.

 

 


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
พระครูพินิจธรรมคณี หลวงพ่อเจริญ วัดเขาทราย
รูปเหมือน ณ เจริญ หลวงพ่อเจริญ  อดีตเจ้าอาวาส  วัดเขาทราย หลวงพ่อเจริญท่านเป็นพระผู้สร้างวัดเขาทราย
พระนอนพุทธไสยาสน์  และหลวงพ่อเจริญท่านสร้างยอดมณฑป  เป็นที่ประดิษฐาน  รอยพระพุทธบาท  จำลอง
หลวงพ่อเจริญท่านสร้างบันได  ขึ้นเขา ฯลฯ  ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ดี  ที่เก่งเรื่องโภคทรัพย์อยู่ที่ไหนก็มีสิ่งดีๆเข้ามา
พ่อค้าแม่ค้านิยมนำรูปเหมือน ณ เจริญ แขวนบูชาหรือใส่กระป๋องเก็บเงิน หรือตู้สินค้าคู่กับสังคจายของท่าน
หลวงพ่อเจริญ พระสุปฏิปันโน  เรื่องเจริญหรือทรัพย์ ที่พึ่งที่น่าเคารพ  กราบไหว้บูชายิ่งครับ
2
ตะกรุดดอกไม้ทอง หลวงพ่อพูน ฐิตสีโล วัดบ้านแพน
พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโลวัดบ้านแพน เกจิดังอยุธยา พุทธคุณ เจ้าตำหรับตะกรุดดอกไม้ทอง ตะกรุดประสบการณ์เลื่องลือในด้านความรักพุทธคุณเด่น ด้านเสน่หามหานิยมช่วยเรื่องค้าขาย ทำมาหากินสมัยไปกราบนมัสการ หลวงพ่อท่านจะเตือนเรื่องเตรียมตัวก่อนตาย เอาวัตถุท่านไปใช้แล้วอย่าหลงยึดติดได้สมหวังแล้วรู้จักพอ ให้ดูหลวงพ่อท่านเตรียมของอยู่ด้านหลังท่าน เป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครเตรียมแน่นอน ส่วนท่านย้ำคือคาถาชินบัญชร
มูลเหตุของการเรียนตะกรุดดอก(ไม้)ทอง

มูลเหตุในการเรียนวิชาการทำตะกรุดของหลวงพ่อพูนนั้นหลวงพ่อท่านทราบว่าที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มีพระอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมทางด้านการทำตะกรุดดอกทอง นั่นก็คือหลวงพ่อสนั่น วัดเสาธงทอง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเขียว ว่ากันว่าฉี่ของหลวงพ่อเขียวใครดื่มกินเข้าไปจะอยู่ยงคงกระพัน และเคยมีการทดลองนำปืนมายิงใส่ฉี่ของท่านปรากฏว่ายิงไม่ออกจริง ๆ วันหนึ่งหลวงพ่อสนั่นท่านได้รับกิจนิมนต์ให้มาเทศน์ที่วัดบ้านแพน หลวงพ่อพูนก็เข้าไปกราบนมัสการท่านและก็เลยถือโอกาสขอเรียนวิชาการทำตะกรุดจากหลวงพ่อสนั่น ตอนแรกที่ขอเรียนวิชานั้นหลวงพ่อสนั่นท่านไม่ให้ แต่พอสนทนากับท่านนานเข้า หลวงพ่อสนั่นจึงหลุดปากบอกกับหลวงพ่อพูนว่าถ้าอยากได้ให้ไปหาท่านที่วัดเสาธงทอง อยู่ต่อมาจนวันหนึ่งหลวงพ่อพูนท่านมีธุระต้องไปที่วัดเสาธงทอง ท่านจึงนึกได้ว่าเคยขอวิชาการทำตะกรุดจากหลวงพ่อสนั่นไว้ท่านจึงได้ไปร่ำเรียนวิชาการทำตะกรุดดอก(ไม้)ทองจากหลวงพ่อสนั่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
3
หลวงพ่อพันธ์ ศีลคุณ วัดบางสะพาน เนื้อชานหมากผสมว่านยา พิมพ์พระพุทธชินราช
ถ้าเรื่องเหนียว มหาอำนาจ
