้านดอนนูดมีอาณาเขาติดต่อกับ 3 ตำบล คือ ตำบลปันแต ตำบลควนขนุน ตำบลมะกอกเหนือ) เป็นบุตรของนายเกลี้ยง นางเอียด แก้วจันทร์ มารดาได้เสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็กอยู่ (หลังจากคลอดบุตรหญิงคนสุดท้อง) บิดาเป็นอาจารย์ที่เก่งกล้าทางไสยศาสตร์ ดังนั้นพระอาจารย์นำ จึงได้มีโอกาสศึกษาวิชาทางไสยศาสตร์เบื้องต้นแต่เยาว์วัย นอกจากนั้น บิดายังได้นำไปฝากให้ศึกษาวิชาเวทมนตร์คาถากับพระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมากสมัยนั้น ประวัติพระเกจิอาจารย์
           พระอาจารย์นำ อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดดอนศาลา มีพระครูอินทรโมฬี วัดปรางหมู่นอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูดิษฐ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ อยู่ศึกษาวิชาทางธรรมและพระคาถาอาคม ฝึกฝนวิปัสสนากับพระครูสิทธยาภิรัตในระหว่างอุปสมบทได้ 6 พรรษา จึงลาสิกขาแล้วได้สมรสกับนางสาวพุ่ม มีบุตรชาย หญิง ด้วยกัน 4 คนจนกระทั่ง พ.ศ.2506 พระอาจารย์นำ ได้ป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ได้มีลูกศิษย์ของท่านประทับทรงหลวงพ่อที่วัดเขาอ้อ (บ้างก็ว่าท่านฝันเห็นพระอาจารย์ทองเฒ่า) บอกว่าหากจะให้หายป่วยจะต้องบวช ซึ่งท่าน"อาจารย์นำ"ก็รับว่าถ้าหายป่วยแล้วจะบวชทันที ปรากฏว่าอาการป่วยของท่านก็หายเป็นปกติ ดังนั้น"พระอาจารย์นำ"จึงได้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่งที่วัดดอนศาลา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2506 และได้อยู่ในเพศบรรพชิตตลอดมาจนถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2519 รวมอายุได้ 85 ปี ต่อมาในปี 2520 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2520
           พระอาจารย์นำ เป็นผู้มีจิตเมตตา กรุณา มีอุเบกขา ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่พบเห็น ท่านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อสังคมโดยส่วนรวมมากมาย และยังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์ปัจจุบัน ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ดังจะเห็นได้จาก เมื่อพระอาจารย์นำยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จและทรงเยี่ยมอาการป่วยของท่าน โปรดประทับอยู่ในกุฏินานถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระอาจารย์นำเป็นอย่างยิ่ง

