.

 


ผู้เขียน หัวข้อ: ตะกรุดยันต์เกราะเพชรจารมือและสีผึ่งมหาเมตตานะหน้าทอง  (อ่าน 75 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 302
    • ดูรายละเอียด
ตะกรุดยันต์เกราะเพชรจารมือและสีผึ่งมหาเมตตานะหน้าทอง
        เรียนวิชากับหลวงพ่อจง
เมื่อสิ้นหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคไปแล้ว ศิษย์ของท่านทุกองค์รวมทั้งหลวงพ่อมี ต่างมุ่งตรงไปศึกษาหาความรู้ต่อกับ
หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก เพราะก่อนที่หลวงพ่อปานท่านจะมรณภาพ ท่านได้บอกบรรดาศิษย์ของท่านให้ไปหาหลวงพ่อจง
ซึ่งท่านว่าเป็น "พระทองคำ" ความจริงหลวงพ่อมี ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อจงมาก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476
โดยไปขึ้นกรรมฐานกับท่าน และเมื่อออกพรรษาทุกปีก่อนที่หลวงพ่อมีจะออกธุดงค์ท่านต้องไปให้หลวงพ่อจงประพรมน้ำพระ
พุทธมนต์ก่อนทุกครั้งไป
ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อมีออกรุกขมูลคราวใด ท่านจึงไม่เคยได้รับอันตรายใดๆจากภัยอันตรายต่างๆที่มีอยู่มากมายภายในป่า
ดงดิบทุกแห่งหนที่หลวงพ่อมีเดินธุดงค์ไปถึง เรียกว่า รอดพ้นปลอดภัยถึงวัดมารวิชัยโดยสวัสดิภาพทุกคราวไป หลวงพ่อมี
จึงมีความเคารพนับถือหลวงพ่อจงมาก นอกจากท่านจะมีปฎิปทางดงามแล้ว ท่านยังเคยแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ความมี
วิทยาคมขลังให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาอยู่เสมอ เนื่องจากท่านมีวาสนาบารมีผูกกันฉันศิษย์กับอาจารย์มากนั่นเอง
ดังนั้นในปีพ.ศ. 2481 หลวงพ่อมีจึงมาฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนวิชากับหลวงพ่อจงอย่างจริงจัง โดยขอเล่าเรียน วิชาทำ
ตะกรุดกับท่านก่อนตามที่เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส สาเหตุที่หลวงพ่อมีตั้งใจที่จะเรียนวิชาทำตะกรุดจากหลวงพ่อจงนั้น
เนื่องจากในสมัยหลวงพ่อมียังเป็นฆารวาส เคยมีคนมาลองของกับหลวงพ่อจงด้วยการเอาตะกรุดให้ท่านเป่า แล้วไปลองยิง
ปรากฎว่าปืนขัดลำกล้อง แต่เมื่อหันปากกระบอกปืนไปทางอื่น เสียงปืนก็ลั่นเปรี้ยงทันที เมื่อหลวงพ่อมีประจักษ์ในความ
ศักดิ์สิทธิ์ในตะกรุดที่หลวงพ่อจงเป่าด้วยสายตาตัวเองเช่นนี้ จึงตั้งใจไว้ว่าเมื่อบวชเรียนจะมาขอวิชาจากหลวงพ่อจง
วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา
หลวงพ่อจงท่านสอนวิธีลง นะหน้าทอง ให้แก่หลวงพ่อมีและบอกให้ใช้นะหน้าทองตัวนี้ลงแผ่นโลหะทำตะกรุดเมตตา
หลวงพ่อมีจึงถามหลวงพ่อจงขึ้นว่า เมื่อลงเมตตามหานิยมทำไมถึงยิงไม่ออก หลวงพ่อจงเปิดเผยเคล็ดลับในการใช้วิทยาอาคม
โดยไม่ปิดบังอำพรางแก่หลวงพ่อมีว่าลงทางเมตตาก็จริง แต่เวลาปลุกเสกเริ่มต้นอย่างไร ให้ลงท้ายว่าอย่างนั้นจะเป็นมหาอุด
เพราะยันต์นะหน้าทองมีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ได้สารพัด ข้อสำคัญต้องสร้างสมาธิจิตของตนเองให้แก่กล้าจึงจะใช้ได้สารพัดตามใจนึก
ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มสมาธิจิตให้กล้าแข็งอันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการเล่าเรียนพระเวทย์ หลวงพ่อจงท่านจึงถ่ายทอด
วิธีปฎิบัติการเพ่ง เตโชกสิณ แก่หลวงพ่อมี พร้อมๆกับการสอนสูตรการลง นะหน้าทอง หลวงพ่อมี ผู้สำเร็จอสุภกรรมฐานกับ
หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค แล้วยังได้วิชากสิณไฟจากหลวงพ่อจง อันเป็นกรรมฐานเกี่ยวกับการสร้างพลังจิตทั้งสิ้นจึงไม่ต้องสงสัย
เลยว่าทำไมอิทธิมงคลทุกอย่างที่ผ่านการปลุกเสกจากหลวงพ่อมี ล้วนมีประสบการณ์เข้มขลัง เป็นที่กล่าวขานโดยทั่วไป
หลวงพ่อมีได้ศึกษากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ มากับหลวงพ่อจงเป็นเวลานานเกือบ 30 ปี ท่านได้เดินทาง ไปๆมาๆ ระหว่าง
วัดหน้าต่างนอกและวัดมารวิชัยอยู่เสมอๆ ทั้งยังได้ร่วมงานกับหลวงพ่อจงอย่างใกล้ชิดอยู่บ่อยครั้ง และได้ปฏิบัติดูแลหลวง
พ่อจงตราบจนท่านสิ้นลมหายใจ

หลวงพ่อจงมรณภาพ
หลวงพ่อมีเล่าเหตุการณ์แห่งวาระสุดท้ายในคราวที่หลวงพ่อจงมรณภาพให้ฟังว่า หลวงพ่อจงท่านเป็นพระที่มีสุขภาพดี
ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนเลย นอกจากจะเป็นไข้หวัดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ที่ท่านสุขภาพดีเพราะว่าในตอนเช้ามืดท่านจะตื่นขึ้น
ทำวัตรสวดมนต์ เสร็จแล้วก็คว้าไม้กวาดปัดกวาดไปทั่วบริเวณวัด ได้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันสุขภาพ
ท่านจึงแข็งแรง มีความกระฉับกระเฉงเดินเหินคล่องแคล่วว่องไว แม้แต่พระหนุ่มๆก็ยังเดินสู้ท่านไม่ได้
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพหนึ่งเดือน ท่านเกิดหกล้มในห้องน้ำ จึงเป็นอัมพาตเดินไม่ได้รักษาเท่าไรก็ไม่หายเพราะแก่มากแล้ว
มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น เวลาพูดก็มีเสียงแหบๆ ฟังไม่ค่อยชัด พอมีพระไปเยี่ยมท่านก็จะให้สวดมนต์ให้ท่านฟัง ท่านจะนอน
ยิ้มฟังพระสวดเป็นการระงับทุกขเวทนาทั้งหลาย โดยไม่เคยร้องหรือบ่นอะไรให้ใครได้ยินเลยแม้แต่เพียงคำเดียว นอกจาก
ท่านจะส่ายหน้าไปมาแล้วพูดว่า "คราวนี้เขาเอาเราอยู่แน่แล้ว"
ในขณะที่ท่านป่วยท่านก็ยังนั่งรับแขกอยู่จนดึกจนดื่น ไม่ว่าใครขอร้องท่านให้พักผ่อนด้วยความเป็นห่วงแต่ท่านก็ไม่ยอมพัก
กลับพูดว่า "เขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้" ดูกำลังใจของท่านซิดีแค่ไหน
วันที่ท่านจะเสียก็ยังนั่งรับแขกอยู่ดีๆตามปกติ วันนั้นฉันสังเกตุอาการของท่านรู้สึกทุเลาขึ้นมาก ต้อนรับแขกด้วยใบหน้ายิ้ม-
แย้มแจ่มใสไม่เหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา ฉันเห็นแล้วเกิดสังหรณ์ใจมันผิดปกติ...เพราะว่าคนเราก็เหมือนตะเกียง หรือดวง
เทียนที่กำลังจะดับมันจะสว่างวูบขึ้นอีกครั้งก่อนดับ ฉันจึงไม่กลับวัด เฝ้าดูท่านอยู่ถึงเย็นก็ได้เรื่องจริงๆ
หลวงพ่อจงท่านบอกขอตัวกับแขกว่าจะนอน...ฉันเห็นแล้ว ท่านคงจะไม่ไหวจริงๆ เพราะตามธรรมดาท่านไม่เคยออกปากขอตัว
กับแขกเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว พอฉันเห็นท่านนอนเข้าสมาธิเท่านั้นก็แน่ใจทันที รีบหาธูปเทียนจุดบูชาพระรัตนตรัย
ท่านก็นอนหลับตาเข้าฌานเฉยอยู่อย่างนั้น...ฉันก็บอกให้ทุกๆคนรู้และให้ เงียบๆเข้าไว้เพราะท่านยังไม่ได้ละสังขารยังอยู่ในฌาน
คืนนั้นทั้งพระและฆราวาสผลัดกันนั่งเฝ้าหลวงพ่อจงจนดึก ก็มีพระที่วัด 2-3 องค์ เท่าที่จำได้ก็มีหลวงพ่อครุฑ องค์นี้ได้เป็น
เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก ต่อจาก หลวงพ่อไวทย์ แล้ก็มีพระเพ็ง...พระมหาแสวง วัดสีคต เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นวัดสันติการามอยู่
เยื้องๆวัดน้ำเต้านั่นแหละ และก็ฉันรวม 4 องค์ แต่ฆราวาสมีมาก พอชาวบ้านรู้ข่าวเข้าเท่านั้นแห่กันมาเฝ้าดูอาการขอหลวงพ่อจง
ด้วยความเป็นห่วงเต็มกุฏิไปหมด
เวลาประมาณตีหนึ่งกว่าๆของวันที่เท่าไรฉันก็จำไม่ได้ แต่จำได้ว่าเป็นคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา พอดี...
(ผู้เขียนเทียบปฏิทิน100ปีดูแล้วตรงกับวันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 ตรงตามบันทึกวันมรณภาพของทางวัด ซึ่งแสดง
ถึงความทรงจำของหลวงพ่อมียังดีเลิศจริง)...หลวงพ่อจงก็หมดลมละสังขารด้วยความสงบ โดยไม่มีอาการทุรนทุรายใดๆทั้งสิ้น
เพราะท่านมรณภาพในฌาน
ฉันกับพระมหาแสวงนั่งเข้าสมาธิตามดูท่าน เห็นแต่ดวงไฟดวงใหญ่มีแสงสีเหลืองนวลสว่างไสวลอยออกจากศีรษะของหลวงพ่อจง
หายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว...ดูตามท่านไม่ทันจริงๆ สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะไปทั่วกุฏิเพราะพระและฆราวาสทุกคนที่นั่งอยู่ ที่นั่น
ต่างก็เห็นดวงไฟลอยออกจากร่างหลวงพ่อจงด้วยตาเปล่าเหมือนกันหมด แม้แต่ชาวบ้านทุกๆคนที่นั่งอยู่นอกกุฏิก็ยังเห็นลูกไฟ
ดวงใหญ่พุ่งออกมาจากกุฏิหายขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์จริงๆ เหมือนกับว่าท่านจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้คนเห็นครั้ง
สุดท้ายเป็นการอำลาอย่างนั้นแหละ
พอชาวบ้านรู้ว่าหลวงพ่อจงท่านละสังขารแล้วเท่านั้นก็พากันร้องไห้ระงม ฮือออกันเข้าไปยื้อแย่งฉีกจีวรกันใหญ่ พอตอนเช้าก็มีคน
แห่กันมาอีก ฉีกจีวรจนต้องเปลี่ยนใหม่ไม่รู้กี่ชุดต่อกี่ชุด แม้แต่สายสิญจน์ที่โยงจากศพยังแย่งกัน บางคนเอาขมิ้นทามือทาเท้า
พิมพ์ลงผ้ากันจนมือเท้าของหลวงพ่อเหลืองไปหมด บางคนถอดเล็บออกจากนิ้วมือนิ้วเท้า ยังมีเลือดแดงๆติดอยู่เลย
มีอยู่รายหนึ่งถึงกับตัดนิ้วมือของท่านไป ปัจจุบันยังใช้ติดตัวอยู่ ก็คนพื้นที่นั่นแหละ ไปถามคนที่นั่นรู้จักชื่อกันทั้งนั้น ดูความศรัทธา
ที่พวกเขามีต่อท่านซิ แม้แต่ตายแล้วสังขารก็ยังถูกรบกวนไม่มีที่สิ้นสุดสมกับที่ท่านเคยบอกให้ฉันฟังว่า...
"ฉันเกิดมาเพื่อใช้หนี้ชาวบ้านเขา"...จริงๆ
หลวงพ่อจงถึงแก่กาลมรณภาพในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2508 เวลา 01.55น. สิริรวมอายุ 93 ปี