.

 


ผู้เขียน หัวข้อ: ล็อกเก็ตรูปถ่ายต้นแบบเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก หายาก  (อ่าน 360 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 356
    • ดูรายละเอียด
ล็อกเก็ตรูปถ่ายต้นแบบเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก หายาก
จิตเตนะนิยะติโลโก   โลกอันจิตย่อมนำไป   ยุคใดสมัยใดที่ทางโลก  คือด้านรูปธรรมนำจิต  โลกจะถึงวิกฤตขึ้นมา
และน่าจะยังความวินาศสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้เกิดแก่มวลมนุษย์ทั้งโลก  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ที่ผ่านมาก็มาจากวิวัฒนาการ
ความก้าวหน้าทางรูปธรรม  คือ  ทางวิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีทั้งนั้น  ดังนั้น  จึงได้เห็นชัดว่าไม่ว่าจะเป็นผู้เก่งกาจทาง
ด้านวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรๆ  ในทางรูปธรรม  คือทางโลกแล้วเขาก็ยังไม่มีทุกข์ทางใจ  และไม่มีทางที่จะปลดเปลื้อง
จิตใจของตัวเองให้พ้นจากกองทุกข์  คือ  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ไปได้  คือ  ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดไปไม่มีสิ้นสุด
                เพื่อเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ทางใจ  กับความสับสนวุ่นวายของสังคมในความระทมตรมตรอม  กับอารมณ์ที่
ไม่สมหวังและระแวง  ระวัง  กังวลกับสารพัดเรื่องในโลกมนุษย์  ในสังคมมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์นี้  ควรจะมีเวลาปลีกกาย  ปลีกใจ
ไปหาความสงบทางจิตวิญาณกันบ้างเพื่อหาทางไปสู่แดนอันสงบทางจิตวิญาณกันบ้างเพื่อหาแนวทางอันสงบ  แดนที่เป็นพิภพ
ทางนามธรรม  คือ  ทางจิตวิญาณ  โลกวิญญาณ  โลกทิพย์  โดยการทำสมาธิจิต  คือฝึกหัดจิตของเรา  ให้ตัดกระแสแห่งความ
ยึดมั่นถือมั่น  กับเรื่องอารมณ์ที่ผ่านมา  ในอดีตและอนาคต  กำหนดจิตให้อยู่ในปัจจุบัน  ให้รู้ตัวรู้จิต  รู้จักความนึกคิดในปัจจุบัน
เอาจิตจ้องมองคอยดูอยู่ที่ลมเข้าๆ  ออกๆ  ทางช่องนาสา  (ช่องจมูก)  คือทีแรกให้ผู้รู้วิ่งตามเข้าตามออกให้จิตรู้อยู่เท่านี้
คือ  เข้าออก  เข้าออกไปเรื่อย  เสร็จแล้วเปลี่ยนมาเป็นจ้องคอยอยู่ที่จุดใดก็จะเป็นที่ท้องหัวใจหรือช่องจมูกก็ได้
แล้วแต่ความถนัดของท่านแล้วลมนั้นมันก็จะละเอียดลงๆ  จนรู้สึกว่าไม่มีอีกแล้ว  ความผ่องแผ้วของจิตมันจะเกิดขึ้น
แล้วเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า  อุปปจาระ และ อัปปนาสมาธิ  เป็นจิตที่ละเอียด  ซึ่งตั้งอยู่ในเอกกัคตารมณ์  คือ  อารมณ์เดียว
จิตไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องมันก็อยู่ที่ความสุข  พ้นจากความทุกข์ที่มนุษย์ เขาวุ่นวายกัน   อันการทำสมาธิจิตนี้เป็นการปลีกตัว
ปลีกไกลให้ห่างไกลจากความวุ่นวายของโลก  ถ้าทำได้บ่อยๆ  เท่ากับเราได้ปล่อยทุกข์ทางใจ  ทางจิต  ทางวิญาณ
และจะเป็นสะพานให้เข้าสู่โลกทิพย์โลกวิญญาณ  จะรับรู้รับเห็นเหตุการณ์  ตลอดทั้งจิตวิญญาณ  ดวงอื่นๆ  ที่เขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว
และจะเห็นเหล่าทวยเทพเทวา  ภูตผีปีศาจที่คนขี้ขลาดเขาว่าน่าเกลียดน่ากลัว  แต่ถ้าเขาเข้าไปสัมผัสด้วยจิตวิญาณที่อ่อนโยน
รู้สึกรักใคร่ในเขา  เขาก็จะมาสัมผัสกับเราในร่างที่สวยงามน่ารักน่านับถือ  คบง่ายซื่อสัตย์  ดังนั้น หลวงปู่โง่นเองจึงชอบที่จะเป็นมิตร
อยู่ใกล้ชิดกับพวกวิญญาณ  พวกผี  พวกเทวดา  มากกว่าชอบคน   ดังกล่าวมา   และยังมีหลายท่านที่ไม่เข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณ
ที่ล่วงลับไปแล้ว  คือ  ตายไปแล้ว  ว่าถ้ามาหล่อรูปของท่านไว้เป็นอนุสรณ์  นั้นจะไม่เป็นการสร้างกรรมให้ท่านต้องมาเฝ้ามมารักษา
หรือหลวงปู่อธิบาย  ตามที่ได้สัมผัสทางฝันว่า  ท่านผู้จากไปถ้าไปเสวยสุขอยู่ในชั้นตั้งแต่สวรรค์  ชั้นจาตุมไปถึงดุสิตา  อันกาลเวลา
ของพวกท่านเหล่านั้นคือหนึ่งวันของเขาเท่ากับร้อยปีของเรา    แต่ถ้าอยู่ในชั้นตั้งแต่  นิมารนรตีถึงปริมิตตาวสาวถี  ก็จะมีเวลาหนึ่งวัน
ของเขาท่ากับพันปีของเรา   แต่ชั้นมหาพรหม  ตั้งแต่ชั้นพระพรหมปริสัชชา ถึง  อาภัสรา  กาลเวลาหนึ่งหมื่นปีของโลกมนุษย์อีกแล้ว
จะเสวยสุขและสร้างบารมีอยู่เป็นล้านๆ  ปี  ส่วนท่านที่เข้าสู่พระปรินิพพาน ก็จะกลายเป็นสสารอันศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่คู่กับอนันตจักรวาล
ถึงโลกและจักรวาลของเราจะมีการแตกดับไปแล้วหลายๆ  ครั้ง
  แต่โลกทิพย์ยังไม่หายไปไหน  ดังนั้นเราหล่อรูป  ปั้นรูปท่านเอาไว้
ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะท่านจากโลกของคนไปไม่กี่วินาที  อันรัศมีซึ่งเป็นสสารของท่านจะยังอยู่ตลอดไป  ผู้มีความเลื่อมใส  ก็ได้รับ
ผลคือ เครื่องยึดเหนี่ยว  มันก็อยู่ที่ใจของท่านเท่านั้น  มันสำคัญอยู่ที่จิตใจ เมื่อเราได้อ่าน  ได้รู้เรื่องราวของเหล่าบรรพชน  หลายยุค
หลายสมัยของวีรชนไทยเหล่านั้นได้ประสบมาแล้วก็มานึกถึงหลักคำสอนของหลักพรพุทธศาสนา ที่มาในอภิณหะปัจจเวกขณว่า
  สัพเพหิเม   ปิเยหิ  นานาภาโว  วินาภาโว  อันการจะเป็นประสบกับความพลัดพรากทุกท่านทุกคนจะต้องประสบจำจากสิ่ง
อันเป็นที่รักใคร่ชอบใจนั้นทุกคนทุกชีวิต   จะหลบหลีกไม่พ้นอย่างเที่ยงแท้แน่นอนอย่าว่าแต่เราๆ   ท่านๆ คนธรรมดาสามัญเลย