ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

ผ้าขอดแดงหลวงปู่บาง วัดสโมสร ปีละ ๑๐๘ ขอด เท่านั้นประสบการณ์ทั่วแดนเมือง นนทบุรี ใครมีก็หวงแหน
สุดยอดเกจิชาวรามัญ

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ

 


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
หลวงปู่โง่น โสรโย / ๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพ่อแห่งชาติ
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 05, 2019, 07:36:52 PM »
๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพ่อแห่งชาติ
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
 “ปณิธานความดี…มีแล้วแบ่งปัน” หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชามาสืบสาน รักษา ต่อยอด
ศาสตร์พระราชาให้ประชาชนได้รับรู้
2
ภาพถ่ายห้อยคอกระดาษโกดักก่อนปี ๔๐ หลวงพ่อเจียม สันติธัมโม วัดบ้านกะมอล
เป็นกระดาษโฟโต้ปริ้น KODAK Photo แบบมัน น่าจะปริ้นแถววัดให้หลวงปู่แจก
งานแบบบ้านๆครับ
3
หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เจ้าอาคมตักสิลาไสยเวทย์นครธมแห่งบ้านกรวด
พยนต์แดง หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด
“หุ่นพยนต์แดง” ไสยศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันดีเรื่องมีภูตผีเป็นผู้รับใช้ติดตาม จะทางสายไหนก็มักจะมีข้ารับใช้เสมอ
ทั้งสายเทพ สายพราย สายภูติ สายผี สายเวทย์ บางครั้งถูกเรียกไปต่างๆ
กุมารทอง กุมารี รักยม อิ่นจันทร์ อิ่นแก้ว หุ่นพยนต์จะสามารถสร้างจากวัตถุสิ่งของ โบราณเรียกว่า “วิชาผูกหุ่น” สมัยโบราณ
ใช้หญ้าแพรก,ไม้ไผ่,ขี้ผึ้ง,หรือผ้ายันต์ เจ้าอาคมตักสิลาไสยเวทย์นครธมแห่งบ้านกรวด เสกวิชาพยนต์แขนงหนึ่งเช่นกัน
ไม่ต้องเป็นต้องถักหุ่นให้เป็นรูปคน แต่หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เจ้าอาคมตักสิลาไสยเวทย์นครธมแห่งบ้านกรวด
ท่านเสกผ้ายันต์พยนต์แดง หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด อาราธนาคาถาให้เป็น หุ่นพยนต์มาอารักขาคุ้มครองกัน คุณกันของ
หลวงปู่ผาดเปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้น เช่น หุ่นพยนต์ เป็นรูปหุ่นจำลองของ เทวดา ยักษ์ โดยอาศัยหลักการว่าทำหุ่นแบบนั้นหรือ
หุ่นพยนต์หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เจ้าอาคมตักสิลาไสยเวทย์นครธมแห่งบ้านกรวดนั้น ต้องเกิดจากการปลุกเสก
ตั้งธาตุ หนุนธาตุ และเรียกอาการจนครบทั้ง ๓๒ จนหุ่นพยนต์ประดุจมีชีวิต มีดวงจิต ถือเป็นการปลุกเสกเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
จึงจะสามารถนำหุ่นพยนต์มาให้คุ้มครองบรรดาลูกศิษย์และใช้งานบูชาได้....
