ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

ผ้าขอดแดงหลวงปู่บาง วัดสโมสร ปีละ ๑๐๘ ขอด เท่านั้นประสบการณ์ทั่วแดนเมือง นนทบุรี ใครมีก็หวงแหน
สุดยอดเกจิชาวรามัญ

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 22
241
ประวัติหลวงพ่อสมชาย ฉันทสโร วัดปริวาสราชสงคราม
ประวัติหลวงพ่อสมชาย ฉันทสโร วัดปริวาสราชสงคราม (วัด วัดปริวาสราชสงคราม)

ชาติภูมิ พระพิพิธพัฒนาทร (สมชาย ฉันทสโร) เจ้าอาวาสวัดปริวาส ราชสงคราม ชื่อเดิม สมชาย แซ่ห่าน เกิดเมื่อ
วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๙๖ แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน ธนบุรี
การศึกษา จบชั้นมัธยมปีที่ ๓ โรงเรียนไตรรัตน์ศึกษา  ยานนาวา, พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรพชา ที่วัดปริวาส เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๓ โดย พระครูขันตยาภิราม (หลวงพ่อวงษ์) เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๕  พฤษภาคม ๒๕๑๗ ณ วัดปริวาส โดย พระครูขันตยาภิราม (หลวงพ่อวงษ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นได้อยู่จำพรรษา ณ วัดปริวาส มาโดยตลอด
จนถึง พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส และในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๒)
พระอาจารย์สมชาย ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์มาตามลำดับขั้นตอน จนถึง พ.ศ.๒๕๔๙  ได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะที่ "พระพิพิพิธพัฒนาทร" การศึกษาด้านวิทยาคม พระอาจารย์สมชายชอบศึกษาวิชาวิทยาคม ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน โดยได้ศึกษากับหลวงพ่อเก็บ วัดสวนลำใย จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ต่อมาเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อ วงษ์ ตั้งแต่พรรษาแรก โดยได้รับการอบรมวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาสร้างและปลุกเสกเสือ รวมทั้งได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ วงษ์ให้ร่วมปลุกเสกเสือรุ่น ๕ และรุ่น ๖ อีกด้วย
จากการที่หลวงพ่อวงษ์มีความไว้วางใจมาก จึงได้ให้ท่านรับหน้าที่สงเคราะห์ญาติโยมแทนหลวงพ่อมาตลอด นับเป็นศิษย์ก้นกุฏิเพียงรูปเดียวที่หลวงพ่อวงษ์ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้น ขณะเดียวกัน พระอาจารย์สมชายได้ไปศึกษาวิชา กับหลวงพ่ออ่อน วัดแค อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งท่านได้สำเร็จผงมหาราช

เมื่อหลวงพ่อวงษ์มรณภาพ (พ.ศ.๒๕๒๓) พระอาจารย์ สมชาย ได้ไปศึกษาวิชาต่างๆ กับอาจารย์ต่างๆ หลายท่าน อาทิ อาจารย์เทพ สาริกบุตร หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม จ.สมุทรสาคร แหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม
หลวงพ่อสำเนียง ที่ อ.บางเลน และหลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม (ศึกษาวิชาไหมเจ็ดสี ตะกรุดลูกอม  ตะกรุดมหาปราบมหาระงับ) แลกเปลี่ยนวิชาการสร้างราหูอมจันทร์-อมสูรย์ กับ พระอาจารย์มานิตย์ เจ้าอาวาสวัดศีรษะทอง วิชาการสร้างหนุมาน กับพระอาจารย์ต๊ะ วัดช้าง จ.นครนายก (ศิษย์หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ อยุธยา)

นอกจากนี้ยังศึกษาวิชาการสร้างผงยาจินดามณี (ผงยาวาสนา) สายวัดกลางบางแก้ว อีกด้วย และที่สำคัญ ได้ศึกษาวิชาการจัดพิธีปลุกเสก หล่อพระกริ่ง การผสมโลหะธาตุให้เป็นเนื้อต่างๆ จาก อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อดีตพระครูหนู) ศิษย์รับใช้ใกล้ชิด สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนฯ จนมีความชำนาญในการผสมโลหะให้เป็นเนื้อสัมฤทธิ์กลับดำสนิท และเป็นเนื้อสัมฤทธิ์สีต่างๆ ได้

เมื่อมีความมั่นใจในวิชาต่างๆ แล้ว พระอาจารย์สมชายจึง เริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบต่างๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา จนเป็นที่นิยมของศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธาเลื่อมใสโดยทั่วไป

242
สำหรับวิชาการสร้างเสือและปลุกเสกเสือนั้น
หลวงพ่อวงษ์ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่ปานทางนิมิต เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นระยะเวลาหลายปี จนกระทั่งสำเร็จวิชาการสร้างเสือ หลวงพ่อวงษ์จึงได้สร้างเสือครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๐๑ และทุกครั้งที่มีการสร้างเสือ หลวงปู่ปานจะมาร่วมพิธีด้วยการผ่านร่างประทับทรง จนถึงรุ่นหก ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในปี ๒๕๑๙ ในการสร้างและปลุกเสกเสือนั้น หลวงพ่อวงษ์จะนั่งปลุกเสกเสือจนกระทั่งเสือโลหะนั้นกระโดดได้เหมือนมีชีวิต จึงหยุดปลุกเสก บรรดาศิษย์ที่ศรัทธาในยุคนั้นเห็นท่านปลุกเสกเสือกระโดดได้เป็นเรื่องปกติ จึงศรัทธาเลื่อมใสมาก นอกจากเสือโลหะแล้ว ยังมีพระเนื้อผง พิมพ์สมเด็จตัวหนอน อันเป็นเอกลักษณ์พิมพ์เฉพาะของหลวงพ่อวงษ์
เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อวงษ์ได้ถ่ายทอดวิชาการสร้างและปลุกเสกเสืออาคมขลังนี้ให้กับสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งต่อมาคือ พระพิพิธพัฒนาทร (หลวงพ่อสมชาย) เจ้าอาวาสวัดปริวาสรูปปัจจุบัน เป็นศิษย์เพียงรูปเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างและปลุกเสกเสือต่อจากหลวงพ่อวงษ์ หลวงพ่อสมชายได้ทำพิธีปลุกเสือและสร้างเสือตามตำราที่สืบทอดจากพระเถราจารย์ยุคก่อน จนถึงปัจจุบัน โดยมีรูปแบบเสือที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน ทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง เนื้องา รวมทั้งเขี้ยวพยัคฆ์ โดยไม่สร้างทับรอยเลียนแบบพระเถราจารย์ ยึดหลักอักขระยันต์ของหัวใจพยัคฆ์ และในตำรับวิชาของวัดปริวาสฯ
ในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ นี้ เป็นวันครบรอบอายุ ๑๐๘ ปี หลวงพ่อวงษ์ (หลวงพ่อวงษ์มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๓) เพื่อแสดงความมุทิตาจิตและระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อวงษ์ หลวงพ่อสมชายจึงได้จัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “มหามงคล ๑๐๘ ปี หลวงพ่อวงษ์” ขึ้น เป็นเหรียญเม็ดแตงเนื้อโลหะทองคำ, เงิน, ทองแดง, สัมฤทธิ์, ทองเหลือง, ตะกั่วและดีบุก
พยัคฆราช เนื้อโลหะรุ่นนี้ หลวงพ่อสมชายได้รวบรวมชนวนมวลสารโลหะเก่าสมัยหลวงพ่อวงษ์มาหลอมเพื่อเป็นชนวนโดยเฉพาะ พร้อมกับพระผงพิมพ์ตัวหนอน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิมพ์ของหลวงพ่อวงษ์ ผสมกับเนื้อเถ้าอังคารของหลวงพ่อวงษ์ วัตถุมงคลรุ่น “มหามงคล ๑๐๘ ปีหลวงพ่อวงษ์” นี้ ได้ผ่านพิธีอันเป็นมงคลหลายวาระสำคัญ
พิธีปลุกเสกครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๙ น. โดยมี หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร หลวงพ่อแถม วัดช้างแทงกระจาด และหลวงพ่อสมชาย วัดปริวาสฯ ขณะนี้ได้เปิดให้ทำบุญบูชาแล้ว
วัตถุมงคลรุ่น “มหามงคล ๑๐๘ ปีหลวงพ่อวงษ์” ได้จัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ ให้แก่เหล่าศิษย์ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อวงษ์ ที่แม้กาลเวลาจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำต่อหลวงพ่อวงษ์ก็ยังไม่มีวันเสื่อมคลายไปจากใจศิษย์ได้เลย

วัตถุมงคลยุคกลาง เสือคำราม
หลวงพ่อวงษ์ หลังจากท่านได้บรรจุพระผงลงเจดีย์แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีก จนกระทั่งปี 2501 ท่านได้ทำพิธีหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ปาน(วัดบางเหี้ย) เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2501 เสร็จแล้ว ท่านได้นำชนวนโลหะที่เหลือ ไปผสมปั้ม เสือเนื้อทองผสมทองเหลือง รุ่น 1 ได้จำนวน 500 องค์ โดยตอกโค๊ตตัว เฑาะ และตัว พุท เป็นภาษาขอม 2 ตัว แล้วทำพิธีปลุกเศกในอุโบสถ วัดปริวาสฯ มีหลวงพ่อและหลวงปู่ปานผ่านร่างประทับร่วมปลุกเศก จนเสือโลหะเคลื่อนไหวได้จึงเสร็จพิธี และได้ออกให้ลูกศิษย์บูชาองค์ละ 10 บาท (รุ่น 1 เป็นเสือปั๊มอย่างเดียวเท่านั้น) จนกระทั่ง 3 ปีเสือจึงหมด ปี 2504 หลวงพ่อได้สั่งให้ช่างปั๊มเสือเพิ่มแบบรุ่นแรกเป็นตัวอย่าง(ปั๊มอย่างเดียว) แต่เปลี่ยนเป็นเนื้อทองแดง รุ่น 2 ประมาณ 1000 องค์ ทำพิธีที่อุโบสถ มีหลวงพ่อวงษ์และหลวงปู่ปานประทับผ่านร่างร่วมปลุกเศกจนเสือเคลื่อนไหวได้ แล้วจึงนำออกให้บูชาในงานประจำปี 2504 บูชาองค์ละ 20 บาท จนหมด เสือรุ่น 3 มีคุณโมรา เอี๋ยววัฒนะเป็นผู้ติดต่อเปลี่ยนช่างใหม่ แต่เป็นแบบปั๊มเหมือนเดิม สั่งทำ 2500 องค์ เป็นเนื้อทองแดง ทำพิธีที่อุโบสถ มีหลวงพ่อวงษ์และหลวงปู่ปานประทับผ่านร่างร่วมปลุกเศกจนเสือกระโดดได้ จึงเสร็จพิธี ออกให้บูชาในงานประจำปี 2508 ราคาองค์ละ 20 บาท จนหมดลง
เสือรุ่น 4 หลวงพ่อได้สั่งทำแต่เปลี่ยนมาเป็น แบบเสือหล่อโบราณ โดยหลวงพ่อติดต่อช่างเอง ชื่อช่างติ่ง(จ่าติ่ง) ท่านนำแบบตัวอย่างไปให้สั่งทำราคาองค์ละ 1 บาท เป็นเนื้อทองเหลือง จำนวน 2000 องค์ แต่ช่างทำไม่ทันตามฤทษ์ที่ท่านกำหนด จึงได้เสือเพียง 1200 องค์ เท่านั้น ทำพิธีที่อุโบสถ มีหลวงพ่อวงษ์และหลวงปู่ปานประทับผ่านร่างร่วมปลุกเศกเหมือนเดิม จนเสือกระโดดได้ และออกให้บูชาในงานประจำปี 2512 บูชาองค์ละ 50 บาท ตอกโค๊ต 2 ตัว ด้านหน้าเป็นโค๊ตตัว อุหางลง และด้านหลังเป็นตัว พุท แบบภาษาขอม มีผู้ศรัทธาบูชาไปจนหมด เสือรุ่น 5 ในปี 2514 ได้ถอดแบบพิมพ์จากเสือรุ่น 4 ด้วยวีธีหล่อเนื้อทองเหลือง มีโค๊ต 2 ตัว ด้านหน้าเป็นตัว อุหางขึ้น คล้ายเลข ๙ ไทย ด้านหลังเป็นตัว พุท จำนวน 5000 องค์ แต่ปลุกเศกที่วิหาร เพราะอุโบสถกำลังบูรณะอยู่ พิธีเหมือนเดิมทุกประการ แต่ครั้งนี้ได้ พระครูพิศาลพัฒนพิธาน(หลวงพ่อสมชาย) ที่ยังเป็นสามเณร ร่วมพิธีปลุกเศกด้วย ทำพิธีจนเสือกระโดดออกมานอกบาตร จึงเสร็จพิธี ออกให้บูชาองค์ละ 50 บาท ในปี 2514 และในปีนี้หลวงพ่อวงษ์ ได้สั่งทำเหรียญ รูปเหมือนหลวงปู่ปานด้วย มี 2 พิมพ์ เป็นรูปไข่ และแบบกลม เพื่อสมนาคุณผู้ที่ร่วมบริจาคบูรณะอุโบสถ
วัตถุมงคล ยุคปลาย สมเด็จตัวหนอนหลังสาลิกา อันลือลั่น
เมื่อปี 2517 ในวันมหามงคล 5 ธันวาคม หลวงพ่อวงษ์ได้รับประกาศแต่งตั้งให้เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฏร์ชั้นตรีเป็น”พระครูขันตยาภิราม” โดยหลวงพ่อวงษ์ได้เข้ารับการแต่งตั้งที่พระอุโบสถวัดราชบพิตรฯ ในวันที่ 4 ม.ค.2518 ตามใบฎีกาของกรมการศาสนา ในวาระอันเป็นมงมลนี้ คณะศิษย์ได้จัดเตรียมงานอย่างยิ่งใหญ่ หลวงตายิ้ม อภิปุญโญ พระลูกวัด ที่ทำการพิมพ์พระผงสมเด็จที่ไม่เหมือนที่ใด บรรดาลูกศิษย์รู้จักกันในพิมพ์ตัวหนอน มี 2 ขนาด เล็กกับใหญ่ พิมพ์ใหญ่เรียกว่าพิมพ์ไกเซอร์ฐานจุด ได้ถวายให้หลวงพ่อปลุกเศก 1 คืน และได้นำออกแจกในวันรับพัดยศ ในงานนี้หลวงพ่อได้แจกพระใบมะขามปรกที่ลูกศิษย์นำมาถวายอีกด้วย ในปี 2518 นี้ หลวงตายิ้มยังแกะพิมพ์ต่างๆอีก 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ไกเชอร์ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ขาโต๊ะ และพิมพ์อกร่อง ถวายให้หลวงพ่อวงษ์ปลุกเศก นำออกให้บูชาในงานประจำปี 2518 หลังจากที่หลวงพ่อแจกพระพิมพ์ตัวหนอนหมดแล้วเป็นที่นิยมในหมู่ลูกศิษย์อย่างมาก ทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้มาขอให้หลวงตายิ้มทำให้ แล้วให้หลวงพ่อวงษ์ปลุกเศก จนกระทั่งหลวงพ่อมรณะภาพแล้วก็ยังมีการพิมพ์พระอยู่ จนหลวงตายิ้มมรณะภาพลงในปี 2531 หลวงพ่อสมชาย จึงได้นำพิมพ์ไปบรรจุ เจดีย์หน้าวิหาร ปี 2519 หลวงพ่อวงษ์ ได้สั่งทำเสือรุ่น 6 ขึ้น มีพระพิมล อิทธิเตโช เป็นผู้ติดต่อร้านทำ โดยนำพิมพ์รุ่น 3 มาเป็นแบบ ในราคาองค์ละ 1.50 บาท เป็นเนื้อทองแดง สั่งทำจำนวน 50000 องค์ แต่ได้เพียงจำนวน 37500 องค์ เป็นเนื้อเงิน 29 องค์ เพราะแม่พิมพ์แตก ต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 8 อัน ทำให้ทางร้านต้องคืนงานหลวงพ่อ เนื่องจากร้านขาดทุน เพราะเสียค่าแม่พิมพ์มาก ทำพิธีปลุกเศกที่อุโบสถโดยหลวงพ่อวงษ์ หลวงปู่ปานผ่านร่างประทับ และหลวงพ่อสมชาย ปลุกเศกจนเสือกระโดดออกจากบาตร 16 องค์ ลูกศิษย์ต่างเข้าแย่งกันชุลมุน หลวงพ่อบอกว่าเสือที่กระโดดออกมานั่นเป็นพวกหัวโจกทั้งนั้น และได้ออกนำให้บูชาองค์ละ 100 บาท จนหมดลงในปี 2532

