ขอบคุณที่มา:เพลงธงชาติ : Little Angel โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 คำร้อง-ทำนอง : หลง ลงลาย รายการ ครอบครัวเดียวกัน ThaiPBS

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค โดยพระเครื่องเรื่องสนุกโดย คุณหนึ่ง พบพุทธ


ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติพระครูประกาศธรรมวัตร ( สาย ปาโมกโข )  (อ่าน 1061 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 251
    • ดูรายละเอียด
ประวัติพระครูประกาศธรรมวัตร ( สาย ปาโมกโข )
เจ้าอาวาสวัดตะเคียนราม ตำบล ห้วยติ๊กชู (ตะเคียนราม) อำเภอ ขุขันธ์ (ภูสิงห์)จังหวัดศรีสะเกษ
เทพเจ้าแห่งอีสานใต้ จอมขมังเวทย์สืบพระเวทย์จากเขากุเลน ประเทศเขมร
เปี่ยมล้นด้วยเมตตามหาบารมี
ชาติกำเนิด
พระครูประกาศธรรมวัติ มีนามเดิมว่า สาย ฉายา ปาโมกโข นามสกุล บุตะเคียน เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2483 ณ. บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 2 บ้านตะเคียนตะวันตก ตำบลปรือใหญ่ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบลโคกตาล และได้เปลี่ยนเป็นตำบลตะเคียนรามในปัจจุบัน) อำเภอขุขันธ์ (ปัจจุบันแยกเป็นอำเภอภูสิงห์)จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรของพ่อพรหม และแม่เว็ด บุตะเคียน มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน 3 คนคือ
1.นางพวง บุตะเคียน
2.นายชัย บุตะเคียน
3.นายแซม บุตะเคียน
มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันอีก 2 คน คือ
1.นางญา บุตะเคียน
2.พระครูประกาศธรรมวัตร (สาย ปาโมกโข)
รวมพี่น้องทั้งหมด 5 คน พระครูประกาศธรรมวัตรเป็นคนสุดท้อง
ชีวิตในวัยเด็ก
เนื่องจากพ่อแม่เป็นชาวนามีฐานะยากจน จึงต้องช่วยพ่อแม่และพี่ๆทำงานตั้งแต่เด็ก หุงข้าว ขุดปู ตามกำลังที่จะช่วยได้ เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พออ่านออกเขียนได้พอวันหยุดก็ไปเลี้ยงควายกับเพื่อนบ้าน ขณะนั้นได้มีลูกตาเบ๊าะหรือตาฤาษี(หลวงปู่สรวง) มาพักเจริญภาวนาที่กระท่อมริมห้วย มีโอกาสได้ปรนนิบัติโดยการตักน้ำหาฝืนต้มน้ำถวายท่านตามที่ท่านจะเรียกใช้ ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ธรรมดาของ”ลูกตาเบ๊าะ”หลายครั้ง จึงเกิดศรัทธามีความสนใจในเรื่องฤทธิ์เรื่องเดช อภินิหาร วิทยาอาคมมาตั้งแต่เด็ก

บรรพชาเป็นสามเณร
เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามธรรมเนียมโบราณกาลที่นิยมให้บุตรหลานบวชเรียนแต่เด็กๆ จะได้เป็นคนดีมีคุณธรรม และได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดปราสาทใต้ ตำบล ห้วยเหนือ (ปัจจุบันเป็นตำบลห้วยใต้) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 14 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2500 ได้มาพักจำพรรษาที่วัดตะเคียนราม ในระหว่างที่บวชเป็นสามเณรอยู่นั้น มีความเพียรพยายาม มุมาณะศึกษา เล่าเรียน ท่องบทค้นคว้าหาความรู้ ตามหน้าที่ของนักบวชทางพระพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น
1 ท่องบทสวดเจ็ดตำนานจบ และสวดได้คล่องทุกบท
2 เรียนเทศน์คัมภีร์ใบลานภาษาขอม โดยเรียนอักขระภาษาขอม จนสามารถอ่านออกเขียนจนแตกฉานได้เป็นอย่างดี