หุ่นพยนต์ในรูปคือหุ่นพยนต์แดงขนาดบูชา ของหลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เจ้าอาคมตักสิลาไสยเวทย์นครธม
แห่งบ้านกรวด
4
หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านกรวด ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ หรือ พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๓ พ.ค. ๒๔๕๔ จบ ป.๔
เป็นชาวบ้านดู่ ต.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บุตรนายเอี้ยง กับ นางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน หลวงปู่ผาด
เป็นคนที่ ๓ ขณะหลวงปู่ผาดอายุยังไม่ถึงขวบครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้บรรพชา
บวชสามเณรเมื่อปี ๒๔๗๐ อายุ ๑๕ ปี ที่วัดบ้านพลับ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชได้ ๒ พรรษาลาสิกขาบทไปช่วย
บิดามารดาทำไร่ทำนา ต่อมาปี ๒๔๗๖ ขณะมีอายุ ๒๒ ปีได้อุปสมบทบวชเรียนที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
เมื่อครั้งอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวท วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ
ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้านในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัยถึง๓ ปี
(ในสมัยนั้นจังหวัดอุดรมีชัยยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย)
จากนั้นได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษา
วิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา๘ ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐานอย่าง
แจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่าจนเป็น “วัดตาอี”
ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน ต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวดจึงได้นิมนต์
หลวงปู่ผาดมาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดมาโดยตลอด แต่ในที่สุดทนแรงศรัทธาของญาติ
โยมไม่ไหวจึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดจนถึงปัจจุบัน
หลวงปู่ผาดได้พัฒนาวัดสาขาของท่านถึง ๔ แห่ง คือ วัดตาอี, วัดบ้านปราสาท, วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่าง
มาจนถึงปัจจุบันนี้
หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เป็นพระที่รักสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด
แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่อง วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาด
ไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่เลยอนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ออกมาหลายชนิด
5
แผ่นจารตระกรุดเงินจารมือ หลวงปู่บาง ปัญญาทีโป เทพเจ้าแห่งมอญกระทุ่มมืด