251
สุดเหลือเชื่อ พระกริ่งรุ่นแรก รุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายของ หลวงพ่อบัว จองหมดภายใน อาทิตย์เดียว
เพื่อฉลองเจตนาของ คณะศิษยานุศิษย์ที่จะร่วมสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์
พระอาจารย์บัว เจ้าอาวาสวัดศรีบูรพาราม จึงอนุญาติให้คณะศิษย์สร้งพระกริ่งขึ้นมาชุดหนึ่ง ท่านตั้งชื่อให้ว่า
“พระกริ่งมงคลมหาเศรษฐี” ท่านให้สร้างเป็นครั้งแรกครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพื่อนำปัจจัยที่ได้ไปสมทบทุนสร้างศาลหลังใหญ่ให้เสร็จเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระที่ท่านจะมีอายุครบ ๗ รอบหรือ ๘๔ ปีไปพร้อมกัน โดยท่านกำหนดให้เททองหล่อที่หน้าศาลาหลังใหญ่ ในวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ เวลาเช้าก่อน ๙ นาฬิกา ซึ่งเป็นฤกษ์มหาเศรษฐี โดยท่านเป็นผู้คำนวนฤกษ์เอง เพื่อจะบันดาลให้ผุ้ที่เคารพนำไปใช้บูชาแล้วร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมาเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี สมดังสมญานามของท่านที่ว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” นอกจากกำหนดให้เททองหล่อแบบโบราณทุกองค์ทุกเนื้อแล้ว ท่านยังขอใช้แบบพระกริ่งชินบัญชรอันโด่งดังของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง เป็นต้นแบบ แต่ให้เปลี่ยนบัวที่ฐานเป็นบัวเท้าช้าง คณะศิษย์ ได้สร้างพระกริ่ง เพื่อหล่อให้ทัน ตอนหลวงพ่อบัวจะมีอายุครบ ๘๐ ปี หรือเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว ท่านพิจารณาแบบที่ทำมาให้ปรากฏว่าถูกใจและกรรมการทุกคนก็เห็นชอบ แต่แล้วหลวงพ่อบัวก็เปลี่ยนใจในวันนั้นโดยบอกแต่เพียงว่า “ยังไม่ถึงเวลา” จนอีก ๔ ปีต่อมาคือเมื่อปลายปี ๒๕๕๑ ท่านบอกคณะศิษย์ว่า ถึงเวลาแล้วเจ้าของเขาอนุญาตแล้ว ป่าไม้อ้วน จึงติดต่อให้คุณชินพร ขึ้นไปทำสัญญากับวัด เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ พร้อมทั้งนำพระตัวอย่างที่หล่อแบบโบราณทั้ง ๔ พิมพ์ ไปให้คณะกรรมการพิจารณา ก็ถูกใจและทำสัญญากันในวันนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ มกราคม อันเป็นวันเปิดศักราชใหม่ของปี ๒๕๕๒ คุณชินพรได้โทรไปถามป่าไม้อ้วนเรื่องยอดการจองพระ ปรากฏว่าพระชุดนี้ได้ ถูกจองหมดทุกเนื้อ และปิดจองแล้ว คุณชินพร  ถึงกับอุทานว่า เหลือเชื่อจริงๆ ผมสร้างพระกริ่งมาหลายรุ่นหลายวัดก็ไม่หมดเร็วขนาดนี้ คงจะเหมือนคำพูดของหลวงปู่ทิมที่เคยพูดให้ศิษย์หลายคนได้ยินกันว่า “พรเขาจะทำพระกริ่ง ดังอีกครั้งอีก” คุณชินพร จึงบอกว่าคงจะเป็นรุ่นนี้แน่ๆ พระกริ่งมงคลมหาเศรษฐีของหลวงพ่อบัวที่จะเททองหล่อแบบโบราณและเข้าหุ่นด้วยดินไทยในวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ และ เสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒
เมื่อวันที่ ๑๐-๑๑-๑๒ เมษายน ที่ผ่านมา พระอาจารย์บัว หรือ พระครูสังฆกิจบูรพา ได้ทำพิธีเททอง ชุดมงคลมหาเศรษฐี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ ๘๓ ปี เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมานี้ เป็นการสร้างพระกริ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของจังหวัดตราดท่ามกลางความวิตกกังวลของศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือท่าน เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่ดีเปรสชั่นเข้าสู่ประเทศไทยเกือบทั่วทุกภาคโดยเฉพาะภาคตะวันออก ด้วยความวิตกกังวลกลัวงานเททองหล่อพระกริ่งสำคัญครั้งนี้จะต้องล้มเหลว เพราะฝนเป็นอุปสรรคต่อการเททองหล่อพระ แต่อาจารย์บัว พูดคำเดียวว่า “ไม่ตก” ถึงกระนั้นหลายคนก็ยังไม่มั่นใจ ถามท่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านก็พูดคำเดียวอีก “หื่อ!” อันเป็นคำพูดที่ลูกศิษย์เกรงกันมาก เพราะคำ “หื่อ” ของท่านนั้นคล้ายกับพูดว่า “ไม่เชื่อหรือ?”จนวันที่ ๘ เมษายน ซึ่งโรงหล่อ “ขุน – ชิน ช่างหล่อ” ผู้รับงานยกทีมงานมาถึงวัดแล้วฝนก็ยังตกอยู่ตลอดทั้งวัน แต่พอวันที่ ๙ เมษายน ช่างต้องก่อเตาเผาหุ่นและเริ่มหลอมทองเนื้อพระกริ่งในค่ำนั้น คณะช่างก็ยังวิตกกังวลอยู่เพราะถ้าฝนตกลงมาก็จะเททองตามฤกษ์ยามในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ไม่ได้ แต่ศิษย์อาจารย์บัวต่างยืนยันว่า หลวงพ่อว่าไม่ตกก็ไม่ตกหรอก ...เชื่อใจได้ ช่างขุนหัวหน้าช่างถึงกับเอ่ยปากบนกับท่านว่า “ถ้าคืนนี้, พรุ่งนี้ไม่ตก ต้องไปกราบตีนท่าน”
แล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ตั้งแต่ค่ำวันที่ ๙ เมษายน อันเป็นวันที่ต้องจุดไฟเผาหุ่นและหลอมทอง ฝนไม่ตกในบริเวณพิธี แต่พ้นกำแพงวัดออกมา ฝนตกหนักเป็นพักๆ เป็นอย่างนี้ตลอดทั้ง ๓วัน จนเทพระกริ่งทั้งหมดเสร็จสิ้นของบ่ายวันที่ ๑๑ เมษายน๒๕๕๒ ฝนจึงตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา คล้ายกับอั้นมานาน เหมือนกับการเททองพระกริ่งชินบัญชร ของหลวงปู่ทิม อิสริโกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๗ อย่างไรอย่างนั้นโดยเช้าวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันเททองเวลา ๘.๐๙น. เมื่อพราหมณ์เริ่มอ่านโองการ และขณะเดียวกันคุณชินพร
กกล่าวอัญเชิญหลวงปู่ทิม อิสริโก ... พระอาทิตย์ในเวลาเช้าซึ่งมีเมฆปรกคลุมได้เกิดรุ้งกินน้ำขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งไม่น่าจะเกิดรุ้งได้เพราะแสงอาทิตย์ยังไม่แรง อีกทั้งมีเมฆมาบดบัง แต่ก็เกิดรุ้งกินน้ำขึ้นจนได้ และในเวลาต่อเนื่องกันได้กลายเป็นพระอาทิตย์ทรงกรดอย่างมหัศจรรย์ เป็นที่ปิติยินดี อัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่ร่วมอยู่ในพิธีทุกคนวัตถุมงคลชุดมงคลมหาเศรษฐี ทุกองค์ทุกเนื้อเททองแบบดินไทยโบราณ ในเทวีฤกษ์ เป็นวันอำมฤตโชค ชัยโชค ราชาโชค ทั้งพระกริ่ง, พระชัยวัฒน์, พระปิดตามหาลาภ และ พระสังกัจจายน์ เข้าหุ่นด้วยดินไทยรวม ๒๘๔ กระบอก มีองค์พระรวมทั้งสิ้นประมาณ ๘,๐๐๐ องค์ เททองกันถึง ๒ วันเต็ม องค์พระสมบูรณ์เกือบทั้งหมดพระชุดมงคลมหาเศรษฐี ทั้งหมด สั่งจองกันหมดแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือน มกราคม ๒๕๕๒ และจะรับพระได้หลังออกพรรษา ราวปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๒