เสือรุ่น 6 นี้ พระครูจันทรโอภาส (จ้อย) เจ้าอาวาสวัดด่าน สหธรรมิก ได้ขอเสือรุ่น 6 ไปในราคาทุนจำนวน 2000 องค์ ต่อมาปี 2520 พระอุโบสถใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ หลวงพ่อวงษ์ มอบหมายให้ พระพิมล และแม่ชีในวัดช่วยกันพิมพ์พระทรงสมเด็จมีทั้งหมด 7 พิมพ์ มีพิมพ์ไกเซอร์ พิมพ์พระประธาน พิมพ์นิยม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พิมพ์อกร่อง พิมพ์เล็กเท่าวัดปากน้ำ และพิมพ์คะแนนหลังปั๊มชื่อหลวงพ่อวงษ์ ได้พิมพ์ละประมาณ 84000 องค์ มีสีขาวเนื้อผงผสมปูน สีดำเนื้อปูนผสมผงใบลานเผา ได้มาจากพระพิมลที่นำใบลานพระคัมภีร์เทศน์เก่าที่ชำรุดมาเผาไฟ จนทำให้พระพิมลไม่สบายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ จึงขอให้หลวงพ่อวงษ์รดน้ำมนต์ให้จนหาย หลวงพ่อวงษ์จึงสั่งให้นำผงใบลานเก่าที่เผาแล้วไปผสมทำพระเสีย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้สร้างใบลาน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วได้นำพระไปให้หลวงพ่อวงษ์ปลุกเศกเดี่ยวเพียงองค์เดียว มาตลอดจนมรณะภาพ พระผงรุ่นนี้ หลวงพ่อตั้งใจจะนำออกมาแจกในงาน ทำบุญฉลองพระอุโบสถที่ทำการบูรณะเสร็จแล้ว ท่านจึงตั้งใจปลุกเศกให้ดีที่สุด ท่านบอกว่าพระผงรุ่นนี้ ต่อไปจะหายากยิ่งกว่าพระผงพิมพ์ตัวหนอนรุ่นพัดยศ เพราะพระผงรุ่นนี้ท่านปลุกเศกนานถึงสามพรรษา จนท่านมรณะในวันที่ 2 สิงหาคม 2523 พระผงรุ่นนี้จึงเป็นรุ่นสุดท้ายของท่าน

243
ประวัติหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาส
พระครูขันตยาภิราม (หลวงพ่อวงษ์ วังสปาโล)
เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๔๔๕ ในวัยเยาว์ท่านได้เรียนหนังสือตามเกณฑ์กับพระที่วัด สอบไล่ได้เทียบชั้น
ความระดับประถม ๔ (สูงสุดในสมัยนั้น) พออายุ ๒๑ ปี ถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือที่กรมสรรพาวุธ บางนา และเมื่อปลดประจำ
การอายุ ๒๓ ปี ได้อุปสมบทที่วัดปริวาส เมื่อวันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๖๘ โดยมี พระครูวินยานุบูรณาจารย์ (เชย) วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดไม้ วัดปริวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการน้อย วัดด่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลวงพ่อวงษ์ชอบเป็นพระนักปฏิบัติ ศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา โดยได้ศึกษาที่วัดทองธรรมชาติ, วัดจักรวรรดิราชาวาส (สามปลื้ม) และวัดมหาธาตุฯ จนได้นักธรรมชั้นตรี ชำนาญทางด้านบาลีแบบมูลกัจจายน์ และภาษาขอมบาลี, ขอมไทย แต่ไม่ได้เข้าสอบต่อ เนื่องจากพระปลัดไม้ เจ้าอาวาสวัดปริวาส มรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ ทำให้หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และได้เป็นพระอุปัชฌาย์ในเวลาต่อมา
หลวงพ่อวงษ์มรณภาพเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๓
หลวงพ่อวงษ์ได้รับการถ่ายทอดวิชาปรุงยาสมุนไพร และสูญฝีด้วยปูนกินหมาก รวมทั้งการจับยามสามตาจากพระปลัดไม้ ซึ่งมีผู้ป่วยและลูกศิษย์มารับการรักษาอยู่เสมอ
นอกจากนี้ท่านยังเรียนรู้วิชาการเล่นแร่แปรธาตุ การต้มปรอท การรักษาโรค การเขียนผงลบผง โดยเฉพาะผงนะปถมัง และผงอิทธิเจ การอาบน้ำมนต์ และการวิปัสสนากรรมฐาน จาก ปู่เนียน สังข์เนตร ฆราวาสชื่อดังที่อาศรมบางวัว และได้ศึกษาการวิปัสสนากรรมฐานจาก หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ (พ.ศ.๒๔๗๘) ซึ่งพระบวชใหม่ในแถบบางโพงพางช่วงนั้น ถ้าจะออกธุดงค์ ต้องมาขึ้นกรรมฐานกับหลวงพ่อพุ่มก่อนออกเดินธุดงค์
วิชาการสร้าง และปลุกเสกพยัคฆราช (เสือ) หล่อโลหะของหลวงพ่อวงษ์ ที่สร้างตั้งแต่รุ่น ๑ ถึงรุ่น ๖ (พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๙) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักสะสมเครื่องรางของขลังในรูปแบบเสือ ทั้งแบบปั๊มโลหะและหล่อโบราณ ที่สร้างโดยหลวงพ่อวงษ์ พระเกจิอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างและปลุกเสกเสือตามแบบที่ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) ซึ่งหลวงปู่ปานได้ศึกษาวิชาการสร้างเสือมาจากหลวงปู่แตง วัดอ่างศิลา จ.ชลบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในด้านวิชาต่างๆ มากมายในสมัยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

244
พ่อท่านแปลก? แปลกที่ว่าพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ องค์นี้เก่งจริง แต่ไม่มีใครรู้จักมากนัก ท่านแอบเร้นสงบวิเวกอยู่ที่วัดปากปรน
กิ่งอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ทั้งวัดมีท่านอยู่เพียงองค์เดียว สมถะ วิเวก เรียบง่าย น่านับถือ มองดวงตาของท่านแจ่มใสเป็นประกาย
แสดงให้เห็นถึงญาณสมาบัติอันกล้าแกร่ง มีเพียงคนในจังหวัดตรังและใกล้เคียงไม่มากนักที่รู้ว่าท่านมีอภินิหาร และแก่กล้าพุทธาคมอย่างยิ่งยวด หลายครั้งหลายหนที่ผู้คนประสบพบเห็นอภินิหารของท่านอย่างน่าอัศจรรย์

ไม่สรงน้ำมาหลายปี
ในบรรดาผู้เคารพเลื่อมใสพ่อท่านแปลกจะทราบกันดีทุกคนว่าท่านไม่สรงน้ำ ไม่เคยเห็นท่านสรงน้ำ ถามท่านว่า
พ่อท่านไม่สรงน้ำมากี่ปีแล้ว? ท่านตอบว่าจำไม่ได้ แต่แปลกที่ว่าเมื่อเข้าไปนั่งใกล้ท่านกลับไม่มีกลิ่นกายแต่ประการใด
วรรณะ ราศี ผิวพรรณของท่านกับผ่องใสเปล่งปลั่งและดูสะอาดตามาก

พ่อท่านอาบน้ำในกา
ลูกศิษย์หลายคนของท่านเล่าว่า เคยเห็นท่านนั่งอยู่แต่ตัวเปียกน้ำ ทั้งๆ ที่วัดของท่านไม่มีห้องน้ำ และเมื่อสังเกตก็เห็นกาน้ำที่วางข้างตัวท่าน รอบๆ กามีน้ำเปียกอยู่โดยรอบ ฝากาเปิดอยู่ จึงถามท่านว่า พ่อท่านไปอาบน้ำที่ไหนมา ท่านหัวเราะแล้วหันไปมองที่กาน้ำ โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไร ลูกศิษย์จึงเข้าใจว่าท่านคงอาบน้ำในกา เพราะหลายคนทราบดีว่าพ่อท่านมีวิชาสามารถย่นหนทางและย่อกายได้อย่างน่าอัศจรรย์

ปืนยิงไม่ออก
หลายปีมาแล้ว ชาวบ้านรอบๆ วัดแอบเข้ามาเล่นการพนันในเขตวัด โดยใช้ศาลาเป็นสถานที่ เมื่อเล่นไปก็มีคนเสียเงินบ้าง คนได้เงินบ้าง คนที่เสียมากคนหนึ่งเป็นนักเลงในท้องถิ่นนั้น เมื่อไม่มีเงินจะเล่นต่อจึงเข้าไปขอเงินพ่อท่านแปลกที่กุฏิ ท่านรำคาญจึงหยิบเงินส่งให้ไป ชายผู้นั้นหายไปพักหนึ่งก็กลับมาอีก คราวนี้มีอาการเมาเหล้าบอกว่าเงินพ่อท่านหมดแล้วขออีก ท่านจึงบอกว่าไม่มีให้ไปหมดแล้ว ชายผู้นั้นก็เซ้าซี้จะเอาเงินให้ได้ พ่อท่านไม่มีให้ จึงเกิดโมโห ชักปืนขนาด .38 ขึ้นขู่พ่อท่าน เพื่อจะเอาเงิน

ท่านก็ตอบว่าไม่มีเพราะให้ไปหมดแล้ว จึงลั่นไกปืนยิงท่าน นัดแรกเสียงดัง แช็ค นัดสอง นัดสาม ก็เป็นเช่นเดิมลูกปืนไม่ลั่น พ่อท่านจึงบอกว่าให้ไปไกลๆ ไปยิงนอกวัดโน้น ชายผู้นั้นจึงเดินออกไปยิงที่หน้ากุฏิของท่านอีก 1 นัด ก็ไม่ออก จึงออกไปยิงขึ้นฟ้าที่หน้าวัด ปรากฏว่ายิงออกทุกนัด เรื่องนี้มีชาวบ้านร่วมเห็นเหตุการณ์หลายคนเล่าให้ฟังตรงกัน (ชายผู้นี้ขอสงวนชื่อ ขณะนี้โดนจับคดียิงคนตายยังอยู่ในเรือนจำ เพราะหลังจากนั้นอีกไม่นานก็ไปยิงผู้อื่นตาย และถูกตำรวจจับได้)
พ่อท่านแปลก เกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านถือสันโดษและปฏิบัติธรรมด้วยการพิจารณา
อสุภะกรรมฐาน เป็นเนืองนิตย์ มีกระแสจิตแก่กล้า แต่มีความเมตตาเป็นเลิศ นับเป็นเกจิอาจารย์อีกองค์หนึ่งของภาคใต้ ที่น่าเคารพและศรัทธายิ่ง