หลวงปู่บาง วัดสโมสร เป็นพระที่เรียกได้ว่าของจริง ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ไม่โชว์หรืออวดอุตริมนุสธรรม
ชาวรามัญ หรือย่านลาดหลุมแก้ว บางใหญ่ บางเลน ไทรน้อย ยันนนทบุรี ให้ความเคารพนับถือท่านเป็นอย่างสูง
ตะกรุดมีแผ่นเล็กใหญ่ ของผมนำแผ่นเงินทองแดงไปถวายไว้ ก่อนเข้าพรรษา ท่านจะทำผ้าขอดแดงเล็กใหญ่และจารตะกรุด
เล็กใหญ่พรรษาละ ๑๐๘ ดอกซึ่งรวมทั้งผ้าและตะกรุด สมัยก่อนถือว่าผมโชคดีมากทำงานอยู่ทีลาดหลุมแก้วใกล้ เลยเอาไปฝากท่านลง
ไว้ให้ใช้ ของที่ออกจากทางวัดไม่มีการตั้งตู้จำหน่าย จะแจกก็ต่อเมื่อเป็นงานกฐิน ผ้าขอดแดงใครไปขอมักจะผิดหวังเพราะท่านทำปี
ละ ๑๐๘ ขอด (สาเหตุที่เก็บนอกจากนับถือวัตรท่านแล้ว เคยได้รับผ้าขอดขาวมาจากหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ อดีตเจ้าอาวาส
วัดเนรมิตวิปัสสนา ได้หลายขอดแต่ท่านทักเดียวก็หายหมดโยม พอผมย้ายบ้านหายไปหมดจริงๆ เป็นเหตุให้ผมเก็บของหลวงปู่บาง
แทบไม่ได้แจกใครเลยเพราะศรัทธาท่านเป็นอาจารย์ผมองค์นึงเลยครับ)
6
พระพุทธวิโมกข์๔ หน้าตัก ๖ นิ้ว ของหลวงปู่โง่น โสรโย โลหะหล่อหนา ทาทองบร็อนซ์ อุดปูนพลาสเตอร์ใต้ฐาน
ได้มาเพราะความโง่
      คุณแป๊ะเองก็คงเคยได้ยินได้ฟัง ซึ่งหลายคนเขามาถามหลวงพ่อว่า ท่านเอาเงินเอาทองมาจากไหน มาสร้างพระพุทธรูป
องค์ใหญ่ ๆ ส่งแจกไปให้โรงเรียนฟรีได้ถึงสองหมื่นองค์ ต้องใช้เงินมหาศาลเป็นร้อย ๆ ล้านบาทขึ้นไป และก็ไม่มีการเรี่ยไร
บอกบุญจากใครทั้งนั้น นอกจากนี้ยังสร้างโรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์จากอเมริกาและ ยุโรปมาอีกหลายล้านบาท
หลวงพ่อก็บอกว่า ได้มาจากความโง่ ความเซ่อ ความว่าง เพราะ ฉันชื่อ “โง่น” ที่ ตัดตัว น.หนู ออกไป ก็เหลือแต่ “โง่”
อย่างเดียว และก็ความเซ่อ ความว่างเข้าอีก พอคนถามเขาได้ยินเข้าเขาก็งง เพราะเขาไม่รู้จริงว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว
เราได้นำพระพุทธรูปที่เราได้สร้างขึ้นมาด้วยความโง่ ความเซ่อ นำไปแจกทั่วประเทศ ภาคเหนือถึงแม่ฮ่องสอน ภาคใต้ถึงภูเก็ต
สตูล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ถึงหนองคาย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น นครราชสีมา ฯลฯ ไปทุก
จังหวัดทั่วประเทศไทย และคุณก็ไปแจกด้วยแทบทุกครั้ง
ครั้งแรกประเดิมก่อนก็มีพุทธมณฑล จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งใช้รถเทรลเล่อร์ถึง ๒๕ คัน เป็นขบวนยาวเหยียด คนเขาเห็นแล้ว
ตื่นตาตื่นใจ
ครั้งนั้นแจกให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอื่น ๆ บางจังหวัด
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็เสด็จมารับแทนโรงเรียนทุกโรง พอท่านรับเสร็จแล้ว เราก็ให้รถเทรลเล่อร์นั้น
วิ่งไปส่งตามจุดต่าง ๆ ทั้งหมด คุณก็รู้ดี ดังนั้นแหละ คุณแป๊ะเอ๋ย ขอให้เข้าใจและเอาหมาเป็นตัวอย่างบ้าง ฉันถือว่าคุณเป็นเสมือน