อย่าคุยเรื่องปืนเลยเพราะรอดจากระเบิดมาแล้ว เป็นพิมพ์ที่หลวงปูแจกทหาร ตำรวจ ใช้
4
ภาพถ่ายขาวดำหลวงปู่โง่น โสรโย สวยงามและเป็นเอกลักษณ์นั้น (รูปถ่ายมิใช่ภาพพิมพ์)
ดูที่มาและตราปั้มระดาษด้วย เรื่องสั้นในหนังสือประวัติ หลวงปู่โง่น โสรโย
คุณพ่อบุญธรรมก็นำมาฝากให้เรียนต่อและทำงานไปด้วย เพราะเมืองหลวงคือกรุงปารีส อันการเรียนก็ต้องเรียน
แบบพาสเข้าไฮสคูล ไปเลย เพราะตัวโตแล้วและก็เรียนได้ดี ส่วนงานที่ทำประจำวันนั้น เป็นงานที่คนไทยไม่มีใครทำได้
เพราะเป็นงานที่มีเกียรติที่สดุที่มนุษย์คนอื่นเขาทำกันไม่ได้ งานนั้นคือแบกถึงขี้ ถังอาจมของเขาเน่าเหม็น
(ถึงที่เขาถ่ายทิ้งแล้วไม่มีใครสนใจ เพราะภายในพระราชวังแวซายนั้นเขาไม่มีห้องน้ำ ห้องส้วม เขาจะมีถังไว้ห้องละใบ
ใครจะถ่าย จะอาบน้ำก็ให้ไหลลงไปที่ถังนี้ ตื่นเช้าก็เป็นหน้าที่เราเหล่านักเรียนแย่งกันแบกเอาไปเททิ้ง ได้ค่าจ้างค่าทิป
ถังละ 1 ฟรังค์ ได้สตางค์ไปใช้วันละพอประทังชีพตัวเอง คุณพ่อให้เงินมาก็เก็บไว้ไม่ยอมใช้ หากินเองกับถังขี้ล้วน ๆ

เมื่อเรียนจบสาขาศัลยแพทย์ ก็ถูกส่งตัวมาฝึกงานที่เมืองดูไบศูนย์กลางความเจริญด้านตะวันออกกลางของอิสลามในยุคนั้น
นิกายฮั้นเขาบังคับให้ผู้ไปฝึกงานต้องนับถือพระอัลเลาะห์ คือศาสนาอิสลาม ตัวเราต้องทิ้งหรือวางศานาคริตส์
นิกายโรมันคารทอลีก พลิกโผมาถืออิสลามอยู่ได้สองปี แล้วก็กลับปารีสนับถือสาสนาคริตส์อีก เรือ่งนีเองจึงทำให้ข้าพเจ้า
เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของทั้งพุทธ คริตส์ อิสลาม พราหมณ์ ได้เป็นอย่างดี พอเป็นหลักวิถี การดำเนินชีวิต ของตัวเอง
ไปได้อย่างไม่มีภัยไม่มีติเดียนศาสนาใดๆ ทั้งนั้น ถือว่าทุกศาสนา เป็นเครื่องจรรโลงโลก ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
อย่างอิสลามเขาถือว่าสมบัติทุกอย่างมิใช่ของใคร ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ผู้มั่งมีศรีสุขมากมายเกินความจำเป็น
ถือว่าเป็นคนบาป เพราะเอาเปรียบสังคม การเล่นหวย เล่นแชร์ ตกดอกเงินกู้ ไม่ในในศาสนาอิสลาม ทุกๆปี ต้องถือศีลบวช
บวชมาแล้วอดข้าวอดน้ำ อดจนทนไม่ไหว เพื่อ สอนตนเองให้รู้ว่าอันความอดอยากโหยหิว ที่เกิดกับเรา ผู้อื่นก็เหมือนกัน
และจะได้แบ่งกัน ใช้ แบ่งกันกิน อยู่ร่วมกันได้ จึงนับว่าเป็นศาสนาหนึ่งในโลก ที่ห้ามเอารัดเอาเปรียบกัน เขาจึงมีศาสนิกชน
อยู่ทั้งโลกร่วม หนึ่งพันสามร้อยล้านคน ส่วนศานาคริตส์ที่ข้าพเจ้าแต่ก่อนนับถือเป็นชีวิตจิตใจ
เขามีหลักการเช่นกับศาสนาอิสลาม แต่เขาฝากความรับผิดชอบของชีวิตตัวเองไว้กับพระผู้เป็นเจ้า

อันการเผื่อแผ่ เจือจานแก่คนยากไร้นั้นเรานับว่าเป็นหนึ่งในโลก และบุคลากรของของเขาคือนักบวช เรียกว่าสาธุคุณ