3 ศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรม (นักธรรมชั้นตรี) โดยเดินเท้าเปล่าไปเรียนที่สำนักศึกษาปริยัติธรรมที่สำนักศาสนศึกษาวัดปรือคัน จนกระทั่งในปี 2502 ก็สามารถสอบไล่ได้นักธรรมตรี ซึ่งสอบได้น้อยมาก
อุปสมบถเป็นพระภิกษุ
เมื่ออายุครบอุปสมบท สามเณรสาย บุตะเคียน ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ. พัทธสีมาวัดปราสาทใต้ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพระครูโสภิธรรมขันธ์ (เอี้ยง ภคุโณ)เจ้าคณะอำเภอวัดกลาง (อัมรินทราวาส) ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทที่วัดปราสาทใต้แล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตะเคียนราม ในช่วงที่เป็นพระภิกษุนี้ ได้เรียนรู้อักขระขอมได้แตกฉานยิ่งขึ้น
ศึกษาเวทย์อาคม
ดินแดนอีสานใต้สมัยก่อนนั้น เป็นดินแดน แห่งมนตราอาคมไสยเวทย์ มีครูบาอาจารย์ที่เก่งกล้าในวิชาไสยศาสตร์ ทั้งไสยขาวและไสยดำมาตั้งแต่โบราณกาล มีการศึกษาเล่าเรียนสืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน เช่นวิชาป้องกันรักษาตัว หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรี กันและแก้ถอดถอนคุณไสยผูกปากสัตว์ร้ายด้วยเวทย์มนต์ เสน่ห์เมตตามหานิยม วิชากำบังตน ล่องหน ย่นระยะทาง และวิชาทำร้ายทำลายผู้อื่นด้วยศาสตร์ลึกลับเช่น ฝังหุ่น เสกหนัง เสกตะปู เสกกรรไกรเข้าท้องบังพัน บิดไส้ เสกด้ายให้เป็นงู เสกใบพรูให้เป็นแมงป่อง ผีโพง ยาสั่ง วิชาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่เก่งกล้าทั้งคฤหัสถ์และฆราวาสในเขต เมืองขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง แถบชายแดนไทยเขมร ซึ่งหลวงพ่อได้เลือกศึกษาศาสตร์ที่ดีสามารถช่วยเหลือรักษาผู้ที่เดือดร้อนรวมถึงวิชาที่จำเป็นในการป้องกันตัว จากอาจารย์จอมขมังเวทย์ที่เป็นฆราวาสชาวไทยห้าท่าน และอาจารย์เมืองเขมรกำพูชาอีกสิบห้าท่าน นอกจากศึกษาวิทยาอาคมแล้วท่านยังได้ศึกษาสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานทั้งสายเขมรและสายไทยจนเจนจบและได้ออกธุดงค์ในสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและเขมรมีประสบการณ์มากมายท่านเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง
ออกธุดงค์
ในปี พ.ศ. 2503 เมื่อหลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านได้ศึกษาวิชากรรมฐาน จากอาจารย์กุจ จนจบหลักสูตร และได้รับการถ่ายทอดวิชา จาก “ลูกตาเบ๊าะ” หรือหลวงปู่สรวงแล้ว ท่านมีความประสงค์ที่จะออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขา เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจ และความรู้ที่ได้ศึกษามา จึงได้ออกธุดงค์ไปในเทือกเขาพนมดงรัก โดยมีอาจารย์กุจ ซึ่งเป็นฆราวาสและอาจารย์ล้อม มักทายกของวัด ร่วมเดินทางไปด้วย
เริ่มออกจากวัดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ไปที่ ตาบัลลังก์ ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ปรักหักพัง เป็นสถานที่เงียบสงัด หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม อยู่ที่แห่งนี้ 1 คืน จึงถอดกลด มุ่งตรงไปยังเขาพระบาท (พระบาทภูสิงห์) สมัยนั้นเป็นป่าทึบ รกชัฏ มีหุบเหว ถ้ำ อยู่ตามรอบเขา บริเวณเชิงเขามีรอยเท้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ ลวงตาเบ๊าะตาปรม” (รอยเท้าฤษีดาบส หรือพระพรหม) ทางทิศตะวันออกของเขา เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำเป็นพื้นหินเรียบ มีน้ำหยดจากผนังสามารถดื่มได้ ลึกเข้าไปมีพระพุทธรูป หินทรายตั้งชิดติดผนัง