ลูกชายที่แสนรัก เพราะคุณหลวงก็ได้ฝากเอาไว้ และคุณเองก็รักเคารพฉันเหมือนพ่อ อันพ่อกับลูกจะสอนกันแบบไหน วิธีการอย่างไร
ก็พร้อมที่จะให้อภัยกัน ถ้าเป็นคนอื่น ฉันจะไม่สอนแบบนี้ เพราะดีไม่ดีโดนด่าเอา พอพูดเสร็จ คุณแป๊ะก็หัวเราะว่า
ดีมาก...เป็นคติที่ดี เพราะวันนี้หมามาอยู่เป็นเพื่อนอีกหลายตัว จึงได้ธรรมะจากมัน ข้าพเจ้าจึงพูดขึ้นว่า คุณแป๊ะเอ๋ย วิถีชีวิต
ของตัวเอง รู้ตัวเองนี้แหละ เป็นบทเรียนที่ดีที่สุด อันการเรียนจากหนังสือ หรือ จากครูอาจารย์ทั้งชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา
เป็นการเรียนเทียบที่คนอื่นผู้อื่น เขากะเกณฑ์บทเรียนให้ และกำหนดระยะเวลาให้ แต่บทเรียนที่แท้จริงนั้น เราต้องเรียนจาก
ประสบการณ์ของชีวิตจริงของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรานี้ แม้แต่สุนัขก็เป็นครูอาจารย์ของเราดังกล่าวแล้ว
วันนี้ดึกแล้ว เวลาสองยามพอดี ก็ต่างคนต่างนั่งหรือนอนตามถนัด ใน โสสานิกังคธุดงค์ คือนั่งนอนในที่แจ้งเป็นวัตร
อยู่ในศาลาทิพยอาสน์ริมน้ำ จนรุ่งแจ้งพอดี
7
โปสการ์ดเสกภาพหลวงปู่เทพโลกอุดรหลวงปู่โง่น โสรโย ครูบาบุญชุ่ม
พบหลวงพ่อโลกอุดร
หลวงพ่อโง่น เมื่อครั้งไปประเทศเนปาล
และซ้ายสุดที่กล่าวขานกันว่าเป็นพระครูโลกอุดร
หลวงพ่อโง่น โสรโย ได้เล่าถึงการพบหลวงพ่อโลกอุดร ในครั้งที่ท่านไปประเทศเนปาลว่า
“ฉันไปในที่แห่งหนึ่ง เป็นกำแพงมีแผ่นหินอ่อนจารึกอักษรไว้ แล้วข้าง ๆ กำแพงมีท่อทองแดงยื่นออกมาท่อหนึ่ง
เจ้าบุญชุ่มแกบอกว่า
“หลวงพ่อ เคยอยู่อุตตรประเทศมาตั้งนาน ถ้าหลวงพ่ออ่านตัวหนังสือเหล่านี้ออก ทุกถ้อยกระทงความแล้วละก็
จะมีน้ำไหลออกมาจากท่อทองแดงทันที”
แถวนั้นไม่มีคนเลย มีแต่รั้วกั้นโดยรอบ ฉันก็อ่านตัวหนังสือที่เขาจารึกไว้
พออ่านจบ แทนที่จะมีน้ำพุ่งออกมา กลับมีพระองค์หนึ่งปรากฏปุ๊บออกมาต่อหน้า โกนหัวเหมือนพระภิกษุเรานี่แหละ
ฉันก็คว้าข้อมือไว้ ให้คนที่ไปด้วยถ่ายรูป ถ่ายแล้วล้างฟิล์มอัดออกมากลายเป็นแขก ซ้ำมีผ้าโพกหัวเสีย อีก !
พระองค์นั้น คือ หลวงพ่อโลกอุดร นั่นเอง !”
8
ล็อคเก็ตที่หลวงปู่โง่น ทำตลับบรรจุสีผึ้งเสกเกศาแจก หายาก
เมตตามหาเสน่ห์ มหานิยม แคล้วคลาด             
เป็นพระต้องทวนกระแส
ท้ายสุด หลวงพ่อโง่น โสรโย กล่าวว่า
“พระโลกนาถศาสดาของเรา ท่านมีปราสาทราชมณเฑียรอยู่ถึง ๓ ฤดู ท่านยังทิ้งไปบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง ๖ ปี
ท่านก็ทรงเสวยพระกระยาหารของนางสุชาดา เสร็จแล้วเอาถาดทองคำลอยน้ำ ถ้าถาดทองคำนี่ทวนกระแสน้ำได้ก็จะเป็น
พระพุทธเจ้า อันนี้มันเป็นบุคลาธิษฐาน
แต่ถ้า ธรรมาธิษฐาน จริง ๆ วิถี ชีวิตของชาวบ้านกับชาววัดมันทวนกระแสกัน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โยมต้องเอา เพราะ
เป็นสิ่งที่เลี้ยงตัวเองกับครอบครัวและวงศ์ตระกูล เงินทอง ลาภยศ ต้องเอา แต่ต้องเอาในทางที่ถูก ยศก็ต้องมี สรรเสริญ