เขาก็เลือกเอาบุคคลที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้มา อย่างน้อยต้องจบปริญญาตรีทางแพทย์ เป็นหมอสอนศาสนา
ส่วนด้านหลักทรัพย์ เขาเอาแต่บุคคลผู้มีเหลือใช้เหลือกิน ผู้เขียนเองก่อนเข้าเป็นสาธุคุณ ต้องฝากกองทุนส่วนตัวไว้
ไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ในสมัยนั้น มิใช่เอาพวกกระจอกขี้คอก ไม่มีกินไม่มีความรู้เข้ามาบวชอย่างพุทธเรา
บวขเข้ามาแล้วเขาเป็นพระนักสู้ นักให้ นักแจก มิใช่พระนักรบ รบกวนชาวบ้านเหมือนพระไทย เขาจึงมีศานิกทั่วโลกรวม
พันกว่าล้านคน แต่ศาสนาพุทธมีเพียงห้าร้อยกว่าล้านเท่านั้นทั่วโลก จะถึงอย่างไร ในชีวิตผู้เขียนก็ขอฝาก
ขอมอบกายถวายชีวิต ใว้กับพระพุทธศาสนาก็แล้วกันเมื่อชีวิตต้องหันเหมานับถิอศาสนา ตามคำขอร้องของแม่บังเกิดเกล้า
แล้วใช้เวลาถึงหกสิบเอ็ดปีอยู่ในศาสนาทำให้จิตบริสุทธิ์ ไม่พึ่งใคร ไม่พึ่งพระองค์ใด อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และก็ได้ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่าในการต่อสู้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้


เมื่อปี พ.ศ.2475 โยมคุณตาที่เมืองไทยได้ถึงแก่กรรม คุณโยมพ่อแม่ ให้กลับด่วนในคราวนั้น เราต้องกลับเมืองไทย
คุณพ่อบุญธรรมได้ทำพินัยกรรม เรื่องทรัพย์สินไว้ให้ทั้งหมด เพราะท่านรักเรามากถือว่าเป็นเด็กนักสู้ ขยันขันแข็ง
ซื่อสัตย์ การกลับเราก็กลับทางเรืออีก คือออกจากท่าเรือมาเซ ก็เข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าทางทะลแดง
ผ่านอ่าวส่วนเหนือของ อ่าวเปอร์เซีย ออกคลองสุเอช เข้ามหาสมุทรแปซิฟิก พลิกโผเข้าอ่าวไทย ในระยะที่ไปอยู่
ต่างแดนหลายๆประเทศนั้น เราใช้ชีวิตในการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่ต่อสู้เพื่อทำงาน เพื่อการศึกษา หาความรู้ มิใช่ต่อสู้
แบบอันธพาล ฝรั่งเค้าเลี้ยงลูก เขาไม่เลี้ยงแบบผู้บังเกิดเกล้าเหมือนคนไทย เขาเลี้ยงให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้
ซึ่งต่างกับคนไทย ที่ใช้ความพะเน้าพะนอกับลูกเกินไป จนลูกมีนิสัยเสียคน เลี้ยงตัวเองไม่ได้
(เรื่องนี้คนไทยควรคิดบ้าง) ดีไม่ดี ลูกก็อัปรีย์ เลี้ยงไม่โตเลย เลยกลายเป็นลูกลาก ลูกลอก ลูกเลิก เกือบมีอยู่ทั่วไทย

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย โยมแม่ก็บังคับ ให้บวชในศานาพุทธ แต่เรานับถือนิกายคริตส์มาแล้ว และได้รับฐานะเป็นถึง
สาธุคุณฟาดินันมาแล้ว นึกถึงพระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิต เรารอดมาได้เพราะพระเจ้าทั้งนั้น แต่การบวชแม่ก็บังคับ
ให้บวชกับพระที่แม่เคารพเลื่อมใส เพระเป็นสายใยญาติของคุณแม่ด้วย พระองค์นั้นคือตุ๊เจ้าครูบาศรีวิชัย