245
พ่อท่านแปลก วัดปากปรน / พ่อท่านแปลก วัดปากปรน
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2016, 09:36:06 PM »
พ่อท่านแปลก วัดปากปรน
มีกระแสจิตแก่กล้า แต่มีความเมตตาเป็นเลิศ
ประวัติพ่อท่านแปลก วัดปากปรน
ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างยิ่งของชาวตรัง และชาวภาคใต้ แม้บางครั้งวัดที่จำวัดอยู่จะมีพ่อท่านอยู่เพียงแค่องค์เดียว เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลทุรกันดาร และผู้คนที่อาศัยอยู่รายรอบส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยมุสลิม แต่พ่อท่านก็ยังยืนหยัดครองผ้าเหลืองมาจนถึงเวลานี้ถึง 45 พรรษา ในวัย 77 ปี ด้วยความสมถะ วิเวก เรียบง่าย น่านับถือ พร้อมทั้งยังมีอภินิหาร และแก่กล้าพุทธาคมอย่างยิ่งยวด
"พ่อท่านแปลก" หรือ "พระครูสุเวชโกศล" เจ้าอาวาสวัดปากปรน อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง เกิดที่บ้านร่มเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2478 โยมบิดาชื่อ "ปาน ชูเท้า" โยมมารดาชื่อ "คุ้ม ชูเท้า" เมื่อวัยเยาว์ได้ช่วยทางบ้านประกอบอาชีพทำนา จนมีอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพื่อศึกษาธรรมและได้เรียนรู้วิชาไสยศาสตร์ด้วย จึงเกิดความสนใจวิชาเวทมนต์ และคาถาอาคมต่างๆ กระทั่งเมื่อไปพบ "หลวงพ่อปาน ปาลธัมโม" วัดเขาอ้อ จึงได้เรียนวิชาการต่างๆ อย่างมากมาย
เมื่อออกพรรษา ทางบ้านได้ให้ให้ลาสิกขามาช่วยทำนาต่อไป จึงต้องสละเพศบรรพชิตทั้งที่จิตใจฝักใฝ่จะอยู่ต่อ แต่ก็ยังไปแสวงหาอาจารย์เรียนรู้วิชาทางไสยศาสตร์อยู่เสมอ จนพบกับ "พระอาจารย์นำ ชินวโร" แห่งวัดดอนศาลา จึงได้รับการชี้แนะแนวทางเวทมนต์และวิทยาคมมากมาย แม้ต่อมาพ่อท่านจะมีครอบครัว แต่เมื่ออายุ 33 ปี ได้เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตทางโลก เพราะมีจิตใจใคร่ทางธรรมอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จึงตัดสินใจอุปสมบทอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2510 ณ วัดควนขี้แรด จังหวัดพัทลุง โดยมี "พระครูมุทิตานุรักษ์" วัดท่าแค เป็นพระอุปัชฌาย์ "พระครูนิเทศน์ธรรมวินัย" วัดท่าแค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ "พระมหาผัน" วัดโคกโพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า "ปุสฺสเทโว"
ทั้งนี้ หลังจากจำวัดได้ 1 พรรษา พ่อท่านได้ขอย้ายไปอยู่ที่วัดดอนปรัง วัดควนโตนด และวัดบางขัน จังหวัดพัทลุง เพื่อค้นคว้าเรียนวิชาสายเขาอ้อกับ "หลวงพ่อปาน" อีกครั้งหนึ่ง จนเกิดความชำนาญและสามารถปฏิบัติได้เห็นจริง จึงออกธุดงค์เพื่อหาความสงบวิเวกภายในป่า บนเทือกเขาบรรทัด รอยต่อระหว่างจังหวัดตรัง กับพัทลุง เพื่อฝึกจิตให้กล้าแข็ง จนถึง พ.ศ.2512
หลังจากนั้น พ่อท่านจึงออกธุดงค์อีกครั้ง มาจนถึงวัดปากปรน จังหวัดตรัง โดยพบว่าเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่ มีเพียงกุฏิเก่าๆ และศาลาผุพัง กับป่ารกทึบ ในยุคสมัยที่ยังมีวัดเพียงแค่แห่งเดียวในอำเภอ ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาอิสลาม พ่อท่านจึงได้จำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดแห่งนี้เพียงองค์เดียว โดยระหว่างนั้น เริ่มมีชาวบ้านผ่านมาเข้าไปกราบนมัสการ และเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะพ่อท่านได้นำตำรารักษาโรคและตำรับเวทมนต์ จากถ้ำวัดในเขา จังหวัดพัทลุง มาช่วยรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน"พ่อท่านแปลก" ได้รับการกล่าวขานในเวลาต่อมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวิชาคาถาอาคมและไสยศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาจากสำนักเขาอ้อ ที่ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เช่น หลายคราวที่มีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่กลับไปถูกจีวรของพ่อท่านเลยแม้แต่เม็ดเดียว อันเนื่องมาจากตะกรุดและคาถา "ฝนแสนห่า" ที่ส่งผลให้มีพุทธคุณปกป้องคุ้มครองกาย หรือแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง แต่หากไม่ฝึกปฏิบัติทางจิตอย่างจริงๆ จังๆ จนเข้มแข็งแล้ว ก็จะไม่สามารถทำได้ตามตำรา
นอกจากนั้น ยังมีการพูดถึงคาถา "อาบน้ำในกา" ซึ่งเป็นวิชาช่วยย่นหนทางและย่อกาย จนทำให้พ่อท่านสามารถสรงน้ำได้ โดยไม่ต้องลุกขึ้นไปห้องน้ำ หรือไม่ต้องสรงน้ำเป็นเวลานานๆ ได้ โดยที่ไม่มีกลิ่นกาย แต่ผิวพรรณ ราศรี ยังผ่องใส เปล่งปลั่ง ดูสะอาด รวมทั้งคาถา "ปืนยิงไม่ออก" ที่เลื่องลือมานานแล้ว แต่ไม่ว่าเรื่องราวของพ่อท่านจะโด่งดังมากมายขนาดไหน พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปนี้ ยังคงถือสันโดษและปฏิบัติธรรมด้วยการพิจารณา "อสุภะกรรมฐาน" อยู่เป็นเนืองนิตย์ พร้อมทั้งยังมีกระแสจิตแก่กล้า แต่มีความเมตตาเป็นเลิศ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเรื่องราวสำคัญของจังหวัดตรัง ที่เกิดขึ้นเมื่อเทศกาลสงกรานต์ ปี 2550 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้วก็คือ เหตุการณ์น้ำป่าถล่มน้ำตกสายรุ้ง และน้ำตกไพรสวรรค์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 38 ศพ เพียงแต่รายสุดท้ายที่เป็นหญิงสาววัย 31 ปี ชาวตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง นั้น ไม่สามารถพบร่างได้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะระดมกำลังค้นหาต่อเนื่องกันมาหลายวัน และเป็นระยะทางยาวไกลนับสิบๆ กิโลเมตร แต่หลังจากที่มีการนิมนต์ "พ่อท่านแปลก" ไปทำพิธีบูชาเจ้าป่าเจ้าเขา เพียงแค่ฮึดใจ ก็สามารถค้นพบศพของหญิงสาวเคราะห์ร้าย ในพื้นที่ตำบลโพรงจรเข้ อำเภอย่านตาขาว โดยอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น
ขณะที่วัตถุมงคลที่พ่อท่านได้ปลุกเสกเอาไว้หลายต่อหลายรุ่น เพื่อนำเงินมาก่อสร้างศาสนสถานต่างๆ ภายในวัดปากปรนนั้น ผู้ที่ได้ไปต่างก็มีประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์อย่างมากมาย โดยเหรียญรุ่นแรก ที่สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 เป็นเหรียญทองแดงรมน้ำตาลรูปไข่ ต่อจากนั้น ก็ยังมีการสร้างล็อกเกตรูปพ่อท่าน รวมทั้งรูปหล่อเนื้อเซลลิก้าผสมผง หน้าตัก 5 นิ้ว รูปหล่อเนื้อทองเหลือง หน้าตัก 2 นิ้ว แหวนพิรอด สายคาดเอว และผ้ายันต์ โดยวัตถุมงคลรุ่นล่าสุดนั้น เป็นรูปเหมือนพิมพ์เตารีด เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง ที่สร้างขึ้นเพื่อก่อตั้ง "มูลนิธิดุษฎีบุญ เพื่อการศึกษา" ซึ่งมีพ่อท่านเป็นประธานอุปถัมภ์
นอกจากนั้น พ่อท่านยังได้รับการนิมนต์ไปร่วมปลุกเสก "จตุคามรามเทพ" รุ่นแรก ของ "ขุนพันธ์" หรือ "พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช" มือปราบผู้โด่งดัง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งยังได้เดินทางไปร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลอีกมากมาย ทั้งในภาคใต้ และทั่วทั้งประเทศ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 รุ่น แต่ถึงแม้เวลานี้กระแสพระเครื่อง โดยเฉพาะ "จตุคามรามเทพ" จะเบาบางลงไปมาก แต่ที่วัดของพ่อท่านซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองตรังไปกว่า 60 กิโลเมตร กลับยังคงมีผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศเดินไปกราบนมัสการไม่เคยขาด และพ่อท่านก็ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มอันมีไมตรีจิต ไม่ว่าผู้นั้นจะมีหน้าที่การงานหรือมีฐานะอย่างไร
ถือเป็นอีกสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่น่านับถือยิ่ง


246
พระชัยวัฒน์ชินบัญชร รุ่นมหาปราบ
พระชัยวัฒน์ชินบัญชร รุ่นมหาปราบหายาก สร้างปี 2546 พร้อมพระกริ่งมหาปราบ เนื้อนวโลหะ ก้นอุดผงพลายกุมาร สร้างน้อยกว่าพระกริ่ง ตอกโค๊ดมหาปราบด้านหลัง ปลุกเสก ณ วัดละหารไร่ ชนวนศักด์สิทธิ์มากมาย
*ชนวนกริ่งชินบัญชรหลวงปู่ทิมรุ่นแรก
*แผ่นยันต์หลวงปู่ธรรมรังสี  *แผ่นยันต์หลวงพ่อสาคร *แผ่นยันต์หลวงพ่อฟู และที่สำคัญคือตะกรุดมหาปราบหลวงปู่ทิม ขนาดกะทัดรัดน่ารักออกแบบได้สวยงามน่าใช้เข้ากับพระชุดเล็ก สูงประมาณ 1 เซนต์กว่าๆ
พระชัยวัฒน์นั้นจัดสร้างพร้อมพระกริ่งชินบัญชรมหาปราบ ปลุกเสกพิธีใหญ่ที่วัดละหารไร่ เมื่อปี 2547 ปริมาณจัดสร้างจะน้อยกว่าพระกริ่ง องค์นี้เป็นเนื้อนวะก้นอุดผงพรายกุมาร ผงมหาปราบ ผงกรามช้างน้ำ ผงจินดามณีและสีผึ้งของลป.ทิม ด้านหลังตอกโค๊ต สภาพสวยมาก หล่อติดชัดทุกสัดส่วน ชนวนศักดิ์สิทธิ์ประกอบไปด้วย ชนวนพระกริ่งชินบัญชรรุ่นแรก ชนวนพระกริ่งชินบัญชรมหาโสฬส ชนวนพระกริ่งชินบัญชรพญากาลนาค ตะกรุดสำคัญของหลวงปู่ทิม แผ่นยันต์จากหลวงปู่ธรรมรังษี หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร หลวงพ่อสาคร มนุญโญ และที่สำคัญคือตะกรุดมหาปราบที่หลวงปู่ทิมลงให้ โดยถวายให้กับหลวงพ่อสาครใส่ลงในเบ้าหลอม พระอาทิตย์ทรงกลดและสายฝนโปรยปรายอย่างเบาบางประมาณ 5 นาที ...หลวงปู่ธรรมรังษี
...หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ
...หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร
...หลวงพ่อแจ่ม วัดเขาสำเภาทอง
หลวงปู่ธรรมรังษี กล่าวชื่นชมในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระกริ่งชินบัญชรมหาปราบ พร้อมบอกว่า "ต่อไปจะหายาก"
 เมื่อครั้งที่สร้างพระกริ่งมหาปราบ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ คุณมงคล นาคแพน ศิษย์หลวงปู่ทิมและช่างสร้างโบสถ์สร้างศาลา โทรมาหาขอจองพระกริ่งชุดมหาปราบเป็นเงินหลายแสนบาท รู้ข่าวได้อย่างไรเพราะยังไม่ได้ประกาศออกไป ช่างมงคลบอกว่าหลวงปู่ทิมไปหาและบอก “ถ้าอยากได้พระกริ่งชินบัญชรให้ไปเอาที่พร เขาซิ” ช่างมงคลบอกว่าแล้วจะเหมือนของเก่าหรือ? ท่านบอกว่าเหมือนกันแหล่ะ นี่จะลงมาทำให้
ล่าสุดช่างกลประจำเรือประมงทะเลขนาดใหญ่ลงไปตรวจเครื่องยนต์ ไม้กระดานที่พาดไว้รองเท้าเวลาไปดูเครื่องเกิดพลิกคว่ำ นายช่างน้ำหนักตัว ๙๐ กิโลกรัม ตกลงไปกระแทกกับท่อน้ำขนาด ๖ หุนที่ยันรับไว้ ท่อน้ำรับน้ำหนักตัว ๙๐ ก.ก. ได้อย่างปาฏิหารย์ ท้องไม่ทะลุและไม่รู้สึกเจ็บ ในคอแขวนพระกริ่งมหาปราบก้นหุ้มทองคำหมายเลข ๕๔ อยู่องค์เดียว เรื่องประเภทนี้เกิดมาหลายครั้งหลายหน แต่รายนี้เล่ามาเป็นรายสุดท้าย เหตุเกิดขึ้นก่อนเขียนขึ้นนี้เพียง ๓ วัน

