.

 

 


ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพถ่ายขาวดำหลวงปู่โง่น โสรโย สวยงามและเป็นเอกลักษณ์นั้น (รูปถ่ายมิใช่ภาพพิมพ์)  (อ่าน 135 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 443
    • ดูรายละเอียด
ภาพถ่ายขาวดำหลวงปู่โง่น โสรโย สวยงามและเป็นเอกลักษณ์นั้น (รูปถ่ายมิใช่ภาพพิมพ์)
ดูที่มาและตราปั้มระดาษด้วย เรื่องสั้นในหนังสือประวัติ หลวงปู่โง่น โสรโย
คุณพ่อบุญธรรมก็นำมาฝากให้เรียนต่อและทำงานไปด้วย เพราะเมืองหลวงคือกรุงปารีส อันการเรียนก็ต้องเรียน
แบบพาสเข้าไฮสคูล ไปเลย เพราะตัวโตแล้วและก็เรียนได้ดี ส่วนงานที่ทำประจำวันนั้น เป็นงานที่คนไทยไม่มีใครทำได้
เพราะเป็นงานที่มีเกียรติที่สดุที่มนุษย์คนอื่นเขาทำกันไม่ได้ งานนั้นคือแบกถึงขี้ ถังอาจมของเขาเน่าเหม็น
(ถึงที่เขาถ่ายทิ้งแล้วไม่มีใครสนใจ เพราะภายในพระราชวังแวซายนั้นเขาไม่มีห้องน้ำ ห้องส้วม เขาจะมีถังไว้ห้องละใบ
ใครจะถ่าย จะอาบน้ำก็ให้ไหลลงไปที่ถังนี้ ตื่นเช้าก็เป็นหน้าที่เราเหล่านักเรียนแย่งกันแบกเอาไปเททิ้ง ได้ค่าจ้างค่าทิป
ถังละ 1 ฟรังค์ ได้สตางค์ไปใช้วันละพอประทังชีพตัวเอง คุณพ่อให้เงินมาก็เก็บไว้ไม่ยอมใช้ หากินเองกับถังขี้ล้วน ๆ

เมื่อเรียนจบสาขาศัลยแพทย์ ก็ถูกส่งตัวมาฝึกงานที่เมืองดูไบศูนย์กลางความเจริญด้านตะวันออกกลางของอิสลามในยุคนั้น
นิกายฮั้นเขาบังคับให้ผู้ไปฝึกงานต้องนับถือพระอัลเลาะห์ คือศาสนาอิสลาม ตัวเราต้องทิ้งหรือวางศานาคริตส์
นิกายโรมันคารทอลีก พลิกโผมาถืออิสลามอยู่ได้สองปี แล้วก็กลับปารีสนับถือสาสนาคริตส์อีก เรือ่งนีเองจึงทำให้ข้าพเจ้า
เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของทั้งพุทธ คริตส์ อิสลาม พราหมณ์ ได้เป็นอย่างดี พอเป็นหลักวิถี การดำเนินชีวิต ของตัวเอง
ไปได้อย่างไม่มีภัยไม่มีติเดียนศาสนาใดๆ ทั้งนั้น ถือว่าทุกศาสนา เป็นเครื่องจรรโลงโลก ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
อย่างอิสลามเขาถือว่าสมบัติทุกอย่างมิใช่ของใคร ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ผู้มั่งมีศรีสุขมากมายเกินความจำเป็น
ถือว่าเป็นคนบาป เพราะเอาเปรียบสังคม การเล่นหวย เล่นแชร์ ตกดอกเงินกู้ ไม่ในในศาสนาอิสลาม ทุกๆปี ต้องถือศีลบวช
บวชมาแล้วอดข้าวอดน้ำ อดจนทนไม่ไหว เพื่อ สอนตนเองให้รู้ว่าอันความอดอยากโหยหิว ที่เกิดกับเรา ผู้อื่นก็เหมือนกัน
และจะได้แบ่งกัน ใช้ แบ่งกันกิน อยู่ร่วมกันได้ จึงนับว่าเป็นศาสนาหนึ่งในโลก ที่ห้ามเอารัดเอาเปรียบกัน เขาจึงมีศาสนิกชน
อยู่ทั้งโลกร่วม หนึ่งพันสามร้อยล้านคน ส่วนศานาคริตส์ที่ข้าพเจ้าแต่ก่อนนับถือเป็นชีวิตจิตใจ
เขามีหลักการเช่นกับศาสนาอิสลาม แต่เขาฝากความรับผิดชอบของชีวิตตัวเองไว้กับพระผู้เป็นเจ้า