บ้านปางเมืองลำพูน เพระภูมิกำเนิดของโยมแม่อยู่ที่ป่าซาง ขัดแม่ไม่ได้ก็ต้องบวชเป็นสามเณร 15 วัน แล้ว
อุปสมบทเป็นพระ เรื่องก็เกิดอีก เพราะอุปัชฌาย์ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎหมายสงฆ์
จึงถูกจับกุมตัว ไปสอบสวนถึงห้าครั้งแต่เราเองก็อยู่หลบๆซ่อนๆ เรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้เขียนเป็นนักสุ้อยากรู้ความจริง
 ศาสนาพุทธเขาเอากันอย่างไร และมีใจรู้สึกฮึกเหิม เพิ่มกำลังใจในการที่จะช่วยพระพ่อเราในทางถูกต้อง
ของอุปัชฌาย์เรา ท่านก็มีชีวิตอยู่กับเราได้ปีกว่าๆ ท่านก็มรภาพจากไปเมื่อพ.ศ. 2481 อันดวงจิตดวงใจ
ของเรายังอยากสู้ต่อไป ต่อมาก็เจอพระเพื่อนกัน ซึ่งเคยเห็นกันทำงานอย่างเดียวกันที่ฝรั่งเศส
ท่านกลับบ้านมาบวชเป็นพระอยู่วัดจอมไตร นครเวียงจันทร์ ท่านชวนให้ไปช่วยสอนภาษาฝรั่ง ท่านองค์นั้น
คือมหาบัวผัน และเราก็จะไปกับท่าน ไปอยู่ได้ปีเดียว ขณะนั้น มหาสงครามเอเซียบูรพา กำลังก่อตัวขึ้น
ทหารอ้ายลาว ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส หาเหตุหาเรื่องว่าเราเป็นจารชน พวกสืบความลับ
ในด้านทหาร โดนอ้ายลาวจับขังคุกขี้ไก่ สามสิบวันมันแท้ๆ
5
เศรษฐีตราเจ้าแห่งทรัพย์ (พิมพ์ปิตตามหาลาภ)
ปิตตาเจ้าแห่งทรัพย์ ตราเจ้าแห่งทรัพย์ เชื่อกันว่าทางศาสตร์เวทพุทธคุณด้านแคล้วคลาดจากภยันตรายและเมตตามหานิยม หนักทางให้โชคลาภ ตามที่หลวงปู่โง่น โสรโย พระผู้สูงส่งด้วยอภิญญาณสมาบัติ ผู้รัตตัญญู ถือสัจจะเท่าชีวิต มีพลังจิตตานุภาพสูงส่งทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤิทธิ์ จนเป็นที่กล่าวขวัญและยกย่องสรรเสริญของพระคณาจารย์ต่างๆ ที่ได้สัมผัสกับท่านท่านสื่อเห็นดินศักดิ์สิทธิแต่แห่งนี้เป็นดินอะไร เป็นดินของอธิบดียักษ์ผู้ที่ปกครองอสูรและทรัพย์ทั้งมวลมีการเสกอธิษฐานไว้แต่โบราณเรื่องความเจริญรุ่งเรืองท่านจึงได้อันเชิญตราเจ้าแห่งทรัพย์มาไว้ที่ด้านหลังพิมพ์พระนั่นเอง
เป็นเศรษฐีมีกินไม่มีอด ดินศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำมาใช้สร้างพระชุดนี้เป็นดินเก่าแก่ที่พบในกรุพระซุ้มกอของ จ.กำแพงเพชร หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำดินมาขึ้นพิมพ์พระพิมพ์ต่างๆหลากหลายพิมพ์แล้วเสกอธิษฐาน องค์พระเนื้อดินหนึบนุ่ม ไม่ได้กรองกรวด เผาและเสกแจกจ่ายกันไปตามวาระ แต่เนื่องจากพระไม่สวยปีลึกคนเก็บไม่ค่อยบอกต่อเก็บห่อไว้ให้ลูกหลาน แต่ลูกหลานนึกว่าพระดินธรรมดา หารู้ว่าเป็นดินเสกอธิษฐานของเจ้าแห่งทรัพย์ คนที่ทราบก็ขอเก็บเงียบกันหมด  พระเนื้อดินวัดเทพโมฬีชุดนี้ถือได้ว่าเป็นของหายากอีกพิมพ์หนึ่งที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้สร้างไว้ครับ.