พระกริ่งชินบัญชรมหาปราบสร้างเมื่อ ปี 2546 ที่วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ชนวนในการสร้างประกอบด้วย ชนวนพระกริ่งชินบัญชรรุ่นแรก ชนวนพระกริ่งชินบัญชรมหาโสฬส ชนวนพระกริ่งชินบัญชรเสาร์ 5 พญากาลนาค ตะกรุดสำคัญของหลวงปู่ทิม แผ่นยันต์จากหลวงปู่ธรรมรังษี หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร หลวงพ่อสาคร มนุญโญ และที่สำคัญคือตะกรุดมหาปราบที่หลวงปู่ทิมลงให้ โดยได้ถวายให้กับหลวงพ่อสาครใส่ลงในเบ้าหลอม

จากนั้นช่างสมรเริ่มเททอง อากาศซึ่งร้อนอบอ้าวกลับเย็นสบาย ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน แต่ในพิธีกลับไม่มีฝนเลย เกือบ 4 ชม.หลังจากเทพระเสร็จฝนเริ่มตกลงมาปรอย ๆ นับเป็นเรื่องอัศจรรย์เพราะรอบ ๆ วัดฝนตกน้ำท่วมอย่างหนัก นายช่างสมร รัชนธรรม ผู้ที่เททองหล่อ พระกริ่งชินบัญชร รุ่นแรก ปี 17 และเป็นผู้ดำเนินการหล่อพระในครั้งนี้ ถึงกับกล่าวว่า บรรยากาศเหมือนเมื่อครั้งหล่อพระกริ่งชินบัญชร ปี 2517 และยังได้ขอบูชาพระกริ่งชินบัญชรมหาปราบในครั้งนี้ไว้ด้วย

247
เหรียญข้าวหลามตัด หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เนื้อเงิน รุ่น 100 ปี
          เหรียญข้าวหลามตัด หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง รุ่น 100 ปี นิยม สภาพสวยมากๆ รุ่นนี้หลวงพ่อขาวเจ้าอาวาสได้จัดสร้าง
ขึ้นในปี 2539 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีหลวงปู่เอี่ยม รูปแบบพิมพ์จะเหมือนกับพิมพ์เดิมสมัยหลวงปู่ทองสุขท่านทำไว้ ปลุกเสก
พิธีใหญ่ครับ โดยเกจิดังในยุคนั้นหลายรูป อาทิเช่น หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม เป็นต้น
องค์พระสังฆราชทรงเป็นพระประธาน
เหรียญรุ่นนี้มีด้วยกัน 2 พิมพ์
1. ข้าวหลามตัด 2. พิมพ์เสมา

แต่ละพิมพ์มีหลายเนื้อด้วยกัน
1. เนื้อทองแดง 2. เนื้อนวะโลหะ  3. เนื้อเงิน 
ขนาดเหรียญกว้าง 3.00 ซม. สูง 4.00 ซม.


หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ปากเกร็ด นนทบุรี เป็นพระเกจิดังของจังหวัดนนทบุรี บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบทที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร
หลวงปูเอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยมไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมาอาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้

หลวงปู่เอี่ยมมาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้นขณะที่ท่านหลวงปูเอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยมหลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยมได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยมจึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยมจึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยมได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยมมาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ

จากการเจริญกัมมัฎฐาน จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสฬส" ท่านหนึ่งและจากการเชี่ยวชาญวิชากัมมัฎฐานนี้เอง มีเรื่องเล่ากันว่าบริเวณหน้าวัดมีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นเกรงกลัวต่อชาวบ้านหลวงปู่เอี่ยมจึงได้มายืนเพ่งอยู่ ๒-๓ วันเท่านั้นต้นตะเคียนต้นนั้นก็เฉา และยืนต้นแห้งตายหลวงปู่เอี่ยมผู้มีอาคมขลังและวาจาสิทธิ์ มักน้อย สันโดษ นี้เองทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมาก

หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า "ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้วถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่งและให้ศิษย์ไว้เป็นครั้งสุดท้าย" ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า "ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน"

หลวงปู่เอี่ยมได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ รวมอายุท่านได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา มรณภาพด้วยโรคชรา และท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ถ่ายทอดวิชาให้กับลูกศิษย์ก้นกุฎิของท่านไว้เพียงรูปเดียวคือ"หลวงปู่กลิ่น (พระครูโสภณศาสนกิจ)"

ของขลังหลวงปู่เอี่ยม

หลวงปู่เอี่ยมผู้สร้างพระปิดตาอันลือลั่น และตะกรุดมหาโสรฬมงคล ซึ่งหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสุมทร และสนนราคาค่างวดเพชรสู้ไม่ได้ หลวงปู่เอี่ยมสร้างของขลังไว้ ๒ ชนิดคือ
๑. พระปิดตา
๒. ตะกรุดมหาโสรฬมงคล

248
ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ เนื้อขาว แก่ผงพุทธคุณ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
พระเครื่องที่สมควรติดบ้านไว้แก้ไข ฮวงจุ้ยและ สถานที่ที่มีปัญหาเรื่องค้าขายทำมาหากินครับ
บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกัมพูชา ทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1181-1219 พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ฝากไว้ให้กับแผ่นดินนั้นมีมากมาย ในสมัยของพระองค์ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ คือ ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทบายน (หรือปราสาทตาพรหม) โดยทรงสร้างขึ้นตรงศูนย์กลางพระนครหลวง นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างสถานพยาบาลขึ้นหลายแห่ง และทรงสร้างโรงพยาบาลต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยนำพุทธศาสนามาใช้แทนลัทธิเทวราชา ด้วยบุญบารมีที่ท่านสร้างและสั่งสมมา หลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์ทรงไปจุติเป็นพระโพธิสัตว์ สถิตย์อยู่ในสรวงสวรรค์ ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ ขนาดประมาณ 4 cm. ชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย โดยมีมวสารสำคัญคือผงอาถรรพณ์ของราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ์ ของพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 แห่งอาณาจักรบายน ผงนี้เป็นผงที่นำมาจากหินศิลาอาถรรพณ์ที่ขุดได้จากปราสาทบายน ซึ่งลงอาถรรพณ์ราชาเวทไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน เป็นผงที่มีพลังมหัศจรรย์มากซึ่งคล้ายกับผง "โสฬสมหาพรหม" ซึ่งเคยมีคนนำไปให้พระที่มีอภิญญาสูงดูหลายท่านเอ่ยบากบอกว่าดีๆมากๆ บางองค์ถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกับกล่าวมา ผงนี้ดีมากๆนะเก็บไว้ให้ดี "มีฤทธิ์ตบะเดชะ อย่างสูงส่ง แรงกล้า" นอกจากนั้นยังมีผงของหลวงปู่ดี วัดเขากุเลน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ชื่น และผงจากผู้มีจิตศรัทธาได้ส่งมาร่วมอนุโมทนาในการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ด้วยอาทิเช่น คุณวรพัฒน์ มอบผงนะปัดตลอด หลวงปู่โต๊ะ/ผงธัมมวิกโก เจ้าคุณนรรัตน์/ผงขมิ้นหิน/ คุณนารายณ์/มอบผงกะลามหาอุด/ผงปูนพระพุทธรูปโบราณ/ คุณวรวิทย์มอบผงหลวงพ่อกวย และพระปรกโพธิ์ 9 ใบที่ชำรุดแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงมหาจักรพรรดิ หลวงปู่ดู่ /คุณจินดามอบผงสมเด็จวัดระฆัง/ ผงพระแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงขุยนาคราช/ผงจินดามณี/ผงวิเวษต่างๆอีกมากจากหลายท่านที่ร่วมอนุโมทนา หลวงปู่ยังฝากบอกแก่ผู้ ศรัทธาบูชาวัตถุมงคลว่าคิดเป็นการซื้อขาย ให้คิดว่าเป็นที่ระลึกในการร่วมทำบุญ ถ้าทำได้อย่างนี้จะได้กุศลบุญมาก กว่า จะบูชาวัตถุมงคลถูกหรือแพงได้บุญเท่ากันหมด สำคัญที่จิตศรัทธามั่นคงจริงใจต่างหาก ในพิธีราชาภิเษกวัตถุมงคล รุ่นชัยมหานาถนี้ครูบาอาจารย์ที่ร่วมอธิฐานฤทธิ์ได้เล่านิมิตที่เห็นตรงกันหลายท่าน วัตถุมงคลรุ่น ชัยมหานาถสำเร็จ ด้วยพระมหาบรมเดชา นุภาพ มหิธฤทธิ์ อันยิ่งใหญ่ไพศาลของพระเจ้าศรีชัยวรมันมหาราช ใครมีให้มั่นบูชาอย่าคิดว่าเป็นของใหม่แม้นแต่ ครูบาอาจารย์ที่มา ร่วม พิธีถึงกับการันตีถึงความแรงความขลังในพิธีนี้และหลังจากผู้นำวัตถุมงคลชุดนี้ไปบูชาก็ประจักษ์แจ้งถึงอิทธิคุณ มีโชคลาภ บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง ด้านหน้าเป็น*ข้อความนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ*รูปพระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ(พระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7) ด้านหลังเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยพระคาถาอาถรรพณ์เวทย์และพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดูแล้วสุดเข้มขลัง พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ท่านได้ทำการอธิษฐานจิตปลุกเสกบรรจุราชาเวทย์ อาถรรพณ์เวทย์ต่างๆ และทำการปลุกเสกเดี่ยวยาวนานระยะเวลาหนึ่ง และได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเศกครั้งสุดท้าย โดยพระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านอาทิเช่น หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด หลวงปู่ธรรมรังษี หลังจากพิธีพุทธาภิเศกหลวงปู่ชื่นท่านบอกว่า พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 ลงมาปลุกเสกและอวยชัยให้ด้วย ดวงตราอาถรรพ์ชัยมหานาถนี้ พุทธคุณครอบจักรวาลดีครบถ้วนทุกทาง บูชาไว้เป็นตบะเดชะมหาอำนาจ คุ้มครองป้องกันภยันตรายทั้งปวง เป็นเมตตามหานิยม ขจัดปัดเป่า ป้องกัน ถ่ายถอน สิ่งชั่วร้าย อำนาจของคุณไสย และเสนียดจัญไรทั้งปวง ขจัดปัญหาอุปสรรคบันดาลความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรือง เหมือนมีอำนาจของพระพุทธคุณและ เทพเทวาปกป้องคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา เป็นสุดยอดของดีอีกอย่างหนึ่งที่แรงและดีควรมีไว้บูชา
คาถา บูชา : คาถาบูชาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
แบบที่ 1 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังอาราธนานังกโรมิ ธัมมังอาราธนานังกโรมิ สังฆังอาราธนานังกโรมิ
อาถันโท โมสิตัง วะคะริงคะรัง อิสะวาสุ อิอาถันโท โมสิตัง
วะคะริงคะรัง สุสะวาอิ
แบบที่ 2 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ นะโมพุทธายะ พุทโธโพธิสัตโต อวโลกิเตศวร มหาจักรพรรดิราชันชัย เสด็จพ่อศรีชัยวรมัน พุทธราชะ จตุรโชค ศรีมหาราช พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ นะโมพุทโธ คุณแก้วโสภะคะวา สะระณัง อะ ยะธาพุทโมนะ 3-5-7-9 จบ (แล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา)
*ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ
1 ตะกรุดทองคำ 4 ดอก 99 องค์ 2 ตะกรุดทองคำ 2 ดอก 199 องค์
3 เนื้อผงราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ 2,000 องค์ 4 เนื้อพิเศษ( บูชาครู ) 19 องค์