อย่างไรก็ตาม นอกจากของดีที่หลาย ๆ คนเสาะแสวงหาแล้ว พระครูสังฆกิจบูรพา หรือพระอาจารย์บัว ยังได้รับการขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ภาคตะวันออกอีกด้วย เนื่องจาก เคยมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงพ่อไปตีเป็นเลข เด็ดเสี่ยงโชค ปรากฏว่าถูกหวยรวยกันเละมาแล้ว พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้มและยืนยันไม่ได้สนับสนุนบอกใบ้ให้เลขใครทั้งสิ้น ถือว่าใครที่มีโชคลาภแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ก็เป็นผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ทีมงานของเราว่า หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่านับถืออีกรูปหนึ่งในจังหวัด หลายคนมองว่าท่านให้เลขเด็ดแม่นนั้น ขอบอกไว้เลยอย่าไปขอเสียให้ยาก ท่านไม่เคยสนับสนุนใครให้เล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคทั้งสิ้น ท่านเคยพูดว่ามันเป็นสิ่งงมงาย ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มากราบท่านจะมาถวายสิ่งของ หรือขอของดี หรือให้พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา แต่มีบางรายหัวใสจำคำพูดหรือกิริยาท่าทางไปตีเลขเด็ดเสี่ยงโชคถูกก็มี ไม่ถูกก็มี มีแต่หลวงพ่อแนะนำให้ชาวบ้านขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ใจต้องสู้ หากคนเราใจมันท้อถอยก็แพ้เลย ยิ่งไม่ขยันทำงานทำการก็อยู่ไม่รอดแน่ ต้องพยายามประหยัดและอดออมกันจะได้มีเงินใช้จ่าย อย่าไปงมงายกับเลขเด็ดเลย นั่นเป็นเพราะบุญเก่าและแต่ละคนมีโชคลาภวาสนาไม่เหมือนกัน

252
ทางด้าน น.ส.พัด (สงวนชื่อและนามสกุลจริง) อาชีพค้าขายไม่ห่างจากวัดมากนัก ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ศรัทธา บอกว่า มากราบหลวงพ่อบ่อยมาก ขอน้ำมันงาดิบของท่านไปพกติดตัว ข้าวของขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ยิ่งด้านโชคลาภด้วยยิ่งชะงัดนัก หลังจากได้น้ำมันงาดิบกลับไปฝันตีเป็นเลขเสี่ยงโชคถูกเลขท้าย 3 ตัวบนตรงเผงมาแล้ว 7 งวดซ้อน
"เทพเจ้าแห่งโชคลาภภาคตะวันออก" เป็นฉายานามที่ลูกศิษย์ขนานนามให้ "หลวงปู่บัว ถามโก" หรือพระครูสังฆกิจบูรพา หรือพระอาจารย์หลวงปู่บัว ถามโก เจ้าอาวาสวัดศรีบูรพาราม หรือวัดเกาะตะเคียน หมู่ ๑ ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด

หลวงปู่บัว ถามโก เป็นพระเกจิอาจารย์ที่กำลังมาแรงที่สุดท่านหนึ่ง ณ ขณะนี้ แรงด้วยประสบการณ์ ด้วยเหตุที่ว่า เคยมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงพ่อไปตีเป็นเลขเด็ดเสี่ยงโชค ปรากฏว่าถูกหวยรวยกันมาแล้ว พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้ม และยืนยันไม่ได้สนับสนุนบอกใบ้ให้เลขใครทั้งสิ้น ถือว่าใครที่มีโชคลาภแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน

ในปีที่วัดจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ ใครเลยจะคิดว่า เหรียญที่สร้างเพื่อแจกญาติโยมที่ไปร่วมงานปิดทอง ชนิดที่เรียกว่าใครทำบุญ ๕ บาท ๑๐ บาท ก็จะได้รับมอบเหรียญเป็นที่ระลึก ๑ เหรียญ บางรายอาจจะขอไปฝากลูกหลาน หลวงปู่ก็แจกให้ วันนี้มีการเช่าหากันหลักหมื่นต้นๆ และมีการทำของปลอมออกมาขายจำนวนมาก