นิมิตเห็นนางเทพธิดา
หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม ในถ้ำแห่งนี้พอจิตสงบ ปรากฏกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมา เป็นกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่าหอมอย่างไร แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอม น้ำอบทั่วไป สักพักก็ปรากฏมีนางเทพธิดาสี่ห้าองค์ปรากฏกายเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ เข้ามากราบแล้วถามหลวงพ่อว่า “ท่านมีธุระอะไรหรือ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ ท่านมาหาอะไรหรือ” หลวงพ่อไม่พูดตอบ ยังคงนั่งเฉยสังเกตดูอากัปกิริยาและรูปร่างหน้าตาของแต่ละองค์ ล้วนแต่สวยสดงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ มารยาทก็เรียบร้อยสำเนียงพูดอ่อนหวานไพเราะจับใจ เมื่อหลวงพ่อไม่ตอบนางเทพธิดาเหล่านั้นก็กราบลากลับไป”หลวงพ่อเล่าว่านางเทพธิดาเหล่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้พูดภาษาถิ่น” และตั้งแต่ได้เห็นนางเทพธิดา ภาพแห่งความงามนี้ฝังติดตรึงใจหลับตาครั้งใดก็เห็นแต่นางเทพธิดา ทำให้จิตฟุ้งซ่านหวั่นไหว อยากเห็นอีก และนางเทพธิดาก็ปรากฏกายให้เห็นเกือบทุกวัน ในช่วงที่พำนักอยู่ในถ้ำพระ การเจริญภาวนาไม่รุดหน้า จิตเริ่มหวั่นไหว หลวงพ่อจึงพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นภาพลวงตา ที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพมายามาขัดขวางการปฏิบัติของนักบำเพ็ญเพียร เจริญภาวนาเมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วจิตจึงสงบ
นิมิตเห็นงูยักษ์
เดินจากเขาลงมาเรื่อย ๆ มาถึงห้วยศาลาแล้วข้ามตรงไปที่ ตาสะนาง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิเจ้าป่าเจ้าเขาแรง ชาวบ้านยำเกรง ไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนี้กันเท่าไหร่ หลวงพ่อเลือกปักกลดในถ้ำใกล้ทางขึ้นเนินเขา ตกกลางดึกในขณะที่นั่งเจริญภาวนาอยู่นั้น มีงูเหลือมยักษ์ลำตัวโตเท่าต้นมะพร้าวเลื้อยเข้ามาในถ้ำตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ ความรู้สึกในขณะนั้นไม่มีความรู้สึกกลัว หรือตกใจแต่อย่างใดเพราะจิตที่ได้ปฏิบัติมีแต่ความยินดีในธรรม จนไม่คิดเสียดายชีวิต คิดแต่เพียงว่า ถ้ามีกรรมกับผู้ใด เขามาทวงคืนแม้ว่าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตก็ยินดีให้โดยไม่ลังเล ถ้าแม้นว่าเคยมีเวรกรรมกับงูตัวนี้จะถูกกินก็จะไม่หนี จะนั่งอยู่ให้เขากิน เพื่อจะได้หมดเวรกรรม ไม่ต้องชดใช้ในภพต่อ ๆ ไป หากไม่เคยมีเวรกรรมต่อกันก็ขอให้เลื้อยผ่านไปอย่าได้รบกวนการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้เลย งูตัวนั้นได้เลื้อยเขามาบนตักผ่านตรงออกไปอีกทาง โดยเลื้อยช้า ๆ ด้วยลำตัวที่หนักและยาว กว่าจะผ่านพ้นไปได้ก็ทำให้ปวดและหนักเมื่อยจนเหงื่อโชคที่เดียว มันเลื้อยออกไปโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ รุ่งเช้าหลวงพ่อได้สอบถามผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วย “ว่าเมื่อคืนเห็นงูเหลือมไหม” ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เห็นมีอะไร หลวงพ่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