ก็ต้องเอา สุขก็ต้องเอา


แต่พระนี่ทวนกระแสเขา ลาภมี กูไม่เอา ได้มากูก็บริจาคให้คนอื่นหมด ยศกูไม่เอา เพราะเป็นเรื่องของกิเลส สรรเสริญ
ใครไม่ต้องมาสรรเสริญ ความสุขนี่อย่าติดซีโยม เพราะ ดวงจิตเรา ถ้ามีทุกข์ มันจะเห็นทุกข์ จิตใจจะเข้มแข็ง ถ้าเจอแต่
ความสุขมันจะ อ่อนแอ
9
หลวงปู่โง่น โสรโย / ภาพถ่ายแขวนคอหลังจีวรเสก หลวงปู่โง่น โสรโย
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ พฤศจิกายน 10, 2019, 05:05:54 PM »
ภาพถ่ายแขวนคอหลังจีวรเสก หลวงปู่โง่น โสรโย
เกิดมาเพื่ออะไร
หลวงพ่อขอย้อนไปตอบข้อสงสัย และคำถามของคุณที่ว่า
“คนเราก็บ้า อยู่ในโลกอันเป็นทิพย์ดี ๆ หนีมาเกิดโลกมนุษย์ เป็นมนุษย์มันแสนจะสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จักจบจักสิ้น ตั้งแต่เกิดจนตาย”
หลวงพ่อขอบอกว่า เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมีต่อ มาก่อกุศลบารมี เพื่อหนีทุกข์
รวมความว่า เราเกิดมาเพื่อมาหาหนทางพ้นทุกข์ มิใช่สะสมทุกข์
ถ้าเราอ่านดูพระไตรปิฎกตอน ทศชาติ คือ ตอนสิบชาติของพระพุทธองค์แล้ว ท่านมาเกิดเพื่อสร้างบารมี ทั้งนั้น
ชาติที่สิบที่ท่านเกิดมาเป็นพระเวสสันดร ท่านสร้างบารมีทุกอย่าง เอาชีวิตเป็นเดิมพันในอันที่จะเสียสละ เพื่อสังคม
หวังเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะรื้อขนเวไนยชนให้พ้นจากโอฆ สงสาร ก็สมความปณิธานของพระองค์ ท่านได้
ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณจริง ๆ
เมื่อเรานึกถึงวัฏสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ก็นึกถึงการท่องเที่ยวทัศนาจรของวิญญาณและสัตว์โลก
ดูแต่นางวิสาขามหาอุบาสิกา เดิมท่านเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี คือชั้นที่จะต้องเนรมิตเอา ไม่ต้องทำ
เพราะมันเป็นโลกทิพย์เมื่อท่านกับพวกเหล่าเทพธิดา พากันไปเด็ดมาลาดอกไม้อันหอมหวน ในขณะนั้นท่านพลัดหลงพวก
ไปประเดี๋ยวเดียว มาอุบัติเกิดในเมืองมนุษย์ เป็นบุตรสาวของเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ได้แต่งงานมีบุตรชาย-หญิงถึง 12 คน
มีหลานอีก 144 คน มีเหลนอีกพันกว่าคน มีโหลน มีหลอนอีกเป็นหมื่น ๆ คน มีอายุถึง 120 ปีจึงได้ถึงแก่มรณะ
ในขณะที่นางมีชีวิตอยู่ ได้ช่วยเชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา ร่วมเป็นมหาอุบาสิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เข้าถึงและ
สำเร็จเป็นอนาคามีบุคคล คือบุคคลที่จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว เพราะจิตใจผ่องแผ้วในสัจธรรม
แต่นางมาระลึกได้ว่า ก่อนมาเกิดเมืองมนุษย์มาจากไหน จึงรู้แจ้งชัดในกุศลมัยว่า มาจากชั้นนิมมานรดี พอท่านจะสิ้นชีวิต
ท่านก็ขอไปพักที่นั่นก่อน พอไปถึงก็พบพวกเก่าเหล่าเทวเทพที่พากันมาเที่ยวอุทยานดอกไม้ ยังเก็บดอกไม้ร้อยมาลากันอยู่