วัดเทพโมฬี ชาวกำแพงเพชร เรียกว่า วัดหลวงพ่อโม้ เป็นวัดทิ้งร้างนอกเขตคูเมืองเดิมด้านทิศใต้เป็นเวลานานนับร้อยปี ซากปรักหักพังเป็นศิลาแดง จึงกำหนดอายุว่าน่าจะร่วมสมัยกับโบราณสถาน ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อครั้งยังเป็นเมืองชากังราว เฉพาะองค์หลวงพ่อเทพโมฬี เป็นพระประธานในอุโบสถมาแต่เดิม ได้ชำรุดแตกหักเหลือแต่พระปฤษฎางค์และพระเศียร ส่วนพระกรหลุดร่วงหายไป มีต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นรกคลุมจนแทบมองไม่เห็นองค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ยังมี งู แมงป่อง เป็นต้น จำนวนมากมาย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
          ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ นายกาจ รักษ์มณี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยนั้น มีความคิดที่จะบูรณะพุทธสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนกราบไหว้ เพื่อจะได้เป็นสาธารณสถานให้ชาวกำแพงเพชรได้กราบไหว้บูชา ท่านจึงปรึกษาหารือกับนายจำรูญ อรรถธรรมสุนทร อัยการจังหวัดกำแพงเพชร อัยการจังหวัดจำรูญเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง ชาวบ้านนับถือกันมาก อยู่หลังบ้านพักอัยการจังหวัด มีนามว่า หลวงพ่อโม้ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวบ้านนิยมกราบไหว้บูชา บนบานศาลกล่าวกันอยู่เสมอ
          ผู้ว่าราชการจังหวัดและอัยการจังหวัดกำแพงเพชร จึงตกลงพร้อมใจที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดเทพโมฬีแห่งนี้ เพื่อให้เป็นสถานที่บูชากราบไหว้ของชาวกำแพงเพชร
และชาวจังหวัดใกล้เคียงสืบไปภายหน้า โดยชักชวนข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชาวกำแพงเพชร ให้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ หลวงพ่อเทพโมฬี ควบคู่กับ หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก ที่ปรักหักพังด้วยกัน ขึ้นมาใหม่ให้เป็นองค์พระพุทธรูปที่สมบูรณ์ โดยก่อปูนสร้างครอบหุ้มองค์พระพุทธรูปเดิมไว้ภายใน ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้ไปกราบอาราธนา หลวงพ่อโง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปั้นและทำพิธีทางศาสตร์เวทในด้านนี้มาเป็นผู้ปั้น พร้อมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อเทพโมฬี หลวงพ่อโง่นได้เป็นองค์ประธาน ควบคู่กับการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาปั้นหลวงพ่อเทพโมฬี พร้อมทั้งปรับปรุงบริเวณโดยรอบแล้ว แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ในระหว่างนั้น พระครูวิธานวชิรศาสน์ หรือหลวงพ่อภา อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ได้นำพาพระภิกษุ-สามเณรมาช่วยร่วมบูรณปฏิสังขรณ์โดยตลอด
         ปัจจุบัน วัดเทพโมฬี เป็นพุทธศาสนสถานแห่งสาธารณชน อยู่ในความดูแลของวัดเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร และถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชร ในแต่ละวันจะมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนมากราบไหว้บูชาเพื่อขอพร และแก้บนเมื่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาต่อท่านเสมอมิได้ขาด สำหรับเครื่องแก้บน นอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็มีขนมจีนกับแป้งข้าวหมาก สาธุชนท่านใดที่มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังจังหวัดกำแพงเพชร ควรจะแวะไปสักการบูชาขอพรต่อองค์หลวงพ่อเทพโมฬี ที่วัดเทพโมฬี เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว
6
เศรษฐีตราเจ้าแห่งทรัพย์ (พิมพ์หลวงพ่อโม้)
หลวงพ่อโม้ ตราเจ้าแห่งทรัพย์ ๒๕๑๙  วัดเทพโมฬี เกี่ยวเนื่องเรื่องไม่ว่าจะบนบานศาลกล่าวสิ่งใดในเรื่องที่ดีก็มักจะประสบความสำเร็จทุกรายไป ชาวกำแพงเพชรและใกล้เคียงเจอกันมาเยอะ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพระพุทธรูปอันเป็นมิ่งขวัญหลักชัยของชาวเมืองกำแพงเพชรอยู่ตลอดมาไม่เสื่อมคลายเชื่อกันว่าทางศาสตร์เวทพุทธคุณด้านแคล้วคลาดจากภยันตรายและเมตตามหานิยม หนักทางให้โชคลาภ ตามที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านสื่อเห็นดินศักดิ์สิทธิแต่แห่งนี้เป็นดินอะไร เป็นดินของอธิบดียักษ์ผู้ที่ปกครองอสูรและทรัพย์ทั้งมวลมีการเสกอธิษฐานไว้แต่โบราณเรื่องความเจริญรุ่งเรืองท่านจึงได้อันเชิญตราเจ้าแห่งทรัพย์มาไว้ที่ด้านหลังพิมพ์พระนั่นเอง
เป็นเศรษฐีมีกินไม่มีอด ดินศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำมาใช้สร้างพระชุดนี้เป็นดินเก่าแก่ที่พบในกรุพระซุ้มกอของ จ.กำแพงเพชร หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำดินมาขึ้นพิมพ์พระพิมพ์ต่างๆหลากหลายพิมพ์แล้วเสกอธิษฐาน องค์พระเนื้อดินหนึบนุ่ม ไม่ได้กรองกรวด เผาและเสกแจกจ่ายกันไปตามวาระ แต่เนื่องจากพระไม่สวยปีลึกคนเก็บไม่ค่อยบอกต่อเก็บห่อไว้ให้ลูกหลาน แต่ลูกหลานนึกว่าพระดินธรรมดา หารู้ว่าเป็นดินเสกอธิษฐานของเจ้าแห่งทรัพย์ คนที่ทราบก็ขอเก็บเงียบกันหมด  พระเนื้อดินวัดเทพโมฬีชุดนี้ถือได้ว่าเป็นของหายากอีกพิมพ์หนึ่งที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้สร้างไว้ครับ.