นิมิตเห็นเจ้าป่า
หลวงพ่อสายได้มาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีกครั้ง ในคราวนี้ได้ปรากฏเห็นพระพุทธรูปสำริดขนาดพระพุทธรูปบูชาทั่วไป อยู่ตรงหน้า ท่านได้เอามือคว้าจับดูแต่แม้ท่านจะยื่นมือจับเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที รู้สึกว่าพระพุทธรูปขยับหนี้ทุกครั้ง ในขณะที่ท่านคว้าจับอยู่นั้น ก็ปรากฏเห็นชายแก่ร่างเหี่ยวย่น ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง มายืนอยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวว่า “เป็นพระทำไมถึงมีความโลภ อยากได้ไปทำไมพระพุทธรูป” ชายชราหรือเจ้าป่ากล่าวเชิงตำหนิ จะเอาไปทำอะไรหละพระพุทธรูป ถ้าอยากได้จริงก็จะให้ของดีมีค่ายิ่งกว่านั้น ในนิมิตชายชราได้นำเอาทรัพย์สมบัติ เงิน ทอง เพชร พลอย รวมทั้งตำราเวทย์มนต์คาถาอาคมต่าง ๆ มามอบให้จำนวนมาก แต่หลวงพ่อบอกกับชายชราว่า ไม่รับหรอกทรัพย์สมบัติและตำราที่มอบให้ ที่เอามือคว้าพระพุทธรูปนั้น ก็เพราะอยากรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปจริงหรือไม่เท่านั้น ชายชราหรือเจ้าป่าก็ทำท่าไม่พอใจ แล้วกล่าวเป็นเชิงตำหนิว่า “พระนี้มาหาอะไร ไม่รู้จักอยู่วัดอยู่วา ให้อะไรก็ไม่เอา” แทนที่หลวงพ่อจะรู้สึกดีที่ได้ชนะกิเลศ แต่ท่านคิดว่าเราถูกเขาตำหนิแล้ว จากนั้นท่านก็ไม่ได้ออกมาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีก คงภาวนาอยู่ในเขตวัดเท่านั้น
ออกธุดงค์ที่ประเทศกัมพูชาครั้งที่ 2
ประมาณกลางปีพุทธศักราช 2508 หลวงพ่อสายได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตะเคียนราม แทนเจ้าอาวาสองค์เก่าซึ้งได้ลาสิกขาบท ในช่วงนี้ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ ท่าพระอาจารย์มหาสารินทร์ โสระวงศ์ วัดเวตวันวิหาร(วัดเชิงหวาย)กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาโดยกำเนิดท่านได้พาหลวงพ่อไปกรงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยทางรถยนต์จากปอยเปตเข้าเขมรไปทางเสียมราฐ ในขณะที่รถยนต์วิ่งบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ผ่านไปในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง ได้มีผู้ร้ายไม่ทราบจำนวน สาดกระสุนปืนใส่รถที่หลวงพ่อสายกับคณะที่เป็นพระร่วมเดินทางหลายรูป ต่างตระหนกตกใจหมอบลงกับพื้นรถชุลมุนไปหมด ส่วนหลวงพ่อสายไปเมือนั่งภาวนาอยู่กับที่ จนเสียงปืนสงบลงมองตรงไปที่ต้นเสียง ก็ไม่เห็นมีใคร กระสุนถูกล้อรถข้างหนึ่งจนยางแบน เมื่อเปลี่ยนล้อรถเสร็จเรียบร้อย จึงเดินทางต่อไปเมืองพนมเปญอย่างปลอดภัย