249
ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ เนื้อแดง แรงพุทธคุณ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
พระเครื่องที่สมควรติดบ้านไว้แก้ไข ฮวงจุ้ยและ สถานที่ที่มีปัญหาเรื่องค้าขายทำมาหากินครับ
บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกัมพูชา ทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1181-1219 พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ฝากไว้ให้กับแผ่นดินนั้นมีมากมาย ในสมัยของพระองค์ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ คือ ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทบายน (หรือปราสาทตาพรหม) โดยทรงสร้างขึ้นตรงศูนย์กลางพระนครหลวง นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างสถานพยาบาลขึ้นหลายแห่ง และทรงสร้างโรงพยาบาลต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยนำพุทธศาสนามาใช้แทนลัทธิเทวราชา ด้วยบุญบารมีที่ท่านสร้างและสั่งสมมา หลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์ทรงไปจุติเป็นพระโพธิสัตว์ สถิตย์อยู่ในสรวงสวรรค์ ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ ขนาดประมาณ 4 cm. ชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย โดยมีมวสารสำคัญคือผงอาถรรพณ์ของราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ์ ของพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 แห่งอาณาจักรบายน ผงนี้เป็นผงที่นำมาจากหินศิลาอาถรรพณ์ที่ขุดได้จากปราสาทบายน ซึ่งลงอาถรรพณ์ราชาเวทไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน เป็นผงที่มีพลังมหัศจรรย์มากซึ่งคล้ายกับผง "โสฬสมหาพรหม" ซึ่งเคยมีคนนำไปให้พระที่มีอภิญญาสูงดูหลายท่านเอ่ยบากบอกว่าดีๆมากๆ บางองค์ถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกับกล่าวมา ผงนี้ดีมากๆนะเก็บไว้ให้ดี "มีฤทธิ์ตบะเดชะ อย่างสูงส่ง แรงกล้า" นอกจากนั้นยังมีผงของหลวงปู่ดี วัดเขากุเลน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ชื่น และผงจากผู้มีจิตศรัทธาได้ส่งมาร่วมอนุโมทนาในการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ด้วยอาทิเช่น คุณวรพัฒน์ มอบผงนะปัดตลอด หลวงปู่โต๊ะ/ผงธัมมวิกโก เจ้าคุณนรรัตน์/ผงขมิ้นหิน/ คุณนารายณ์/มอบผงกะลามหาอุด/ผงปูนพระพุทธรูปโบราณ/ คุณวรวิทย์มอบผงหลวงพ่อกวย และพระปรกโพธิ์ 9 ใบที่ชำรุดแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงมหาจักรพรรดิ หลวงปู่ดู่ /คุณจินดามอบผงสมเด็จวัดระฆัง/ ผงพระแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงขุยนาคราช/ผงจินดามณี/ผงวิเวษต่างๆอีกมากจากหลายท่านที่ร่วมอนุโมทนา หลวงปู่ยังฝากบอกแก่ผู้ ศรัทธาบูชาวัตถุมงคลว่าคิดเป็นการซื้อขาย ให้คิดว่าเป็นที่ระลึกในการร่วมทำบุญ ถ้าทำได้อย่างนี้จะได้กุศลบุญมาก กว่า จะบูชาวัตถุมงคลถูกหรือแพงได้บุญเท่ากันหมด สำคัญที่จิตศรัทธามั่นคงจริงใจต่างหาก ในพิธีราชาภิเษกวัตถุมงคล รุ่นชัยมหานาถนี้ครูบาอาจารย์ที่ร่วมอธิฐานฤทธิ์ได้เล่านิมิตที่เห็นตรงกันหลายท่าน วัตถุมงคลรุ่น ชัยมหานาถสำเร็จ ด้วยพระมหาบรมเดชา นุภาพ มหิธฤทธิ์ อันยิ่งใหญ่ไพศาลของพระเจ้าศรีชัยวรมันมหาราช ใครมีให้มั่นบูชาอย่าคิดว่าเป็นของใหม่แม้นแต่ ครูบาอาจารย์ที่มา ร่วม พิธีถึงกับการันตีถึงความแรงความขลังในพิธีนี้และหลังจากผู้นำวัตถุมงคลชุดนี้ไปบูชาก็ประจักษ์แจ้งถึงอิทธิคุณ มีโชคลาภ บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง ด้านหน้าเป็น*ข้อความนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ*รูปพระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ(พระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7) ด้านหลังเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยพระคาถาอาถรรพณ์เวทย์และพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดูแล้วสุดเข้มขลัง พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ท่านได้ทำการอธิษฐานจิตปลุกเสกบรรจุราชาเวทย์ อาถรรพณ์เวทย์ต่างๆ และทำการปลุกเสกเดี่ยวยาวนานระยะเวลาหนึ่ง และได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเศกครั้งสุดท้าย โดยพระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านอาทิเช่น หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด หลวงปู่ธรรมรังษี หลังจากพิธีพุทธาภิเศกหลวงปู่ชื่นท่านบอกว่า พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 ลงมาปลุกเสกและอวยชัยให้ด้วย ดวงตราอาถรรพ์ชัยมหานาถนี้ พุทธคุณครอบจักรวาลดีครบถ้วนทุกทาง บูชาไว้เป็นตบะเดชะมหาอำนาจ คุ้มครองป้องกันภยันตรายทั้งปวง เป็นเมตตามหานิยม ขจัดปัดเป่า ป้องกัน ถ่ายถอน สิ่งชั่วร้าย อำนาจของคุณไสย และเสนียดจัญไรทั้งปวง ขจัดปัญหาอุปสรรคบันดาลความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรือง เหมือนมีอำนาจของพระพุทธคุณและ เทพเทวาปกป้องคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา เป็นสุดยอดของดีอีกอย่างหนึ่งที่แรงและดีควรมีไว้บูชา
คาถา บูชา : คาถาบูชาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
แบบที่ 1 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังอาราธนานังกโรมิ ธัมมังอาราธนานังกโรมิ สังฆังอาราธนานังกโรมิ
อาถันโท โมสิตัง วะคะริงคะรัง อิสะวาสุ อิอาถันโท โมสิตัง
วะคะริงคะรัง สุสะวาอิ
แบบที่ 2 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ นะโมพุทธายะ พุทโธโพธิสัตโต อวโลกิเตศวร มหาจักรพรรดิราชันชัย เสด็จพ่อศรีชัยวรมัน พุทธราชะ จตุรโชค ศรีมหาราช พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ นะโมพุทโธ คุณแก้วโสภะคะวา สะระณัง อะ ยะธาพุทโมนะ 3-5-7-9 จบ (แล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา)
*ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ
1 ตะกรุดทองคำ 4 ดอก 99 องค์ 2 ตะกรุดทองคำ 2 ดอก 199 องค์
3 เนื้อผงราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ 2,000 องค์ 4 เนื้อพิเศษ( บูชาครู ) 19 องค์

250
ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ เนื้อดำ สุดยอดพุทธคุณ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
พระเครื่องที่สมควรติดบ้านไว้แก้ไข ฮวงจุ้ยและ สถานที่ที่มีปัญหาเรื่องค้าขายทำมาหากินครับ
บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกัมพูชา ทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1181-1219 พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ฝากไว้ให้กับแผ่นดินนั้นมีมากมาย ในสมัยของพระองค์ทรงสร้างสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ คือ ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทบายน (หรือปราสาทตาพรหม) โดยทรงสร้างขึ้นตรงศูนย์กลางพระนครหลวง นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างสถานพยาบาลขึ้นหลายแห่ง และทรงสร้างโรงพยาบาลต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยนำพุทธศาสนามาใช้แทนลัทธิเทวราชา ด้วยบุญบารมีที่ท่านสร้างและสั่งสมมา หลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์ทรงไปจุติเป็นพระโพธิสัตว์ สถิตย์อยู่ในสรวงสวรรค์ ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ ขนาดประมาณ 4 cm. ชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย โดยมีมวสารสำคัญคือผงอาถรรพณ์ของราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ์ ของพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 แห่งอาณาจักรบายน ผงนี้เป็นผงที่นำมาจากหินศิลาอาถรรพณ์ที่ขุดได้จากปราสาทบายน ซึ่งลงอาถรรพณ์ราชาเวทไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน เป็นผงที่มีพลังมหัศจรรย์มากซึ่งคล้ายกับผง "โสฬสมหาพรหม" ซึ่งเคยมีคนนำไปให้พระที่มีอภิญญาสูงดูหลายท่านเอ่ยบากบอกว่าดีๆมากๆ บางองค์ถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกับกล่าวมา ผงนี้ดีมากๆนะเก็บไว้ให้ดี "มีฤทธิ์ตบะเดชะ อย่างสูงส่ง แรงกล้า" นอกจากนั้นยังมีผงของหลวงปู่ดี วัดเขากุเลน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ชื่น และผงจากผู้มีจิตศรัทธาได้ส่งมาร่วมอนุโมทนาในการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ด้วยอาทิเช่น คุณวรพัฒน์ มอบผงนะปัดตลอด หลวงปู่โต๊ะ/ผงธัมมวิกโก เจ้าคุณนรรัตน์/ผงขมิ้นหิน/ คุณนารายณ์/มอบผงกะลามหาอุด/ผงปูนพระพุทธรูปโบราณ/ คุณวรวิทย์มอบผงหลวงพ่อกวย และพระปรกโพธิ์ 9 ใบที่ชำรุดแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงมหาจักรพรรดิ หลวงปู่ดู่ /คุณจินดามอบผงสมเด็จวัดระฆัง/ ผงพระแตกหัก 1 ถุงใหญ่/ผงขุยนาคราช/ผงจินดามณี/ผงวิเวษต่างๆอีกมากจากหลายท่านที่ร่วมอนุโมทนา หลวงปู่ยังฝากบอกแก่ผู้ ศรัทธาบูชาวัตถุมงคลว่าคิดเป็นการซื้อขาย ให้คิดว่าเป็นที่ระลึกในการร่วมทำบุญ ถ้าทำได้อย่างนี้จะได้กุศลบุญมาก กว่า จะบูชาวัตถุมงคลถูกหรือแพงได้บุญเท่ากันหมด สำคัญที่จิตศรัทธามั่นคงจริงใจต่างหาก ในพิธีราชาภิเษกวัตถุมงคล รุ่นชัยมหานาถนี้ครูบาอาจารย์ที่ร่วมอธิฐานฤทธิ์ได้เล่านิมิตที่เห็นตรงกันหลายท่าน วัตถุมงคลรุ่น ชัยมหานาถสำเร็จ ด้วยพระมหาบรมเดชา นุภาพ มหิธฤทธิ์ อันยิ่งใหญ่ไพศาลของพระเจ้าศรีชัยวรมันมหาราช ใครมีให้มั่นบูชาอย่าคิดว่าเป็นของใหม่แม้นแต่ ครูบาอาจารย์ที่มา ร่วม พิธีถึงกับการันตีถึงความแรงความขลังในพิธีนี้และหลังจากผู้นำวัตถุมงคลชุดนี้ไปบูชาก็ประจักษ์แจ้งถึงอิทธิคุณ มีโชคลาภ บางบ้านฮวงจุ้ยไม่ดี นำดวงตราอาถรรพณ์ติดหน้าบ้านกิจการงานดีขึ้นทันตาเห็น บางรายก็ป่วยอาการสาหัสอธิฐานขอชีวิตจากพระองค์ท่านก็อยู่รอดปลอดภัย อย่าง น่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ลักษณะเป็นดวงตราที่ออกแบบด้วยศิลปที่สวยงามและเข้มขลัง ด้านหน้าเป็น*ข้อความนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ*รูปพระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ(พระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7) ด้านหลังเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยพระคาถาอาถรรพณ์เวทย์และพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดูแล้วสุดเข้มขลัง พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ท่านได้ทำการอธิษฐานจิตปลุกเสกบรรจุราชาเวทย์ อาถรรพณ์เวทย์ต่างๆ และทำการปลุกเสกเดี่ยวยาวนานระยะเวลาหนึ่ง และได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเศกครั้งสุดท้าย โดยพระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านอาทิเช่น หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด หลวงปู่ธรรมรังษี หลังจากพิธีพุทธาภิเศกหลวงปู่ชื่นท่านบอกว่า พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถพระเจ้าชัยวรมันมหาราชที่ 7 ลงมาปลุกเสกและอวยชัยให้ด้วย ดวงตราอาถรรพ์ชัยมหานาถนี้ พุทธคุณครอบจักรวาลดีครบถ้วนทุกทาง บูชาไว้เป็นตบะเดชะมหาอำนาจ คุ้มครองป้องกันภยันตรายทั้งปวง เป็นเมตตามหานิยม ขจัดปัดเป่า ป้องกัน ถ่ายถอน สิ่งชั่วร้าย อำนาจของคุณไสย และเสนียดจัญไรทั้งปวง ขจัดปัญหาอุปสรรคบันดาลความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรือง เหมือนมีอำนาจของพระพุทธคุณและ เทพเทวาปกป้องคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา เป็นสุดยอดของดีอีกอย่างหนึ่งที่แรงและดีควรมีไว้บูชา
คาถา บูชา : คาถาบูชาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
แบบที่ 1 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังอาราธนานังกโรมิ ธัมมังอาราธนานังกโรมิ สังฆังอาราธนานังกโรมิ
อาถันโท โมสิตัง วะคะริงคะรัง อิสะวาสุ อิอาถันโท โมสิตัง
วะคะริงคะรัง สุสะวาอิ
แบบที่ 2 ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ นะโมพุทธายะ พุทโธโพธิสัตโต อวโลกิเตศวร มหาจักรพรรดิราชันชัย เสด็จพ่อศรีชัยวรมัน พุทธราชะ จตุรโชค ศรีมหาราช พระโพธิสัตว์ชัยมหานาถ นะโมพุทโธ คุณแก้วโสภะคะวา สะระณัง อะ ยะธาพุทโมนะ 3-5-7-9 จบ (แล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา)
*ดวงตราอาถรรพณ์ชัยมหานาถ
1 ตะกรุดทองคำ 4 ดอก 99 องค์ 2 ตะกรุดทองคำ 2 ดอก 199 องค์
3 เนื้อผงราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ 2,000 องค์ 4 เนื้อพิเศษ( บูชาครู ) 19 องค์