นายณรงค์ศักดิ์ พวงกุหลาบ หรือ “บอย บีเอฟซี ๙๙” เจ้าของธุรกิจเกี่ยวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ผู้สะสมเหรียญหลวงปู่บัว บอกว่า เหรียญนี้ถือว่ารุ่น ๑ ของหลวงปู่บัว มีการสร้างออกมา ๒ เนื้อ คือ เนื้อทองคำสร้างไม่เกิน ๑๐ เหรียญ ใครอยากได้เนื้อนี้ในยุคนั้นต้องขออนุญาตเอง ส่วนเนื้อทองแดงนั้นสร้างประมาณ ๒๐,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองแดงมี ๒ บล็อก คือ บล็อกธรรมดา กับบล็อกแก้มขีดหรือคอขีด

ก่อนงานปิดทองทางวัดได้นิมนต์พระมาปลุกเสก ๙ รูป หลังหลวงปู่ปลุกเสกมาตลอด โดยเฉพาะเหรียญที่เหลือหลวงปู่บัวได้เสกอีกหลายครั้ง หลายวาระ ในครั้งนั้นใครทำบุญตามศรัทธาก็จะได้รับแจกเหรียญไม่จำกัดจำนวน หลังจากจบงานปิดทองฝังลูกนิมิตปรากฏว่ามีเหรียญเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ทางคณะกรรมการวัดจำนำออกจำหน่ายในราคาเหรียญละ ๑๐ บาท ซึ่งกว่าจะหมดใช้เวลาอยู่หลายปี

เมื่อเวลาผ่านไปเหรียญรุ่นนี้เริ่มแสดงประสบการณ์ ทั้งด้านแคล้วคลาด ค้าขาย รวมทั้งเมตตาโชคลาภเป็นเลิศ ราคาเหรียญก็เริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อยู่ในหลักร้อยเท่านั้น ปัจจุบันอยู่ที่หลักหมื่น

สำหรับเหรียญที่มีการจารมือราคาอยู่ที่ ๓-๕ หมื่นบาท ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับยุคและจำนวนตัวอักขระที่จารด้วย ยิ่งจารมากราคายิ่งแพง เหรียญสวยไม่มีจารถูกกว่าเหรียญไม่สวยแต่มีจาร แต่ถ้าสวยและมีจารราคาอยู่ในหลักไม่ต่ำกว่า ๓ หมื่น ซึ่งนับวันจะหายากขึ้น นอกจากนี้แล้ววัตถุมงคลของหลวงปู่บัวทุกรุ่นตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบัน ล้วนได้รับความนิยม

253
ประวัติ หลวงปู่บัว ถาวโกวัดศรีบูรพาราม หรือ วัดเกาะ ตะเคียน

หมู่ 1 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด
เป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าเลื่อมใสในดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย หากเอ่ยชื่อวัดในภาคอื่น ๆ น้อยคนนัก
ที่จะเคยได้ยินชื่อหรือรู้จัก แต่หากเป็นคนพื้นเพใกล้เคียง แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
เพราะความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ใน “ของดี” ของวัดแห่งนี้เลื่องลือไปทั่วแดนตะวันออก

เดิมวัดศรีบูรพารามเป็นสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่รูป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2500
มีญาติโยมและชาวบ้านที่ศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาใช้ชื่อว่า “วัดเกาะตะเคียน” ทำการฝังลูกนิมิต
เมื่อปี พ.ศ. 2524 และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศรีบูรพาราม” จวบจนปัจจุบัน
วัดแห่งนี้มีเจ้าอาวาสรูปแรกและปัจจุบันคือ พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว อายุ 82 ปี เดิมนั้นท่าน
ชื่อ บัว มารศวารี เกิดวันเสาร์เดือน 5 ปีขาล ตรงกับขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 พ.ศ. 2469 เป็นบุตรของ นายเชี๋ยและนางเตี่ยน
ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 3 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด ตั้งแต่วัยหนุ่มท่านชอบศึกษาความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพร
และเชี่ยวชาญด้านช่างไม้ ช่างปูน ช่างปั้น จวบจนอายุครบ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบุบผาราม ต.วังกะแจะ
โดยมีพระครูคุณวุฒิพิเศษ วัดบุบผารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวัตรรัตนวงษ์สิทธิ์ วัดหนองบัว เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเรื่อยมา จนใน พ.ศ. 2505 ก็ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะตะเคียน พ.ศ. 2508
สอบได้ชั้นนักธรรมเอก และ พ.ศ. 2513 เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสังฆกิจบูรพา ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลวังกะแจะ

“สมัยก่อนการศึกษาด้านภาษาบาลียังไม่แพร่หลายมากนัก ขาดครูผู้สอน อาตมาจึงหันไปศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ รวมทั้ง
คาถาอาคมจากพระครูคุณวุฒิพิเศษ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้เคารพนับถือ โดยเฉพาะวิชาหัวใจ 108 ทำให้รู้ถึงขั้นตอน
และกรรมวิธีการทำน้ำมันงา ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน อาศัยเรียนกับโยมชื่อ นายเสียง
เป็นคนหมู่บ้านหนองโพง ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า ทีแรกโยมพาลูกชายมาฝากไว้กับ
อาตมาที่วัดเพื่อให้เรียนวิชา แต่ลูกชายแกไม่สนใจ แกกลัววิชาจะสูญหาย จึงถ่ายทอดให้อาตมาจนหมดไส้หมดพุง
ก็ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้”

พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว กล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตาและเล่าต่อว่า “สมัยก่อนนักเลงมีเยอะ
โดยเฉพาะพวกคนมีสีชอบรังแกชาวบ้าน อาตมาก็ทำพระเครื่องขึ้นมาแจกให้ญาติโยมพกติดตัว จนไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท
กับทหาร ถูกชักปืนจ่อยิง เหลือเชื่อ ปืนไม่ลั่น จนสามารถจับทหารดำเนินคดีติดคุกได้ จากนั้นมาชาวบ้านรู้ข่าวก็เดินทางมา
ขอของดี ก็แจกจนหมดไม่มีเหลือ เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน เมื่อก่อนทำใส่ไว้ในพานตั้งทิ้งไว้บนศาลาไม่เห็นมีใครสนใจ
อยากได้เลย พอลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้พักเดียวมาเอาไปจนหมดเกลี้ยงเลย”

อย่างไรก็ตาม นอกจากของดีที่หลาย ๆ คนเสาะแสวงหาแล้ว พระครูสังฆกิจบูรพา หรือพระอาจารย์บัว ยังได้รับการขนานนามว่า
 “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ภาคตะวันออกอีกด้วย เนื่องจาก เคยมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงพ่อไปตีเป็นเลข
เด็ดเสี่ยงโชค ปรากฏว่าถูกหวยรวยกันเละมาแล้ว พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้มและยืนยันไม่ได้สนับสนุนบอกใบ้ให้เลขใครทั้งสิ้น
ถือว่าใครที่มีโชคลาภแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน

นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ก็เป็นผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ทีมงานของเราว่า
หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่านับถืออีกรูปหนึ่งในจังหวัด หลายคนมองว่าท่านให้เลขเด็ดแม่นนั้
น ขอบอกไว้เลยอย่าไปขอเสียให้ยาก ท่านไม่เคยสนับสนุนใครให้เล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคทั้งสิ้น ท่านเคยพูดว่ามัน
เป็นสิ่งงมงาย ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มากราบท่านจะมาถวายสิ่งของ หรือขอของดี หรือให้พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล
ท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา แต่มีบางรายหัวใสจำคำพูดหรือกิริยาท่าทางไปตีเลขเด็ดเสี่ยงโชคถูกก็มี ไม่ถูกก็มี มีแต่หลวงพ่อแนะนำ
ให้ชาวบ้านขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ใจต้องสู้ หากคนเราใจมันท้อถอยก็แพ้เลย ยิ่งไม่ขยันทำงานทำการก็อยู่ไม่รอดแน่
ต้องพยายามประหยัดและอดออมกันจะได้มีเงินใช้จ่าย อย่าไปงมงายกับเลขเด็ดเลย นั่นเป็นเพราะบุญเก่าและแต่ละคน
มีโชคลาภวาสนาไม่เหมือนกัน

จ.อ.บุณณะ บุญกิตติเจริญ อดีตทหารเรือเลือดน้ำเค็ม ศิษย์เอกก้นกุฏิของหลวงพ่อหัวร่อร่า ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
ตนลาออกจากราชการทหารตั้งแต่ปี 2516 ย้ายมาอยู่ข้างวัดแห่งนี้หลายปีและคอยรับใช้หลวงพ่อมาตลอด ที่ผ่านมา
ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายแบบให้ญาติโยมเช่าบูชาหารายได้บูรณะและพัฒนาวัด เท่าที่จำได้ก็มี
1. พระผงสี่เหลี่ยมเล็ก พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ หลังพลอย ปัจจุบันไม่มีแล้วและหายากมาก พวกลูกศิษย์จะหวงกันมาก
2. พระผงสี่เหลี่ยมใหญ่ พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ
3.พระปิดตาเจริญพร พิมพ์ใหญ่ เนื้อว่านสีดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา
4. พระปิดตาเจริญพร พิมพ์เล็ก เนื้อผงดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา
5. พระปิดตาหน้าทองพรายกุมาร
6. เหรียญนั่งพาน
 7. ตะกรุดโทนยาว 5 นิ้ว รุ่นแรกสร้างเพียง 99 ดอก รุ่นนี้เคยมีประสบการณ์ กำนันชื่อดังเคยพกติดตัวไปมีเรื่อง
ทะเลาะวิวาทในร้านอาหาร แต่ปืนคู่อริยิงไม่ออก จากนั้นมาจึงมีการสร้างรุ่น 2 ขึ้นมาอีก 1,000 ดอก นอกจากนี้ยังมี
ตะกรุดโทนยาว 3 นิ้ว สร้างไว้ 600 ดอก 8. เหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 หน้าหนุ่ม ปัจจุบันวัตถุมงคลพวกนี้ยังพอหาเช่าบูชาได้