ยังไม่เสร็จ พวกจึงถามขึ้นว่า
“ท่านไปไหนมา พวกเราร้อยมาลากันอยู่ เห็นท่านหายไปแผล็บเดียว”
เทวดาวิสาขามหาอุบาสิกาจึงบอกว่า “ไปเที่ยวเมืองมนุษย์ถึง 120 ปีของเขา แต่ก็เท่ากับเวลานาทีเดียวของเราโลกทิพย์นี้”
นี่แหละคุณแป๊ะเอ๋ย คนเราเกิดมาเพื่อมาสร้างบารมีต่อให้พ้นทุกข์ ให้หลุดพ้นจากโอฆสงสาร คือพระนิพพาน เป็นที่ปรารถนา
อันพวกเราเกิดมามีอายุได้แค่นี้ ก็นับว่ามากแล้ว คงจะยังไม่ถึงเสี้ยวนาทีของโลกทิพย์เขาหรอก ให้ถือว่ามาเที่ยวทัศนาจรกันชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็กลับไปดังที่คุณว่าไว้นั่นแหละ
10
ล็อกเก็ตรูปถ่ายต้นแบบเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก หายาก
จิตเตนะนิยะติโลโก   โลกอันจิตย่อมนำไป   ยุคใดสมัยใดที่ทางโลก  คือด้านรูปธรรมนำจิต  โลกจะถึงวิกฤตขึ้นมา
และน่าจะยังความวินาศสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้เกิดแก่มวลมนุษย์ทั้งโลก  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ที่ผ่านมาก็มาจากวิวัฒนาการ
ความก้าวหน้าทางรูปธรรม  คือ  ทางวิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีทั้งนั้น  ดังนั้น  จึงได้เห็นชัดว่าไม่ว่าจะเป็นผู้เก่งกาจทาง
ด้านวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรๆ  ในทางรูปธรรม  คือทางโลกแล้วเขาก็ยังไม่มีทุกข์ทางใจ  และไม่มีทางที่จะปลดเปลื้อง
จิตใจของตัวเองให้พ้นจากกองทุกข์  คือ  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ไปได้  คือ  ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดไปไม่มีสิ้นสุด

                เพื่อเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ทางใจ  กับความสับสนวุ่นวายของสังคมในความระทมตรมตรอม  กับอารมณ์ที่
ไม่สมหวังและระแวง  ระวัง  กังวลกับสารพัดเรื่องในโลกมนุษย์  ในสังคมมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์นี้  ควรจะมีเวลาปลีกกาย  ปลีกใจ
ไปหาความสงบทางจิตวิญาณกันบ้างเพื่อหาทางไปสู่แดนอันสงบทางจิตวิญาณกันบ้างเพื่อหาแนวทางอันสงบ  แดนที่เป็นพิภพ
ทางนามธรรม  คือ  ทางจิตวิญาณ  โลกวิญญาณ  โลกทิพย์  โดยการทำสมาธิจิต  คือฝึกหัดจิตของเรา  ให้ตัดกระแสแห่งความ
ยึดมั่นถือมั่น  กับเรื่องอารมณ์ที่ผ่านมา  ในอดีตและอนาคต  กำหนดจิตให้อยู่ในปัจจุบัน  ให้รู้ตัวรู้จิต  รู้จักความนึกคิดในปัจจุบัน
เอาจิตจ้องมองคอยดูอยู่ที่ลมเข้าๆ  ออกๆ  ทางช่องนาสา  (ช่องจมูก)  คือทีแรกให้ผู้รู้วิ่งตามเข้าตามออกให้จิตรู้อยู่เท่านี้ 
คือ  เข้าออก  เข้าออกไปเรื่อย  เสร็จแล้วเปลี่ยนมาเป็นจ้องคอยอยู่ที่จุดใดก็จะเป็นที่ท้องหัวใจหรือช่องจมูกก็ได้ 
แล้วแต่ความถนัดของท่านแล้วลมนั้นมันก็จะละเอียดลงๆ  จนรู้สึกว่าไม่มีอีกแล้ว  ความผ่องแผ้วของจิตมันจะเกิดขึ้น 