วัดเทพโมฬี ชาวกำแพงเพชร เรียกว่า วัดหลวงพ่อโม้ เป็นวัดทิ้งร้างนอกเขตคูเมืองเดิมด้านทิศใต้เป็นเวลานานนับร้อยปี ซากปรักหักพังเป็นศิลาแดง จึงกำหนดอายุว่าน่าจะร่วมสมัยกับโบราณสถาน ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อครั้งยังเป็นเมืองชากังราว เฉพาะองค์หลวงพ่อเทพโมฬี เป็นพระประธานในอุโบสถมาแต่เดิม ได้ชำรุดแตกหักเหลือแต่พระปฤษฎางค์และพระเศียร ส่วนพระกรหลุดร่วงหายไป มีต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นรกคลุมจนแทบมองไม่เห็นองค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ยังมี งู แมงป่อง เป็นต้น จำนวนมากมาย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
          ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ นายกาจ รักษ์มณี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยนั้น มีความคิดที่จะบูรณะพุทธสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนกราบไหว้ เพื่อจะได้เป็นสาธารณสถานให้ชาวกำแพงเพชรได้กราบไหว้บูชา ท่านจึงปรึกษาหารือกับนายจำรูญ อรรถธรรมสุนทร อัยการจังหวัดกำแพงเพชร อัยการจังหวัดจำรูญเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง ชาวบ้านนับถือกันมาก อยู่หลังบ้านพักอัยการจังหวัด มีนามว่า หลวงพ่อโม้ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวบ้านนิยมกราบไหว้บูชา บนบานศาลกล่าวกันอยู่เสมอ
          ผู้ว่าราชการจังหวัดและอัยการจังหวัดกำแพงเพชร จึงตกลงพร้อมใจที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดเทพโมฬีแห่งนี้ เพื่อให้เป็นสถานที่บูชากราบไหว้ของชาวกำแพงเพชร
และชาวจังหวัดใกล้เคียงสืบไปภายหน้า โดยชักชวนข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชาวกำแพงเพชร ให้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ หลวงพ่อเทพโมฬี ควบคู่กับ หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก ที่ปรักหักพังด้วยกัน ขึ้นมาใหม่ให้เป็นองค์พระพุทธรูปที่สมบูรณ์ โดยก่อปูนสร้างครอบหุ้มองค์พระพุทธรูปเดิมไว้ภายใน ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้ไปกราบอาราธนา หลวงพ่อโง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปั้นและทำพิธีทางศาสตร์เวทในด้านนี้มาเป็นผู้ปั้น พร้อมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อเทพโมฬี หลวงพ่อโง่นได้เป็นองค์ประธาน ควบคู่กับการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาปั้นหลวงพ่อเทพโมฬี พร้อมทั้งปรับปรุงบริเวณโดยรอบแล้ว แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ในระหว่างนั้น พระครูวิธานวชิรศาสน์ หรือหลวงพ่อภา อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ได้นำพาพระภิกษุ-สามเณรมาช่วยร่วมบูรณปฏิสังขรณ์โดยตลอด
         ปัจจุบัน วัดเทพโมฬี เป็นพุทธศาสนสถานแห่งสาธารณชน อยู่ในความดูแลของวัดเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร และถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชร ในแต่ละวันจะมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนมากราบไหว้บูชาเพื่อขอพร และแก้บนเมื่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาต่อท่านเสมอมิได้ขาด สำหรับเครื่องแก้บน นอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็มีขนมจีนกับแป้งข้าวหมาก สาธุชนท่านใดที่มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังจังหวัดกำแพงเพชร ควรจะแวะไปสักการบูชาขอพรต่อองค์หลวงพ่อเทพโมฬี ที่วัดเทพโมฬี เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว
7
เศรษฐีตราเจ้าแห่งทรัพย์
พระพิมพ์ซุ้มกอ ตราเจ้าแห่งทรัพย์ ๒๕๑๙  วัดเทพโมฬี เกี่ยวเนื่องจากเศรษฐีทั้งปวง เชื่อกันว่าทางศาสตร์เวทพุทธคุณด้านแคล้วคลาดจากภยันตรายและเมตตามหานิยม หนักทางให้โชคลาภ ตามที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านสื่อเห็นดินศักดิ์สิทธิแต่แห่งนี้เป็นดินอะไร เป็นดินของอธิบดียักษ์ผู้ที่ปกครองอสูรและทรัพย์ทั้งมวลมีการเสกอธิษฐานไว้แต่โบราณเรื่องความเจริญรุ่งเรืองท่านจึงได้อันเชิญตราเจ้าแห่งทรัพย์มาไว้ที่ด้านหลังพิมพ์พระนั่นเอง
เป็นเศรษฐีมีกินไม่มีอด ดินศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำมาใช้สร้างพระชุดนี้เป็นดินเก่าแก่ที่พบในกรุพระซุ้มกอของ จ.กำแพงเพชร หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้นำดินมาขึ้นพิมพ์พระพิมพ์ต่างๆหลากหลายพิมพ์แล้วเสกอธิษฐาน องค์พระเนื้อดินหนึบนุ่ม ไม่ได้กรองกรวด เผาและเสกแจกจ่ายกันไปตามวาระ แต่เนื่องจากพระไม่สวยปีลึกคนเก็บไม่ค่อยบอกต่อเก็บห่อไว้ให้ลูกหลาน แต่ลูกหลานนึกว่าพระดินธรรมดา หารู้ว่าเป็นดินเสกอธิษฐานของเจ้าแห่งทรัพย์ คนที่ทราบก็ขอเก็บเงียบกันหมด  พระเนื้อดินวัดเทพโมฬีชุดนี้ถือได้ว่าเป็นของหายากอีกพิมพ์หนึ่งที่หลวงปู่โง่น โสรโย ท่านได้สร้างไว้ครับ.

วัดเทพโมฬี ชาวกำแพงเพชร เรียกว่า วัดหลวงพ่อโม้ เป็นวัดทิ้งร้างนอกเขตคูเมืองเดิมด้านทิศใต้เป็นเวลานานนับร้อยปี ซากปรักหักพังเป็นศิลาแดง จึงกำหนดอายุว่าน่าจะร่วมสมัยกับโบราณสถาน ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อครั้งยังเป็นเมืองชากังราว เฉพาะองค์หลวงพ่อเทพโมฬี เป็นพระประธานในอุโบสถมาแต่เดิม ได้ชำรุดแตกหักเหลือแต่พระปฤษฎางค์และพระเศียร ส่วนพระกรหลุดร่วงหายไป มีต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นรกคลุมจนแทบมองไม่เห็นองค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ยังมี งู แมงป่อง เป็นต้น จำนวนมากมาย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
          ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ นายกาจ รักษ์มณี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยนั้น มีความคิดที่จะบูรณะพุทธสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนกราบไหว้ เพื่อจะได้เป็นสาธารณสถานให้ชาวกำแพงเพชรได้กราบไหว้บูชา ท่านจึงปรึกษาหารือกับนายจำรูญ อรรถธรรมสุนทร อัยการจังหวัดกำแพงเพชร อัยการจังหวัดจำรูญเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง ชาวบ้านนับถือกันมาก อยู่หลังบ้านพักอัยการจังหวัด มีนามว่า หลวงพ่อโม้ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวบ้านนิยมกราบไหว้บูชา บนบานศาลกล่าวกันอยู่เสมอ
          ผู้ว่าราชการจังหวัดและอัยการจังหวัดกำแพงเพชร จึงตกลงพร้อมใจที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดเทพโมฬีแห่งนี้ เพื่อให้เป็นสถานที่บูชากราบไหว้ของชาวกำแพงเพชร