“ของพวกนี้มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ประมาณปี พ.ศ. 2527 ทหารเรือทะเลาะกับทหารอากาศ
ยิงปืนใส่ 3 นัด แต่ยิงไม่ออก ตำรวจเก็บลูกปืนไว้เป็นหลักฐาน เมื่อคดีสิ้นสุดลองเอามายิงดู ปรากฏว่าลั่นเปรี้ยงทุกนัดเลย
อีกรายปี พ.ศ. 2542 ชาวบ้านเช่าพระปิดตาพิมพ์เล็กไปลองเอาปืนอาก้ายิงใส่หลายนัด แต่ไม่ถูกองค์พระสักนัดเดียว
ตั้งแต่บัดนั้นก็ขึ้นคอบูชาติดตัวมาตลอด วันหนึ่งเขาไปธุระฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแล้วถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ โทรศัพท์บอก
แม่ให้นำเงินไปจ่ายค่าไถ่ แต่แม่ไปผิดเวลาเขาเลยถูกคนร้ายใช้ปืนกลยิงใส่ แต่ไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงจุดแดง ๆ
คล้ายผึ้งต่อยเต็มตัว โดยมีรอยกระสุนปืนอยู่ 1 นัด แม่ถามว่าหนังเหนียวนี่ แล้วนัดนี้ทำไมถึงยิงเข้าล่ะ ลูกชายก็
บอกว่าเขานึกด่าพวกนั้นในใจ เพราะรำคาญที่รุมยิงกันอยู่ได้ เท่านั้นเองกระสุนเจาะเลือดพุ่งเลย แม่ได้ฟังก็รีบพาลูกไป
โรงพยาบาลและพาไปกราบหลวงพ่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อแต่เป็นความจริง นอกจากนี้มีทหารอากาศมาฝึกบิน
ใกล้ ๆ วัด หลายคนบอกเห็นหลวงพ่อนั่งสมาธิบนก้อนเมฆด้วย ฝึกเสร็จมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กันแน่นวัดเลย
หลวงพ่อท่านก็ไม่ว่าอะไรหยิบน้ำมันงาดิบแจกคนละ 1 ขวดให้ไว้ พกติดตัว” อดีตทหารเรือ กล่าว
ในบรรดาเกจิอาจารย์ในยุคนี้และสำนักต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ต่างมีดีแตกต่างกันไป
ไม่ว่าจะเป็นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขาย คงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
แต่เชื่อหรือไม่ ที่ได้รับความนิยมกันมากส่วนใหญ่มักเป็นในด้านเมตตามหานิยม โชคลาภและค้าขาย ค่อนข้างมาก
เพราะไม่ว่าไปที่ไหน ๆ ก็มีแต่คนรักใคร่เมตตา เป็นเรื่องดีเป็นมงคลแถมมีโชคมีลาภให้ร่ำรวยกระเป๋าตุงกันอีกต่างหาก

เกจิอาจารย์หลายท่าน “มีดี” แต่ไม่ยอมเปิดเผยและไม่โด่งดังก็มีจำนวนไม่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่า
“เพชรแท้อยู่ที่ไหนย่อมเป็นเพชรวันยังค่ำ” ก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งยังดีกว่า “เก่งไม่จริง” แล้วอวดอ้างสรรพคุณให้ผู้คนศรัทธา
สุดท้ายความจริงปรากฏ สิ่งที่เคยได้รับทั้งลาภสักการะต่าง ๆ ย่อมหดหายไป ดุจดังสัจธรรม “ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง” นั่นเอง

วัดศรีบูรพาราม หรือ วัดเกาะ ตะเคียน หมู่ 1 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด เป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าเลื่อมใสในดินแดนภาคตะวันออก
ของประเทศไทย หากเอ่ยชื่อวัดในภาคอื่น ๆ น้อยคนนักที่จะเคยได้ยินชื่อหรือรู้จัก แต่หากเป็นคนพื้นเพใกล้เคียง แม้แต่ประเทศ
เพื่อนบ้านล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ใน “ของดี” ของวัดแห่งนี้เลื่องลือไปทั่วแดนตะวันออก

เดิมวัดศรีบูรพารามเป็นสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่รูป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2500 มีญาติโยมและ
ชาวบ้านที่ศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาใช้ชื่อว่า “วัดเกาะตะเคียน” ทำการฝังลูกนิมิตเมื่อปี พ.ศ. 2524 และ
มีการพัฒนาเรื่อยมาจนเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศรีบูรพาราม” จวบจนปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเจ้าอาวาสรูปแรกและปัจจุบันคือ พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว อายุ 82 ปี เดิมนั้นท่านชื่อ บัว มารศวารี
 เกิดวันเสาร์เดือน 5 ปีขาล ตรงกับขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 พ.ศ. 2469 เป็นบุตรของ นายเชี๋ยและนางเตี่ยน ภูมิลำเนาอยู่บ้าน
เลขที่ 3 หมู่ 3 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด ตั้งแต่วัยหนุ่มท่านชอบศึกษาความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรและเชี่ยวชาญด้านช่างไม้
ช่างปูน ช่างปั้น จวบจนอายุครบ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบุบผาราม ต.วังกะแจะ โดยมีพระครูคุณวุฒิพิเศษ
วัดบุบผารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวัตรรัตนวงษ์สิทธิ์ วัดหนองบัว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม
เรื่อยมา จนใน พ.ศ. 2505 ก็ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะตะเคียน พ.ศ. 2508 สอบได้ชั้นนักธรรมเอก และ พ.ศ. 2513
เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสังฆกิจบูรพา ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลวังกะแจะ

“สมัยก่อนการศึกษาด้านภาษาบาลียังไม่แพร่หลายมากนัก ขาดครูผู้สอน อาตมาจึงหันไปศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งคาถาอาคม
จากพระครูคุณวุฒิพิเศษ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้เคารพนับถือ โดยเฉพาะวิชาหัวใจ 108 ทำให้รู้ถึงขั้นตอนและกรรมวิธีการทำน้ำมันงา
 ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน อาศัยเรียนกับโยมชื่อ นายเสียง เป็นคนหมู่บ้านหนองโพง ที่ขึ้นชื่อลือชา
เรื่องหนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า ทีแรกโยมพาลูกชายมาฝากไว้กับอาตมาที่วัดเพื่อให้เรียนวิชา แต่ลูกชายแกไม่สนใจ
แกกลัววิชาจะสูญหาย จึงถ่ายทอดให้อาตมาจนหมดไส้หมดพุง ก็ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้”

พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว กล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตาและเล่าต่อว่า “สมัยก่อนนักเลงมีเยอะ โดยเฉพาะพวกคนมีสีชอบรังแกชาวบ้าน อาตมาก็ทำพระเครื่องขึ้นมาแจกให้ญาติโยมพกติดตัว จนไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับทหาร ถูกชักปืนจ่อยิง เหลือเชื่อ ปืนไม่ลั่น จนสามารถจับทหารดำเนินคดีติดคุกได้ จากนั้นมาชาวบ้านรู้ข่าวก็เดินทางมาขอของดี ก็แจกจนหมดไม่มีเหลือ เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน เมื่อก่อนทำใส่ไว้ในพานตั้งทิ้งไว้บนศาลาไม่เห็นมีใครสนใจอยากได้เลย พอลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้พักเดียวมาเอาไปจนหมดเกลี้ยงเลย”

อย่างไรก็ตาม นอกจากของดีที่หลาย ๆ คนเสาะแสวงหาแล้ว พระครูสังฆกิจบูรพา หรือพระอาจารย์บัว ยังได้รับการขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ภาคตะวันออกอีกด้วย เนื่องจาก เคยมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงพ่อไปตีเป็นเลข เด็ดเสี่ยงโชค ปรากฏว่าถูกหวยรวยกันเละมาแล้ว พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้มและยืนยันไม่ได้สนับสนุนบอกใบ้ให้เลขใครทั้งสิ้น ถือว่าใครที่มีโชคลาภแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน

นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ก็เป็นผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ทีมงานของเราว่า หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่านับถืออีกรูปหนึ่งในจังหวัด หลายคนมองว่าท่านให้เลขเด็ดแม่นนั้น ขอบอกไว้เลยอย่าไปขอเสียให้ยาก ท่านไม่เคยสนับสนุนใครให้เล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคทั้งสิ้น ท่านเคยพูดว่ามันเป็นสิ่งงมงาย ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มากราบท่านจะมาถวายสิ่งของ หรือขอของดี หรือให้พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา แต่มีบางรายหัวใสจำคำพูดหรือกิริยาท่าทางไปตีเลขเด็ดเสี่ยงโชคถูกก็มี ไม่ถูกก็มี มีแต่หลวงพ่อแนะนำให้ชาวบ้านขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ใจต้องสู้ หากคนเราใจมันท้อถอยก็แพ้เลย ยิ่งไม่ขยันทำงานทำการก็อยู่ไม่รอดแน่ ต้องพยายามประหยัดและอดออมกันจะได้มีเงินใช้จ่าย อย่าไปงมงายกับเลขเด็ดเลย นั่นเป็นเพราะบุญเก่าและแต่ละคนมีโชคลาภวาสนาไม่เหมือนกัน

จ.อ.บุณณะ บุญกิตติเจริญ อดีตทหารเรือเลือดน้ำเค็ม ศิษย์เอกก้นกุฏิของหลวงพ่อหัวร่อร่า ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ตนลาออกจากราชการทหารตั้งแต่ปี 2516 ย้ายมาอยู่ข้างวัดแห่งนี้หลายปีและคอยรับใช้หลวงพ่อมาตลอด ที่ผ่านมา ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายแบบให้ญาติโยมเช่าบูชาหารายได้บูรณะและพัฒนาวัด เท่าที่จำได้ก็มี 1. พระผงสี่เหลี่ยมเล็ก พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ หลังพลอย ปัจจุบันไม่มีแล้วและหายากมาก พวกลูกศิษย์จะหวงกันมาก 2. พระผงสี่เหลี่ยมใหญ่ พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ 3.พระปิดตาเจริญพร พิมพ์ใหญ่ เนื้อว่านสีดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 4. พระปิดตาเจริญพร พิมพ์เล็ก เนื้อผงดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 5. พระปิดตาหน้าทองพรายกุมาร 6. เหรียญนั่งพาน 7. ตะกรุดโทนยาว 5 นิ้ว รุ่นแรกสร้างเพียง 99 ดอก รุ่นนี้เคยมีประสบการณ์ กำนันชื่อดังเคยพกติดตัวไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหาร แต่ปืนคู่อริยิงไม่ออก จากนั้นมาจึงมีการสร้างรุ่น 2 ขึ้นมาอีก 1,000 ดอก นอกจากนี้ยังมีตะกรุดโทนยาว 3 นิ้ว สร้างไว้ 600 ดอก 8. เหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 หน้าหนุ่ม ปัจจุบันวัตถุมงคลพวกนี้ยังพอหาเช่าบูชาได้