251
ขุนแผนชมตลาดหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ ยอดพระเกจิอาจารย์สายเขมร
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ ยอดพระเกจิอาจารย์สายเขมรที่เปี่ยมไปด้วยเมตตามหาบารมี หลวงปู่ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสายวิปัสนากรรมฐาน ถือธุดงค์เป็นวัตร มีพลังจิตญานขั้นสูง เชี่ยวชาญในพระเวทย์วิทยาคมอาถรรพณ์เวทย์สายเขมรโบราณ ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์สายเขากุเลนซึ่งเป็นสถานที่ ในการเจริญวิปัสสนากรรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมขั้นสูงของเขมร วัตถุมงคลที่หลวงปู่ได้ทำการอธิฐานจิตปลุกเสก ล้วนแล้วแต่แรง เห็นผล และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บูชามากมาย โดยเฉพาะทางมหาเสน่ห์ เมตตา-มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย เสริมดวงชะตาราศี เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน แก้ฮวงจุ้ยค้าขาย วัตถุมงคลของท่านหลายรายการที่สร้างออกมาแล้วสร้างประสบการณ์ใช้กับผู้ใช้บูชามากที่สุด เป็นที่กล่าวขานมากถึงความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง เพราะว่าใช้แล้วเห็นผลดีแรงเห็นผลทันตาอธิษฐานได้ดั่งใจปรารถนา หลวงปู่เป็นหนึ่งในพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพบูชาของศิษยานุศิษย์และผู้คนทั้งหลายที่ศรัทธาในบุญบารมีของท่าน วัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นเป็นสุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุคที่ต้องมีท่านไม่เคยให้ศิษย์อด
ขุนแผนชมตลาด สร้างประมาณปี พ.ศ.2543 หลวงปู่เสกให้อย่างดี แรง และสุดเข้มขลัง ขณะที่ท่านปลุกเสกต้นไม้ข้างกุฏิถึงกับหักล้มลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ที่ลูกศิษย์ลูกหาและคนแถวนั้นยืนยันได้ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพราะพลังจิตหลวงปู่แรงจริง หลังปลุกเสกท่านบอกว่าขุนแผนรุ่นนี้เด่นทาง มหานิยม เข้าสังคมเด่นเป็นสง่ากว่าเขา เหมาะสำหรับศิลปินนักร้องนักแสดง นักการขาย อาชีพที่ต้องเจรจาพบปะพูดคุยกับผู้คน พ่อค้าแม่ขาย บุรุษสตรีที่ต้องการโดดเด่นในสังคม
ขุนแผนชมตลาดนี้ มีผู้นำไปใช้แล้วดีมากนะครับทางด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ไปที่ไหนโดดเด่นเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ที่ได้พบเห็น เช่นดั่งคำที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้ และยังดีทางด้านโชคลาภ ค้าขาย ทำมาหากินคล่อง ดีด้วย สุดยอดของดีที่ควรมีไว้บูชาครับชมตลาด"สุดยอดแห่งเมตตามหานิยม"
หลวงปู่ชื่น ท่านดำริให้จัดสร้างขึ้น ท่านว่าเป็นของดีไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน เขาเรียกว่า “ขุนแผนชมตลาด” ขุนแผนชมตลาด จัดสร้าง ประมาณ 2,000 องค์ ศิษย์วงในที่รู้ลึกรู้จริง เขาตามเก็บพระพิมพ์นี้กันเรื่อยๆ“ขุนแผนชมตลาด” อีกหนึ่งของดีที่หลวงปู่ชื่น ท่านได้แผ่พลังจิตสถิตมหาเวทมหามนต์ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้ครอบครอง วัตถุมงคลของท่านแทบทุกชนิด จะมีเทพเทวารักษาอยู่ ผู้มีความสามารถสำเร็จทางจิตหลายท่านนำวัตถุมงคลของท่านไปตรวจสอบ หลายท่านยืนยันตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ว่า อิทธิวัตถุมงคลที่หลวงปู่ชื่น อธิฐานจิตบรรจุมหาเวทมหามนต์ว่า “มีเทวดาที่เป็นบริวารพระสยามเทวาธิราชรักษาอยู่มีรัศมีสีทอง ใส่ชฎา ทรงพระขรรค์มีอิทธิฤทธิ์บารมีสูง ควรบูชาไว้ในที่สูง” ที่บอกกล่าวใช่ว่าจะชี้นำหรือชักชวนให้เชื่อ โปรดใช้วิจารณญาณ เพราะเรื่องของทางจิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่สามารถหาหลักฐานมาหักล้างหรือจับต้องได้ ถ้าอยากทราบ คุณต้องฝึกสมาธิเอาจิตเข้าไปดูกันเอาเองครับ เห็นว่ามันแปลกเพราะเมื่อตรวจสอบแล้วพูดตรงกัน ปกติแล้วพระปฏิมาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่น ทุกชนิด ท่านจะบรรจุด้วยมนต์อาถรรพณ์ราชาธิราช หรือ อาถรรพณ์มหาจักรพรรดิ์ เป็นสายพระเวทที่สืบทอดมาจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ใช้สวดบูชาเป็นประจำ ทำให้พระองค์มีชัยชนะไปทั่วสารทิศ ศัตรูที่คิดร้ายจะแพ้ภัยไปเอง และอีกบทที่เกี่ยวกับเทวดา คือ มนต์เทวา 4 ทิศครับ ท่านว่า เดินทางไปทิศไหน เทวดาที่ประจำทิศนั้นจะมาปกปักษ์ดูแลรักษา วัตถุมงคลของท่านมักจะบอกเสมอว่าให้เก็บไว้ในที่สูง ต้องลองเอาไปใช้ดูขุนแผนชมตลาดนี้ มีผู้นำไปใช้แล้วดีมากทางด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ไปที่ไหนโดดเด่นเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ที่ได้พบเห็น เช่นดั่งคำที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้ และยังดีทางด้านโชคลาภ ค้าขาย ทำมาหากินคล่อง ดีด้วย
คาถาขุนแผนชมตลาดหลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์
นะโม 3 จบ
โอมศรี ๆ หน้ากูคือใบบัว ตัวกูคือวงพระจันทร์ กูจะเศกแป้งน้ำมันทา ให้เจ้าแสนสิเนหา ให้พระยาแสนรัก สวาหะ มะอะอุ นะ เมตตา โมถามหา พุทรักข้า ธา อ่อนใจ ยะ เอ็นดู จิตตัง วา ปุปผัง วาคันธัง วา ราชมารี วา ราชกุมาโร วา อิตถี วา ปุริโส วา พานิชโช วา พานิชชา วา ปริเทวันติ มุทุ จิตตัง ทิสวา มุกขัง จิตตัง ปิยัง มะมะ ยังยัง อินทสิ
เนหา พรหมสิเนหา อิศวรสิเนหา นารายนสิเนหา ( นา-รา-ยะ-นะ-สิ-เน-หา)สวาหะ ประสิทธิ ประสิทธิจัง มิตตะจิตตะ มิตตะจิตตัง
ผูกจิต ผูกจัง
(หรืออีกแบบเต็มๆ)
โอมศรี ๆ หน้ากูคือใบบัว ตัวกูคือวงพระจันทร์ กูจะเศกแป้งน้ำมันทา ให้เจ้าแสนสิเนหา ให้พระยาแสนรัก สวาหะ มะอะอุ นะ เมตตา โมถามหา พุทรักข้า ธา อ่อนใจ ยะ เอ็นดู จิตตัง วา ปุปผัง วา
คันธัง วา ราชกุมารี วา ราชกุมาโร วา อิตถี วา
ปุริโส วา พานิชโช วา พานิชชา วา ปริเทวันติ
มุทุ จิตตัง ทิสวา มุกขัง จิตตัง ปิยัง มะมะ ยังยัง อินทสิ
เนหา พรหมสิเนหา อิศวรสิเนหา นารายนสิเนหา ( นา-รา-ยะ-นะ-สิ-เน-หา)สวาหะ ประสิทธิ ประสิทธิจัง มิตตะจิตตะ มิตตะจิตตัง
ผูกจิต ผูกจัง
โอมละลวย มหาละลวย สัพพะละลวย สวาหะ
อุ เมตตา จะ มหาราชา สัพพสิเนหะ จะ ปูชิตา สัพพะ
สุขัง จะ มหาลาภัง ราชาโกรธัง วินาสสันติ สาว ๆ แส้ ๆ
หม้าย ๆ แม่ ๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้หญิงผู้ชาย ทั้งหลายทั้ง
ปวง เอหิ มนาปัง จิตตัง ปิยัง มะมะ อิติปารมิตตา ติง
สา อิติสัพพัญญามาคตา

โอมราศีกูเอ๋ย จงมาเป็นอาศน์ ศรีนาวาศมาเป็น
เกียรติ์ ศรีชายมาเป็นช่วง หญิงชายทั้งปวง รักกูมิรู้
วาย ด้วยศรีกูงามคือฟ้า หน้ากูงามคือพระพรหม ฟ้า
เห็นฟ้าชม พรหมเห็นพรหมรัก หญิงเห็นหญิงรัก
ชายเห็นชายทักกูอยู่ทุกเมื่อ ไม่เบื่อแต่สักวัน

โอมหญิงชายทั้งหลายเอ๋ย มารักกู สวาหะ
โอมสิทธิดำเนินศรี ๆ กูงามคือฟ้า หน้ากูงามคือ
พระแมน แขนกูงามคือพระศรีฉัตต์ทันต์ ฟันกูงามคือพระ
นารายณ์ กายกูคือพระอาทิตย์ ฤทธิ์กูคือพระจันทร์
สาวใช้ในสวรรค์เห็นหน้ากูก็อยู่มิบ่มิได้ มากูจะรำลึกถึง
ต้นไม้ ๆ ก็มาอ่อนอยู่งวยงง ก็จะรำลึกถึงพระยาหงส์ ๆ
ก็มาทิ้งถ้ำทอง กูจะรำลึกถึงปลาในหนองก็มาลืมพระ
คงคา กูจะรำลึกถึงอรรคมหาเสนาก็มาลืมซึ่งแท่นที่
นอน กูจะรำลึกถึงลูกไก่อ่อน ก็มาพลัดแม่ระเหระหน
ขวนขวาย กูจะรำลึกถึงช้างพลายในป่าต้นก็มาลืมไพร
กูจะรำลึกถึงสาวใช้ก็มาลืมแม่ กูจะรำลึกถึงสาวแก่ก็
มาหลงใหล กูจะรำลึกถึงเจ้าไทย ท่านก็มาปราณี กู
จะรำลึกถึงเจ้าชีก็มาลืมสวดมนต์ กูจะรำลึกถึงฝูงคน ๆ
ทั้งหลายก็มารักกูอยู่ถ้วนหน้า ทุกชั้นฟ้าและแผ่นดิน
มากูจะรำลึกถึงพระอินทร์ ท่านก็มาปรารมภ์นักรักกูทุก
ชั้นฟ้า ฝูงคนทั้งหลายเห็นหน้ากูก็มาร้องไห้อยู่งาย ๆ

โอมรำจิตรำจวน เหวยร่ำจัก ร่ำรัก ร่ำชม ร่ำบ่น
สวาโหม อิสวาสุ ปิโย ปิยา จิตตา ปิยา มะมะ เอหิ ตุริต ติรตา

252
พระขุนแผนพรายกุมาร รุ่นแรก หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ ยอดพระเกจิอาจารย์สายเขมรที่เปี่ยมไปด้วยเมตตามหาบารมี
ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสายวิปัสนากรรมฐาน ถือธุดงค์เป็นวัตร มีพลังจิตญานขั้นสูง เชี่ยวชาญในพระเวทย์วิทยาคมอาถรรพณ์เวทย์สายเขมรโบราณ ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์สายเขากุเลนซึ่งเป็นสถานที่ ในการเจริญวิปัสสนากรรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมขั้นสูงของเขมร วัตถุมงคลที่หลวงปู่ได้ทำการอธิฐานจิตปลุกเสก ล้วนแล้วแต่แรง เห็นผล และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บูชามากมาย โดยเฉพาะทางมหาเสน่ห์ เมตตา-มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย เสริมดวงชะตาราศีเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเห็นผลดีแรงเห็นผลทันตาอธิษฐานได้ดั่งใจปรารถนา ขุนแผนพรายกุมาร ตำรับเขมรโบราณ สุดยอดพระขุนแผนพรายกุมารแห่งยุคที่เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร
พระคาถาขุนแผนพรายกุมาร หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
นะโม 3 จบ
นะเมตตา ธะนาจิตตัง พุธธังเมตตา ธะนาจิตตัง
ธัมมังเมตตา ธะนาจิตตัง สังฆังเมตตา ธะนาจิตตัง
ปิยังมามา มนุสโสมามา ปุริโสมามา
กุมารีมามา กุมาโรมามา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ มามา อะอา แอะแอ ออแอ ออแอ

253
พระผู้อยู่แบบเรียบง่ายแต่มนต์เสน่ห์วิชาอาถรรพ์มนตราพระเวท มหากาพย์ชั้นสูงทีเดียว
   สมัยก่อนผมไปนมัสการ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี  หลวงปู่ชื่นท่านมีเมตตาต่อศิษย์ทุกๆคน
ท่านให้ความช่วยเหลือเหล่าบรรดาลูกศิษย์ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดีมีจนเดือดร้อนมาหา ผมไปนมัสการก่อนกลับ
หลวงปู่ชื่นท่านเมตตา บอกเอานี่ไปด้วยเก็บไว้จนลูกหลานนะ(ตอนนั้นได้แต่นึกในใจเราเป็นหมันมั้งคงไม่มีน้องหลอก)แต่
ก็เก็บไว้เป็นสิบๆปีแล้วบางครั้งอยู่คนเดียวก็เสียวเหมือนกัน55 ทุกวันนี้ก็นึกถึงหลวงปู่ชื่นตลอดไม่เคยให้ใคร ไม่ทราบเพื่อนเห็นอะไร
เค้าไม่ยอมบอกรบเร้าขอตลอดขอแบ่งมั่ง เราก็ให้แบบอื่นไปก็ไม่วายเจอหน้าทีไรก็พยายามจะขอแบ่งให้ได้ เราถามแต่ไม่ยอมบอก
เราก็ให้ไม่ได้เพราะของหลวงปู่ชื่นท่านทำไว้ให้และท่านสั่งกำชับไว้ ท่านบอกท่านทำไว้ดีแล้ว(ตอนนั้นก่อนจะรับถามท่านเพราะกลัวผี55)

254
อนุภาพของปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก

     พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) ท่านมีความเชี่ยวชาญ และแตกฉานในวิชาเสกปลัดขิกเป็นอย่างมาก ทำให้ในปัจจุบันนี้ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือได้รับความนิยมโด่งดังเป็นอย่างมาก จนมีผู้ขนานนามปลัดขิกของท่านว่า เป็นปลัดขิกของเมืองไทย