และชาวจังหวัดใกล้เคียงสืบไปภายหน้า โดยชักชวนข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชาวกำแพงเพชร ให้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ หลวงพ่อเทพโมฬี ควบคู่กับ หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก ที่ปรักหักพังด้วยกัน ขึ้นมาใหม่ให้เป็นองค์พระพุทธรูปที่สมบูรณ์ โดยก่อปูนสร้างครอบหุ้มองค์พระพุทธรูปเดิมไว้ภายใน ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้ไปกราบอาราธนา หลวงพ่อโง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปั้นและทำพิธีทางศาสตร์เวทในด้านนี้มาเป็นผู้ปั้น พร้อมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อเทพโมฬี หลวงพ่อโง่นได้เป็นองค์ประธาน ควบคู่กับการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาปั้นหลวงพ่อเทพโมฬี พร้อมทั้งปรับปรุงบริเวณโดยรอบแล้ว แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ในระหว่างนั้น พระครูวิธานวชิรศาสน์ หรือหลวงพ่อภา อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ได้นำพาพระภิกษุ-สามเณรมาช่วยร่วมบูรณปฏิสังขรณ์โดยตลอด
         ปัจจุบัน วัดเทพโมฬี เป็นพุทธศาสนสถานแห่งสาธารณชน อยู่ในความดูแลของวัดเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร และถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชร ในแต่ละวันจะมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนมากราบไหว้บูชาเพื่อขอพร และแก้บนเมื่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาต่อท่านเสมอมิได้ขาด สำหรับเครื่องแก้บน นอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็มีขนมจีนกับแป้งข้าวหมาก สาธุชนท่านใดที่มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังจังหวัดกำแพงเพชร ควรจะแวะไปสักการบูชาขอพรต่อองค์หลวงพ่อเทพโมฬี ที่วัดเทพโมฬี เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว
8
รูปถ่ายแขวนคอจาร“ยันต์ประจุธาตุ”พระครูธรรมกิจโกวิท (ยงยุทธ ธมฺมโกสโล)

“ยันต์ประจุธาตุ”ที่หลวงพ่อท่านลงจารไว้หลังรูปถ่าย เรียกได้ว่าพุทธคุณครอบจักรวาล
เด่นทาง แคล้วคลาด ป้องกัน และยังมีเมตตาประจุธาตุของวัดเขาไม้แดง ใช้ยันต์เน้นพุทธคุณด้าน
คงกระพันแต่ก็มีการบรรจุพุทธคุณด้านเมตตาลงไปด้วย ”ยันต์ประจุธาตุ” ประกอบด้วย”ยันต์เฑาะว์”
มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์สูงบวก “ยันต์อุณาโลม” เน้นไปในทาง “คงกระพัน” ป้องกันสิ่งที่มองไม่เห็น
ตัว T คือ ”ยันต์พญากาเผือก” หรือ “ยันต์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” แสดงถึงความรักความเมตตา
พุทธคุณทั้งหมดของ “ยันต์ประจุธาตุ” เรียกได้ว่าพุทธคุณครอบจักรวาล เด่น แคล้วคลาด ป้องกัน และยังมีเมตตา
หลวงพ่อยงยุทธท่านเคยกล่าวไว้ ว่า “ยันต์ประจุธาตุ ครูท่านแรง แต่ถ้าเราดี มีศีล มีธรรม ก็จะยิ่งดีสมปรารถนามาก”

9
พระกริ่ง หลวงพ่อหมอ วัดพฤกษะวันโชติการาม ปี ๒๕๑๓
อริยสงฆ์ผู้มากล้นด้วยความเมตตาท่านเอกอุด้วยวิชาแก่กล้ากรรมฐาน ยังเป็นพระนักพัฒนาอีกด้วย
หลวงพ่อประเสริฐ_โอภาโส หรือ (หลวงพ่อหมอ ) วัดโคกกระต่ายทอง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา
สมัยที่ท่านดำรงค์ธาตุขันธ์อยู่ท่านเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกข์ยากที่หมดหนทางรักษาประเภท
โรงพยาบาลไม่อยากรับเสมอ วิธีรักษาก็แปลกๆเสมอ อีกอย่างใครที่ไปกราบท่านกลับมามักมีโชค
มีลาภเสมอ “เทพเจ้าชาวตะพานหิน” พระผู้มากล้นด้วยอภิญญาบารมีทุกๆด้าน ชื่อเสียงท่าน
เป็นที่รู้จักจนคหบดีโกหมัก ได้ปรึกษาและเชิญช่างออกแบบพระกริ่ง โดยช่าง เกษม มงคลเจริญ
คือช่างออกแบบที่สวยมีเสน่ห์ของยุคนั้น
10
วัดศรีเบญจคาลัย พระครูวิภัชกิตติสาร (ครูบามงคล) เจ้าอาวาส ขอเชิญญาติโยมร่วมสร้างองค์พระสมุทรเจดีย์ศรีพิจิตร
หน้า: [1] 2 3 ... 10




Facebook Page