“ของพวกนี้มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ประมาณปี พ.ศ. 2527 ทหารเรือทะเลาะกับทหารอากาศ ยิงปืนใส่ 3 นัด แต่ยิงไม่ออก ตำรวจเก็บลูกปืนไว้เป็นหลักฐาน เมื่อคดีสิ้นสุดลองเอามายิงดู ปรากฏว่าลั่นเปรี้ยงทุกนัดเลย อีกรายปี พ.ศ. 2542 ชาวบ้านเช่าพระปิดตาพิมพ์เล็กไปลองเอาปืนอาก้ายิงใส่หลายนัด แต่ไม่ถูกองค์พระสักนัดเดียว ตั้งแต่บัดนั้นก็ขึ้นคอบูชาติดตัวมาตลอด วันหนึ่งเขาไปธุระฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแล้วถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ โทรศัพท์บอกแม่ให้นำเงินไปจ่ายค่าไถ่ แต่แม่ไปผิดเวลาเขาเลยถูกคนร้ายใช้ปืนกลยิงใส่ แต่ไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงจุดแดง ๆ คล้ายผึ้งต่อยเต็มตัว โดยมีรอยกระสุนปืนอยู่ 1 นัด แม่ถามว่าหนังเหนียวนี่ แล้วนัดนี้ทำไมถึงยิงเข้าล่ะ ลูกชายก็บอกว่าเขานึกด่าพวกนั้นในใจ เพราะรำคาญที่รุมยิงกันอยู่ได้ เท่านั้นเองกระสุนเจาะเลือดพุ่งเลย แม่ได้ฟังก็รีบพาลูกไปโรงพยาบาลและพาไปกราบหลวงพ่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อแต่เป็นความจริง นอกจากนี้มีทหารอากาศมาฝึกบินใกล้ ๆ วัด หลายคนบอกเห็นหลวงพ่อนั่งสมาธิบนก้อนเมฆด้วย ฝึกเสร็จมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กันแน่นวัดเลย หลวงพ่อท่านก็ไม่ว่าอะไรหยิบน้ำมันงาดิบแจกคนละ 1 ขวดให้ไว้ พกติดตัว” อดีตทหารเรือ กล่าว


254
ประวัติ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์
                  หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย  ตรงกับปี พ.ศ. 2461
 เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสภน  ประเทศกัมพูชา  โยมบิดาชื่อ นายชุบ
โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น ,
นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร
          หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่น ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดย
ได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่น ได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์
ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์
พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง
            หลวงปู่ชื่น สอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงไพร
ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชา
อาคมที่ตนมีอยู่ให้ หลวงปู่ชื่น จนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้ หลวงปู่ชื่น
เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก
          หลวงปู่ชื่น เป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย  มีศีลจารวัตรที่งดงาม  ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมี
ให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์  และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด
         ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน
          หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของ
เขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ
ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา
         หลวงปู่ชื่น ท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบ
จากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ  โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้ หลวงปู่ชื่น
จนหมดสิ้น  หลวงปู่เอื้อย ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร  ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัว
เป็นศิษย์หลายคน”  ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่น จึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดน
เขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย  จนกระทั่งท่านได้พบกับ หลวงปู่ดี  สุวรรณดี  บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็น
พระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง  และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้
          ด้วยบุญญาบารมีของ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ  ทำให้ หลวงปู่ดี รับ หลวงปู่ชื่น เป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์
ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่น ได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับ
การสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจาก หลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”
          หลวงปู่ชื่น เล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “ หลวงปู่ดี ท่านนี้เก่งมาก
 ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด  ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้  และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้  ทั้งยังรู้
ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้  ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำ
ได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย”  หลวงปู่ชื่น เล่าว่า หลวงปู่ดี ท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว  ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่า
ให้ฟัง  ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง  “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้
ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย”
          หลวงปู่ชื่น เป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์
หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ  เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา
ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็น
ของวิเศษไว้บูชากัน  จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจาก หลวงปู่ชื่น แล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลย
ที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของ หลวงปู่ชื่น

ว่ายอดเยี่ยมอยู่ในขณะนี้

      "ศิษย์นี่นี่ไม่ให้อดหลอก"

หน้า: 1 ... 15 16 [17]




Facebook Page