    การทำปลัดขิกนั้นท่านจะให้ลูกศิษย์เหลาปลัดขิกมาให้ท่านปลุกเสกตัวใหญ่บ้างตัวเล็กบ้าง แล้วแต่จะเหลามาให้ บางคนฝีมือดีก็เหลาเป็นรูปขาลิงหางเลื้อยก็มี ปลัดขิกส่วนใหญ่จะทำด้วยไม้คูณ ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือนั้นท่านจะลง กันหะ เนหะ ตรงกลางตัวปลัดขิก ด้านข้างซ้ายขวาจะลง อุมะอุมิ และอิติกัตตา และหลวงพ่อเหลือจะจารอักขระตัว อุ ที่หัวปลัดขิก โดยส่วนใหญ่ท่านจะจารที่หัวปลัดขิก ๓ อุ แต่ก็มี อุ หนึ่งตัวบ้างในกรณีที่ปลัดขิกตัวเล็กมาก และกรณีพิเศษวันไหว้ครูปลัดขิก ท่านจะลงเป็นพิเศษคือลงทั้งหมด ๕ อุ ในวันไหว้ครูนั้น หลวงพ่อเหลือจะนำหัวหมูบายศรี เครื่องบัดพลีต่างๆ และท่านจะเขียนผ้ายันต์เทพรำพึงหรือผ้ายันต์องค์ครูเพื่อทำพิธีไหว้ครูบาอาจารย์เป็นประจำทุกปี

     หลวงพ่อเหลือปลุกเสกปลัดขิกในยามดึกเงียบสงัดโดยจะใส่ปลัดขิกไว้ในบาตรแล้ว ใช้สมาธิบริกรรมคาถาจนกว่าปลัดขิกจะขึ้นมากระโดดโลดเต้น ว่ายวนอยู่ในบาตร ดุจดั่งมีชีวิตแหวกว่ายไล่ตามเสมือนปลาในน้ำ ตัวไหนปลุกเสกมีกำลังดีแล้วจะกระโดดออกมานอกบาตรถือเป็นอันใช้ได้ ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือจะมีอนุภาพเด่น ทางด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ป้องกันภูตผีปีศาจ และขับเสนียดจัญไร ชาวบ้านหลายท่านนำปลัดขิกไปคาดเอวถูกหมากัดแต่กัดไม่เข้า บางท่านใช้ปลัดขิกฝนเป็นยา แล้วนำไปรับประทานเวลาป่วยไข้จะหายโดยเร็วพลัน ใช้ทำน้ำมนต์โดยการนำปลัดขิกไปครนในขันใส่น้ำฝน เพื่อนำไปรดหัว ล้างหน้า และอาบกิน เพื่อขับเสนียดจัญไร และคุณไสยต่างๆ บางท่านโดนต่อ แตน ตะขาบ หรือสัตว์มีพิษกัดต่อย ให้อาราธนาปลัดขิกโดยนึกถึงหลวงพ่อเหลือแล้วใช้ปลายปลัดขิกนั้นจิ้มไปที่โดน ต่อยจะดับพิษของสัตว์ร้ายเหล่านั้นได้ บางท่านใส่ไว้ในตะกร้าเงินเวลาขายของจะนำปลัดขิกหลวงพ่อเหลือมาอาราธนาจิ้ม ไปที่ของที่จะนำไปขายจะทำให้ขายของดีเป็นอย่างมาก ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือนั้นท่านนิยมจะแจกให้ ญาติโยมในงานประจำปีสมโภชกลางเดือน ๔ โดยหลวงพ่อจะมอบให้แก่ญาติโยมที่มีจิตศรัทธามาทำบุญปิดทองเป็นประจำทุกปี นอกจากนั้นท่านยังมีเมตตาปลุกเสกปลัดขิกให้ชาวบ้านที่มีความศรัทธาเหลามาให้ ท่านลง โดยส่วนใหญ่ท่านจะปลุกเสกในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี เมื่อออกพรรษาแล้วท่านจะมอบปลัดขิกให้แก่ญาติโยมที่นำมาฝากปลุกเสกไว้


คาถาปลุกปลัดขิก ตำรับดั้งเดิม วัดสาวชะโงก
     โอม น้ำ ๓ จอก กูจะกลอกขึ้นหลังคา ถอกขาวถอกเขียวถอกเยี่ยวรดผ้า ถอกฆ่าคนตาย ถอกขายคนกิน ถอกอินทะนิน ถอกนอกฟ้าป่าหิมพานต์ ถอกกินบ้าน ถอกกินเมือง โอมอีจ้อยจักกะวัตต์ ยกกระบัตร์เมืองนนท์ ขุนพลลพบุรี ถือแหก...ตีกรรเชียง นอนหงาย...แห้ง นอนตะแคง...ชุ่ม โอม มะรุมรุม พอทำเนาเอาเถิด หนามขี้แรดเกี่ยว...ช้าง คน...กว้างสะบัดเหนียก   คน...เปียกสะบัดหนอก โอมน้ำ ๓ จอก รดหัวถอกไม่หนาว ขี้ปาวน้ำมะเหนียก ขี้เปียกน้ำมะนาว เพี้ยง อะสัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ แหกแยก ตะลุมเปรอะ อุตตุ อัตตะ อัตตะ อุตตุ สัมปิด อุดอัด พัดอุด นะปิดลูก โมปิดดิน พุทปิดไฟ ธาปิด ปากกระบอก ยะมิให้ออก ด้วย อิกะวิติ ติวิกะอิ อรหังเพชร ชะคงคง ราคงเพชร ชะคงคง พุทธังคงเนื้อ ธัมมังคงกระดูก ทรหด อมคง คงทั้งนั่ง คงทั้งยืน คงทั้งหลับ คงทั้งตื่น คงทั้งกลางวัน คงทั้งกลางคืน โอมคงคง มหาคงคง คงตรีเพชร ชะคงคง คงกันหะเนหะ เนหะกันหะ ทอระมิมิ พุทธังพระอะระหัง พันธะปิด พุทธังพระอิติ ธัมมังพระอิติ ปิดมิด อิติเกวะพันธะยักษา สลัดกุม ภันทานัง มิสาจะวะ อัพพะยายันติ

คาถาเมตตาค้าขาย
ตำรับหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
ตั้งนะโม ๓ จบ
โอมศรีวิชัยกังเวียน   ปู่เจ้าเขาเขียว   มีลูกคนเดียว
ให้ชื่อนางกวัก   ชายเห็นชายรัก   หญิงเห็นหญิงทัก
ทั่วทุกถ้วนหน้า   พวกพานิชชา   พากูไปค้าหัวแหวน
ก็ได้วันละแสนทะนาน   กูจะค้าสารพัดการ   ก็ได้โดยคล่อง
กูจะค้าทอง   ทองก็ได้เต็มหาบ   เพียงวันนี้เป็นร้อย
สามหาบมาเรือน   สามเดือนเป็นเศรษฐี   สามปีเป็นพ่อค้าสำเภา
พระฤๅษีผู้เป็นเจ้า   ประสิทธิให้แก่ลูกคนเดียวสวาหะ

255
ชีวประวัติพระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก)

พระครูนันทธีราจารย์ (เหลือ รุ่งสะอาด)
นามเดิม  :  เหลือ นามสกุล รุ่งสะอาด เกิดวันพุธที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๐๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ (ปีจอ)
สถานที่เกิด  :  หมู่ที่ ๒  ตำบลบางเล่า  อำเภอบางคล้า  จังหวัดฉะเชิงเทรา
บิดาชื่อ นายรุ่ง   รุ่งสะอาด มารดาชื่อ นางเพชร รุ่งสะอาด
มีพี่น้องร่วมบิดา มารดาจำนวน ๗ คน ดังต่อไปนี้
๑. กำนันทอง รุ่งสะอาด ๒. ผู้ใหญ่เงิน รุ่งสะอาด ๓. นางนาก รุ่งสะอาด ๔. นางมน รุ่งสะอาด ๕. พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ)
๖. นายสา รุ่งสะอาด ๗. นายปุ้ย รุ่งสะอาด
     
          ในชีวิตเยาว์วัยของนายเหลือนั้นอุปนิสัยเป็นคนขยันขันแข็งเป็นคนที่พ่อแม่และญาติ รักใคร่ทุกคน นายเหลือก็รักชื่อเสียง
ของวงศ์ตระกูลเหนือสิ่งอื่นใดครั้นอายุถึงวัยเบญจเพศ ซึ่งเป็นเวลาอันสมควรแล้วที่ควรจะบวช พ่อแม่และบรรดาวงศ์ญาติก็ได้พร้อมใจกันให้อุปสมบทเสียที โดยตั้งใจจะให้มาบวชที่วัดสาวชะโงก การอุปสมบทของนายเหลือ ก็มิใช่จัดงานอย่างมโหฬาร หรือใช้ดนดรีแห่แหนจนเป็นที่สนุกนานเหมือนอย่างสมัยนี้ มีแต่เพียง ข้าวหม้อ แกงหมอ ลงเรือพายหัวพายท้ายนำนาคเหลือเข้าวัดขณะพายเรือมา ศัตรูเก่า ยังมาตะโกนท้าให้หยุดเรือตีกันเสียก่อน ฝ่ายนายเหลือก็แน่ โดยเอาตะพดคู่ใจใส่เรือมาด้วย เป็นการเตรียมพร้อม และบอกกับคนพายเรือให้หันหัวเรือไปตีกับมันก่อน ฝ่ายญาติผู้ใหญ่ที่มาด้วยกลัวจะเกิด เป็นเรื่องใหญ่เดี๋ยวจะไม่ได้บวชจึงรีบจ้ำเรือไปวัดในที่สุดบุญกุศลก็ได้ดลบันดาลให้ไปถึงโดยสวัสดีนาคเหลือ รุ่งสะอาด ได้ทำการอุปสมบท เข้าสู่รมกาสาวพัฒน์ ทดแทนคุณบิดามารดา เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๔ (ปีระกา) ณ พัทธสีมา วัดสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีพระอาจารย์คง วัดใหม่บางคล้า เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขิก วัดสาวชะโงก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โต วัดสาวชะโงก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา นันทสาโร สมตามความตั้งใจของ พ่อ แม่ และครอบครัวทุกประการ

ด้านการศึกษา
พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา ขอมบาลี และวิปัสสนาธุดงควัตร จากพระอธิการขิก จนแตกฉาน จากนั้นได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อดำ วัดกุฏีจังหวัดปราจีนบุรี และท่านยังได้เดินธุดงค์ไปยังป่าเมืองกาญจนบุรี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ เรียนวิชาอาคมกับหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรี อาจารย์ทั้ง ๒ องค์นี้ ได้สอนวิชาการทำตะกรุด และพระปิดตาแก่หลวงพ่อเหลือ นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ จังหวัดฉะเชิงเทราเก่งทางด้านทำน้ำมนต์ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี (วัดนาคราช) จังหวัดสมุทรปราการ ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เก่งทางด้านการทำเสือ ได้มีการแลกเปลี่ยนวิชากัน โดยหลวงพ่อเหลือได้ให้วิชาทำปลัดขิกกับหลวงพ่อนก ส่วนหลวงพ่อนกได้ให้วิชาการทำเสือกับหลวงพ่อเหลือ และท่านยังเป็นสหธรรมิกที่แนบแน่นกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองไทยอีกหลายท่าน เช่น หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งทุกท่านได้เดินทางไปมาหาสู่กันโดยตลอด
 

พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังนี้
๑. เป็นรองเจ้าอาวาสวัดสาวชะโงกพ.ศ.๒๔๖๑ ๒. เป็นเจ้าอาวาสวัดสาวชะโงก  พ.ศ.๒๔๗๔ ๓. เป็นเจ้าคณะตำบลบางสวน พ.ศ.๒๔๘๑
๔. เป็นพระระงับอธิกรณ์  พ.ศ.๒๔๘๑ ๕. เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๔๘๓

ด้านสาธารณะประโยชน์
๑. พระอธิการขิกกับพระอาจารย์เหลือ ท่านได้ร่วมกันบริจาคเงินส่วนตัวของท่านซื้อที่ดินจากนายวันกำนันตำบลสาวชะโงก ๑ แปลง (ที่ตั้งมณฑปวัดสาวชะโงกปัจจุบันนี้) เป็นเนื้อที่ประมาณ  ๒ ไร่ราคา ๔๐ บาท จัดสร้างมณฑปขึ้นอย่างสวยงาม จำลองแบบมาจากพระพุทธบาทสระบุรี ขึ้น ๑ หลัง เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๘
๒. สร้างหอสวดมนต์หลังใหญ่ที่วัดสาวชะโงกขึ้น ๑ หลังไว้สำหรับใช้เป็นพระภิกษุสงฆ์ เจริญพุทธมนต์ และฉันภัตตาหารเมื่อปี ๒๔๕๐
๓. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดก้อนแก้ว ตำบล ก้อนแก้ว อำเภอ บางคล้า จังหวัด ฉะเชิงเทราและจัดงานผูกพัทธสีมา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๑
๔. สร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ที่ วัดสาวชะโงก ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา  เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๒
๕. จัดตั้งที่เรียนหนังสือโดยอาศัยศาลาการเปรียญของวัดสาวชะโงกจัดหาครูมาทำการสอนกุลบุตร กุลธิดา ของชาวบ้าน ตำบลสาวชะโงกและตำบลข้างเคียง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓
๖. สร้างโรงเรียนรูปทรงมะนิลา  ๒  ชั้น ขึ้น ๑ หลัง ตั้งอยู่บริเวณริมคลองหลอด ข้างวัดสาวชะโงก เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๕
๗. ร่วมร้างพระอุโบสถวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดสิบเอ็ดศอก) ตำบลคลองขุด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙
๘. ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ จัดงานหล่อพระประธานขึ้นที่วัดสาวชะโงก เมื่อวันเพ็ญเดือน ๔ พร้อมกับงาน ปิดทอง รอยพระพุทธบาทจำลอง จนถึงเดือน ๑๑ ปีมะโรง จัดขบวนแห่พระประธานที่หล่อใหม่โดยทางเรือจากวัด สาวชะโงกไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดสิบเอ็ดศอก) ตำบล คลองขุด อำเภอ บ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑
๙. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดปากด่าน (ด่านเงิน) ตำบลแปลงยาว อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒
๑๐. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดหัวสวน ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอ บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๓
๑๑. ร่วมสร้างพระอุโบสถ วัดทด ตำบลบางไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมาเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๔
๑๒. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดเสม็ดใต้ ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมาเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๕
๑๓. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดประตูน้ำท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมาเมื่อ    ปีพ.ศ. ๒๔๗๗
๑๔. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดวังเย็น ตำบลวังเย็น อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘
๑๕. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดปากคลองหก(วัดพลอยกระจ่างศรี) ตำบลคลองหก อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๙
๑๖. ร่วมสร้างพระอุโบสถวัดแสงพุ่ม (ปลายคลองกกสับ) อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และจัดงานผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒
๑๗. จัดสร้างโรงเรียนประชาบาลตามแบบ ป.๒  ของกระทรวง ศึกษาธิการขึ้นที่วัดสาวชะโงก ๑ หลังขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๓๒ เมตร ๒ ชั้น  แล้วเสร็จในปีพ.ศ. ๒๔๘๕ ทางราชการให้ชื่อว่าโรงเรียนวัดสาวชะโงก(นันทประชาสรรค์) โรงเรียนวัดสาวชะโงกเป็นถาวรวัตถุชิ้นสุดท้ายที่หลวงพ่อจัดสร้างขึ้นไว้