ในขณะนั้นเหตุการณ์สู้รบในเมืองกัมพูชายังไม่สงบ ยังคงมีความรุนแรงขึ้นทุกที แต่นาน ๆ ถึงจะได้มาซักครั้ง อาจารย์มหาสารินทร์ จึงอยากจะพาหลวงพ่อสายได้ชมเมืองเขมรให้ทั่ว ซึ่งมีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สุดในการเดินทางตระเวรเมืองเขมร ในคราวที่เดินทางไปยังจังหวัด กำปงสะปือ ในขณะที่นั่งรถไปกับคณะนั่นเอง ก็เห็นจรวด อาร์ พีจี ของกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงลอยข้ามรถไปตกอยู่อีกฟาก บางลูกก็ไม่ถึงตกระเบิดเสียก่อน ผู้นำขบวนสั่งให้หยุดรถแล้วให้ทุกคนลงจากรถทันทีและให้หมอบลงกับพื้น มีเพียงหลวงพ่อสายไม่ได้หมอบ ท่านบอกว่าท่านหมอบไม่เป็น เพียงแต่ไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ กระสุนปืนนานาชนิด ปืนกล อาก้าร์ เครื่องยิงระเบิด ตกลงดั่งห่าฝนห่างจากท่าน 1 เมตร บ้าง 2-3 เมตรบ้าง หลวงพ่อท่านระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสอนมา ร่วมถึงบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ขอให้ช่วยปกปักรักษาให้แคล้วคลาดปลอดภัย ในภาวะวิกฤติเช่นนี้หลวงพ่อเล่าว่าจิตนิ่งสงบเร็วจนแทบไม่ได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิด เหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง จึงได้สงบลง ปรากฏว่าไม่มีใครในคณะได้รับบาดเจ็บใด ๆ ทุกคนปลอดภัยต่างยกมือพนมท่วมหัวขอบคุณบุญกุศลเทพยะดาฟ้าดินที่ช่วยให้มีชีวิตรอดปลอดภัย
พัฒนาวัด
หลังจากได้เดินทางไปธุดงค์ที่ประเทศ เขมรกลับมาแล้ว หลวงพ่อเห็นว่ากุฏิ ศาลา ศาสนวัตถุที่มีอยู่เดิม มีอายุเก่าแก่ผุพังควรที่จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีและเพียงพอกับภิกษุสามเณรที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตลอดจนประชาชนที่เคารพนับถือหลวงพ่อที่ได้มาพักรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่วัดนั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสร้างเพิ่มขึ้นอีกท่านได้พาพระภิกษุสามเณรไปนอนค้างคืนเลื้อยไม้ที่เชิงเขาพนมดงรัก เพื่อมาสร้างศาลาไม้ ได้หลังใหญ่กว่าเดิม และสร้างกุฏิได้หลังใหญ่ พระภิกษุสามเณรได้อาศัยพักรวมกัน ส่วนหลังขนาดเล็ก ซึ่งได้สร้างเพิ่มหลายหลัง จะพักอยู่เพียงรูปเดียว
หลวงพ่อท่านได้สร้างกำแพงวัด โดยยึดศิลปะของปราสาทเขมร มาเป็นแบบ ส่วนประตูทางเข้าวัดท่านยึดแบบจากนครวัดนครธมมาสร้าง จึงทำให้ดูแปลกไปจากวัดอื่น การก่อสร้างนี้ก็ได้ความร่วมมือจากพระภิกษุสามเณรภายในวัดช่วยกัน ในการรื้อศาลาเก่า ภิกษุสามเณรใช้ค้อน และชะแลงในการทุบหิน ทุบปูน ในการรื้อจนมือไม้พอง หลวงปู่สายได้มาพบเห็นเหตุการณ์ หลวงปู่ก็เลยบอกให้พระภิกษุและสามเณรขยับออกไป หลวงปู่สายก็ยืนนิ่งแล้วท่านได้กำมือยกขึ้นมา อธิฐานท่องอะไรซักอย่างแล้วเอามือวางที่ก้อนหินและได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นก้อนหินแตกกระจายออกจากกันเป็นที่หน้าแปลกใจยิ่งนักของพระภิกษุและสามเณร พร้อมกับชาวบ้านที่มาช่วยงานรื้อถอนในครั้งนั้น
หลวงปู่สายปัจจุบันหลวงพ่อได้รื้อศาลาไม้หลังเก่า มาสร้างเป็นศาลาคอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งในขณะนี้กำลังก่อสร้างอาคารที่ทำการของเจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ ด้วยอาศัยปัจจัยของผู้มีจิตศรัทธารวมทั้งปัจจัยของหลวงพ่อเอง ที่ได้จากการรดน้ำมนต์ จากการเช่าบูชาวัตถุมงคล จากกฐิน ผ้าป่าของศิษย์ยานุศิษย์ทั่วไป การก่อสร้างดำเนินไปได้ในระดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก จึงจะแล้วเสร็จ จึงขอบอกบุญมายังผู้ใจบุญมีจิตรศรัทธา ได้ร่วมบริจาคช่วยหลวงพ่อท่านสร้างอาคารในครั้งนี้