แล้วเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า  อุปปจาระ และ อัปปนาสมาธิ  เป็นจิตที่ละเอียด  ซึ่งตั้งอยู่ในเอกกัคตารมณ์  คือ  อารมณ์เดียว
จิตไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องมันก็อยู่ที่ความสุข  พ้นจากความทุกข์ที่มนุษย์ เขาวุ่นวายกัน   อันการทำสมาธิจิตนี้เป็นการปลีกตัว
ปลีกไกลให้ห่างไกลจากความวุ่นวายของโลก  ถ้าทำได้บ่อยๆ  เท่ากับเราได้ปล่อยทุกข์ทางใจ  ทางจิต  ทางวิญาณ 
และจะเป็นสะพานให้เข้าสู่โลกทิพย์โลกวิญญาณ  จะรับรู้รับเห็นเหตุการณ์  ตลอดทั้งจิตวิญญาณ  ดวงอื่นๆ  ที่เขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว
และจะเห็นเหล่าทวยเทพเทวา  ภูตผีปีศาจที่คนขี้ขลาดเขาว่าน่าเกลียดน่ากลัว  แต่ถ้าเขาเข้าไปสัมผัสด้วยจิตวิญาณที่อ่อนโยน 
รู้สึกรักใคร่ในเขา  เขาก็จะมาสัมผัสกับเราในร่างที่สวยงามน่ารักน่านับถือ  คบง่ายซื่อสัตย์  ดังนั้น หลวงปู่โง่นเองจึงชอบที่จะเป็นมิตร 
อยู่ใกล้ชิดกับพวกวิญญาณ  พวกผี  พวกเทวดา  มากกว่าชอบคน   ดังกล่าวมา   และยังมีหลายท่านที่ไม่เข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณ
ที่ล่วงลับไปแล้ว  คือ  ตายไปแล้ว  ว่าถ้ามาหล่อรูปของท่านไว้เป็นอนุสรณ์  นั้นจะไม่เป็นการสร้างกรรมให้ท่านต้องมาเฝ้ามมารักษา
หรือหลวงปู่อธิบาย  ตามที่ได้สัมผัสทางฝันว่า  ท่านผู้จากไปถ้าไปเสวยสุขอยู่ในชั้นตั้งแต่สวรรค์  ชั้นจาตุมไปถึงดุสิตา  อันกาลเวลา
ของพวกท่านเหล่านั้นคือหนึ่งวันของเขาเท่ากับร้อยปีของเรา    แต่ถ้าอยู่ในชั้นตั้งแต่  นิมารนรตีถึงปริมิตตาวสาวถี  ก็จะมีเวลาหนึ่งวัน
ของเขาท่ากับพันปีของเรา   แต่ชั้นมหาพรหม  ตั้งแต่ชั้นพระพรหมปริสัชชา ถึง  อาภัสรา  กาลเวลาหนึ่งหมื่นปีของโลกมนุษย์อีกแล้ว
จะเสวยสุขและสร้างบารมีอยู่เป็นล้านๆ  ปี  ส่วนท่านที่เข้าสู่พระปรินิพพาน ก็จะกลายเป็นสสารอันศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่คู่กับอนันตจักรวาล 
ถึงโลกและจักรวาลของเราจะมีการแตกดับไปแล้วหลายๆ  ครั้ง  แต่โลกทิพย์ยังไม่หายไปไหน  ดังนั้นเราหล่อรูป  ปั้นรูปท่านเอาไว้ 
ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะท่านจากโลกของคนไปไม่กี่วินาที  อันรัศมีซึ่งเป็นสสารของท่านจะยังอยู่ตลอดไป  ผู้มีความเลื่อมใส  ก็ได้รับ
ผลคือ เครื่องยึดเหนี่ยว  มันก็อยู่ที่ใจของท่านเท่านั้น  มันสำคัญอยู่ที่จิตใจ เมื่อเราได้อ่าน  ได้รู้เรื่องราวของเหล่าบรรพชน  หลายยุค
หลายสมัยของวีรชนไทยเหล่านั้นได้ประสบมาแล้วก็มานึกถึงหลักคำสอนของหลักพรพุทธศาสนา ที่มาในอภิณหะปัจจเวกขณว่า
  สัพเพหิเม   ปิเยหิ  นานาภาโว  วินาภาโว  อันการจะเป็นประสบกับความพลัดพรากทุกท่านทุกคนจะต้องประสบจำจากสิ่ง
อันเป็นที่รักใคร่ชอบใจนั้นทุกคนทุกชีวิต   จะหลบหลีกไม่พ้นอย่างเที่ยงแท้แน่นอนอย่าว่าแต่เราๆ   ท่านๆ คนธรรมดาสามัญเลย
   
หน้า: [1] 2 3 ... 10




Facebook Page