หมายเหตุ
ชื่อ วัด ตำบล อำเภอ จังหวัด เขียนไว้ตามความเป็นจริงเมื่อในครั้งอดีต ปัจจุบันบางแห่งอาจได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามความเหมาะสม การร่วมจัดสร้างพระอุโบสถของหลวงพ่อเหลือนั้น ตามปกติท่านจะสร้างพระ          อุโบสถขึ้นก่อนแล้วทำการผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต เมื่อจัดการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตแล้วพระอุโบสถยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็ได้ติดตามจัดการจนแล้วเสร็จทุกวัดไป
ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระระงับอธิกรณ์  :  ให้พระครู เหลือ วัดสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระครูนันทธีราจารย์ขอพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนาเป็นภาระสั่งสอนช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุ สามเณรในอารามโดยสมควร
จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๘๐)
พล.อ เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ผู้รับสนองราชโองการ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ความเมตตา
อันว่าความเมตตากรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ ความโอบอ้อมอารีย์ หรือ เมตตาจิต มีอยู่ในพระคุณหลวงพ่อเหลือ อย่างเปี่ยมล้นเราจะเห็นได้ชัดจากสิ่งแวดล้อมทั่วๆไป เช่น เมื่อท่านพบเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากจะสงสารและเข้าช่วยเหลือเสมอ แม้การช่วยเหลือจะลำบากยากเข็ญอย่างไร ก็พยายามช่วยเพื่อให้ผู้นั้นพ้นทุกข์เหตุการณ์ที่น่าจะนำกล่าวคือ ท่านพบเห็นผู้ใดแจ็บป่วยมาก ท่านจะพยายามช่วยดูแลรักษาพยาบาล โดยท่านมีความรู้ในการรักษาโรคทางยาแผนโบราณและทางไสยศาสตร์เข้าประกอบด้วยกันทำให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ ผู้ป่วยบางรายเป็นชาย และยากจนหรือวิกลจริตหรือพิการท่านก็ได้นำมารักษาพยาบาล และเลี้ยงไว้ที่วัดเป็นประจำ ท่านได้สร้างอาชีพให้แก่ลูกศิษย์ โดยจัดซื้ออุปกรณ์ด้วยเงินส่วนตัวของท่านเองอาชีพที่ท่านสอนคณะศิษย์ มีโขนสด หนังตะลุง วงปี่พาทย์ นอกจากนี้ท่านยังได้อุปสมบท ผู้ที่ยากจนทุกรายที่มาขอความช่วยเหลือท่านจะรับไว้อุปการะทุกรายไป หลวงพ่อเหลือท่านไม่เป็นผู้โลภหรืออยากได้สิ่งใดๆท่านเคยกล่าวเสมอว่าเอกลาภใดๆที่ท่านได้มา แม้จะมากหรือมีราคาสูง เพียงใด ท่านก็ไม่ดีใจหรือจะเสียสิ้นไปจำนวนมากเท่าใดก็ไม่เสียใจ ท่านมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และห่วงใยในผู้ยากจนเสมอ ดังจะเห็นได้ว่า ในครั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่ในวัดสาวชะโงก จะมีต้นไม้อยู่ร่มเย็นเป็นจำนวนมากเช่น มะม่วง มะขาม มะพร้าว มะขวิด ฯลฯ ท่านไม่เคยกีดกันหรือขัดขวางผู้ใด ถึงคราวต้นไม้นั้นจะออกฝักออกผล ชาวบ้านจะเก็บไปบริโภคได้ตามความพอใจ  ท่านเอื้อเฟื้อทั้งฆราวาส และภิกษุสามเณร เช่นภิกษุสามเณรหรือฆราวาสมาจากที่อื่นเมื่อมาพำนักอยู่ในวัดแล้ว ท่านจะต้องท่านจะต้องค่อยดูแลต้อนรับด้วยความห่วงใย ให้ที่อยู่อาศัย ตลอดจนของฉันบริโภค จึงเป็นที่พอใจของผู้ที่มาเยือน ด้วยคุณสมบัติของท่านที่กล่าวมานี้ ทำให้มีผู้เคารพนับถือ เดินทางไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้นท่านคบหาสมาคมกับบุคคลทุกเหล่าทุกภาษา โดยไม่ถือชั้นวรรณะ แต่อย่างใด ปรากฏว่ามีบุคคลทั้งยากจนถึงมียศศักดิ์เป็น ขุน หลวง พระยา ไปมาหาสู่กับท่านเสมอ ตลอดจนถึงเชื้อพระวงศ์บางท่านที่เคารพนับถือหลวงพ่อเหลือ เช่น พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร อดีตเสนาบดีกระทรวงธรรมการ หรือเรียกว่ากระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน เป็นต้น ท่านเป็นผู้มีปฏิภาณเฉียบแหลม รอบรู้ทันเหตุการณ์ เมื่อพบเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างใดก็สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปด้วยดี ในการสร้างวัตถุสถานสำคัญ เช่นสร้างพระอุโบสถในวัดต่างๆทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ก่อนจะดำเนินการ เจ้าอาวาสหรือมัคทายกของวัดนั้นๆ จะต้องมาปรึกษาหารือ และขอร้องให้ท่านช่วยเหลือด้วยความเชื่อถือ เมื่อท่านรับภาระแล้วต้องดำเนินการให้เสร็จทุกรายเริ่มตั้งแต่จัดหาจตุปัจจัย วัตถุต่างๆในการก่อร้าง จัดหาคนงานแม้จะลำบากหรือมีอุปสรรคเพียงใด ท่านก็จะสามารถ จัดการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกครั้งไป มีการปกครองที่ดี ให้ความเที่ยงธรรมสม่ำเสมอแก่บรรดาลูกศิษย์ ทั้งฝ่ายภิกษุสามเณร และฆราวาส สามารถเปรียบเทียบคดีพิพาทระหว่างบุคคลได้ดี ไม่ว่าผู้ใดจะมีเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เมื่อถึงท่านต้องเปรียบเทียบไกลเกลี่ยแล้วเรื่องนั้นจะเรียบร้อยโดยสันติวิธีทุกรายไป ด้วยความมีเมตตาจิตของท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือ ของชาวตำบลสาวชะโงกมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เขมรจอมอาคมวางยาสั่ง
เมิ่อครั้งหลวงพ่อเหลือเดินทางไปธุดงค์จัดขบวน รุกขมูล ได้มีลูกศิษย์ติดตามเดินทางไปด้วยจำนวนหนึ่ง การเดินทางไปจุดนัดหมาย ที่พระพุทธบาทสระบุรีมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศได้พบเจอกันที่นั่นต่างสนทนา ปราศัยกันพอวันรุ่งขึ้นก็ต่างคนต่างเดินทางบางท่านก็ไปเขมร พม่า แล้วแต่ความต้องการ หลวงพ่อเหลือ ท่านนิยมเดินทางไปเขมร เดินทางอ้อมเข้ามาทางจังหวัดปราจีนบุรี มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อเหลือท่านเดินทางมาถึงตอนเย็นใกล้พลบค่ำแล้ว ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ท่านกับลูกศิษย์จึงได้ตัดสินใจพักปักกลดที่อำเภอกบินทร์บุรีแห่งนี้ ชาวบ้านต่างดีอกดีใจให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ครั้นพอรุ่งเช้า ชาวบ้านต่างมีข้าวปลาอาหารมาทำบุญใส่บาตรกันอย่างมากมาย หลวงพ่อท่านพักอยู่กับคณะศิษย์หลายวัน มีอยู่วันหนึ่งถึงเวลาที่หลวงพ่อเหลือเก็บสัมภาระเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับ หลวงพ่อเหลือบอกลาญาติโยม และให้พร ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งเชื้อสายเขมรมากราบ หลวงพ่อเหลือ ชายผู้นี้ต้องการทดลองว่าหลวงพ่อมีวิชาอาคมเก่งกาจขนาดไหน จึงได้ถวายกาแฟร้อนผสมยาสั่งให้หลวงพ่อฉัน ในแก้วกาแฟนั้นประกอบไปด้วยยาพิษ และกำกับด้วยอาคม หากใครได้ดื่มกินไปแล้วไปกินอะไรที่สั่งไว้ต้องตายทันที เขมรใจบาปผู้นี้ได้นำกาแฟมาถวายหลวงพ่อด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส หลวงพ่อก็รับประเคนกาแฟแก้วนั้น เมื่อลูกศิษย์เห็นดังนั้นจึงได้บอกหลวงพ่อว่าอย่าฉันกาแฟแก้วนั้นเลย ท่านจึงได้บอกกับลูกศิษย์ที่ติดตามมาว่า “รู้แล้ว” โยมเขานำมาถวายจะขัดศรัทธาเขาทำไม หลวงพ่อก็ฉันกาแฟแก้วนั้นจนหมด ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นยาพิษท่านมิได้คิดขัดศรัทธาญาติโยม จากนั้นเมื่อดื่มยาสั่งเข้าไปแล้ว หลวงพ่อท่านก็เดินทางกลับวัดสาวชะโงก โดยไม่ดื่มฉันอะไร ระหว่างทางแม้แต่อย่างเดียว ท่านได้ปรุงยาถอนพิษยาสั่งด้วยสมุนไพรใช้คาถาถอนอาคมที่กำกับไว้จนเป็นผลสำเร็จ พิษยาสั่งที่ใส่มานั้น ก็หมดฤทธิ์ลงทันที จึงเห็นได้ว่าหลวงพ่อเหลือท่านได้มีจิตใจที่เมตตาเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีวิชาอาคมที่แก่กล้ายากที่ผู้ใดจะเสมอเหมือน

ยาแก้ยาเบื่อยาสั่งถอนคุณไสยทั้งปวง
๑. ว่านหางช้าง  ๗ ใบ ลงด้วยพระเจ้า ๑๖ พระองค์ ๒. ว่านน้ำ ๗ ใบ ลงด้วยอะสังวิสุโลปุสะพุภะ ๓. แก่นมะเกลือ ลงด้วยจะภะกะสะ
๔. แก่นปรู ลงด้วยประจุขาด ๕. แก่นขนุน ลงด้วยสังวิธาปุกะยะปะ ๖. รากท้าวยายม่อม ลงด้วยพุทธะสังมิ ๗. รากสลอดน้ำ ลงด้วยอิกะวิติ
๘. รากตองแตก ลงด้วยนะมะพะทะ ๙. ข่า ๕ ชิ้น ลงด้วยนะโมพุทธายะ ๑๐. อ้อยแดง    ๓ ข้อ ลงด้วยมะอะอุ ๑๑. ยาดำหนัก ๑ บาท
** ทั้งหมดรวมกันต้มรับประทาน

งานปลงศพพระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ)
ท่านพระครูนันทธีราจารย์มรณภาพวันศุกร์ ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๒ ปีระกา เวลา ๐๔.๐๐ น. เศษด้วยโรคประจำตัว และความชราแห่งสังขารมรณกรรมของท่านยังความเศร้าโศกปริเทวนาการแก่ศิษยานุศิษย์ และบรรดาญาติมิตรที่เคารพในพระคุณของท่านเป็นอันมากประหนึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรได้ถูกพายุใหญ่ พัดหักโค่นลง ยังคงเหลือปราฏอยู่แต่คุณงามความดีของพระคุณท่าน แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วคุณงามความดีของหลวงพ่อฯยังไม่คงลืมเลือนไปจากความทรงจำของคณะศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ การจัดงานปลงศพของท่านเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ โดยรับพระราชทานเพลิงจากทางราชการ งานปลงศพนี้เป็นงานใหญ่ มีศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือเดินทางมาจากไกล้และไกลเป็นจำนวนมากมาร่วมจัดงานกำหนดประชุมเพลิงตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. มีผู้เข้าประชุมถวายเพลิงท่าน ใช้เวลานานถึง ๓ - ๔ ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จเกียรติคุณของหลวงพ่อ มีความสำคัญเป็นเครื่องวัดคุณงามความดีของท่านได้อย่างหนึ่งว่าอัฐิของหลวงพ่อส่วนหนึ่งทางวัดได้เก็บไว้สำหรับบรรจุในพระเจดีย์ แล้ว ส่วนอื่นไม่ตกถึงพื้นดิน พื้นน้ำ โดยมีศิษยานุศิษย์ แบ่งปันอัฐิ กันไปคนละชิ้น คนละอัน จนหมดสิ้น ทางวัดได้จัดสร้างพระเจดีย์ พระครูนันทีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) แล้วเสร็จและได้บรรจุอัฐิไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของท่านสืบไป

หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 22




Facebook Page