อันการเผื่อแผ่ เจือจานแก่คนยากไร้นั้นเรานับว่าเป็นหนึ่งในโลก และบุคลากรของของเขาคือนักบวช เรียกว่าสาธุคุณ
เขาก็เลือกเอาบุคคลที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้มา อย่างน้อยต้องจบปริญญาตรีทางแพทย์ เป็นหมอสอนศาสนา
ส่วนด้านหลักทรัพย์ เขาเอาแต่บุคคลผู้มีเหลือใช้เหลือกิน ผู้เขียนเองก่อนเข้าเป็นสาธุคุณ ต้องฝากกองทุนส่วนตัวไว้
ไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ในสมัยนั้น มิใช่เอาพวกกระจอกขี้คอก ไม่มีกินไม่มีความรู้เข้ามาบวชอย่างพุทธเรา
บวขเข้ามาแล้วเขาเป็นพระนักสู้ นักให้ นักแจก มิใช่พระนักรบ รบกวนชาวบ้านเหมือนพระไทย เขาจึงมีศานิกทั่วโลกรวม
พันกว่าล้านคน แต่ศาสนาพุทธมีเพียงห้าร้อยกว่าล้านเท่านั้นทั่วโลก จะถึงอย่างไร ในชีวิตผู้เขียนก็ขอฝาก
ขอมอบกายถวายชีวิต ใว้กับพระพุทธศาสนาก็แล้วกันเมื่อชีวิตต้องหันเหมานับถิอศาสนา ตามคำขอร้องของแม่บังเกิดเกล้า
แล้วใช้เวลาถึงหกสิบเอ็ดปีอยู่ในศาสนาทำให้จิตบริสุทธิ์ ไม่พึ่งใคร ไม่พึ่งพระองค์ใด อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และก็ได้ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่าในการต่อสู้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้


เมื่อปี พ.ศ.2475 โยมคุณตาที่เมืองไทยได้ถึงแก่กรรม คุณโยมพ่อแม่ ให้กลับด่วนในคราวนั้น เราต้องกลับเมืองไทย
คุณพ่อบุญธรรมได้ทำพินัยกรรม เรื่องทรัพย์สินไว้ให้ทั้งหมด เพราะท่านรักเรามากถือว่าเป็นเด็กนักสู้ ขยันขันแข็ง
ซื่อสัตย์ การกลับเราก็กลับทางเรืออีก คือออกจากท่าเรือมาเซ ก็เข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าทางทะลแดง
ผ่านอ่าวส่วนเหนือของ อ่าวเปอร์เซีย ออกคลองสุเอช เข้ามหาสมุทรแปซิฟิก พลิกโผเข้าอ่าวไทย ในระยะที่ไปอยู่
ต่างแดนหลายๆประเทศนั้น เราใช้ชีวิตในการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่ต่อสู้เพื่อทำงาน เพื่อการศึกษา หาความรู้ มิใช่ต่อสู้
แบบอันธพาล ฝรั่งเค้าเลี้ยงลูก เขาไม่เลี้ยงแบบผู้บังเกิดเกล้าเหมือนคนไทย เขาเลี้ยงให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้
ซึ่งต่างกับคนไทย ที่ใช้ความพะเน้าพะนอกับลูกเกินไป จนลูกมีนิสัยเสียคน เลี้ยงตัวเองไม่ได้
(เรื่องนี้คนไทยควรคิดบ้าง) ดีไม่ดี ลูกก็อัปรีย์ เลี้ยงไม่โตเลย เลยกลายเป็นลูกลาก ลูกลอก ลูกเลิก เกือบมีอยู่ทั่วไทย

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย โยมแม่ก็บังคับ ให้บวชในศานาพุทธ แต่เรานับถือนิกายคริตส์มาแล้ว และได้รับฐานะเป็นถึง
สาธุคุณฟาดินันมาแล้ว นึกถึงพระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิต เรารอดมาได้เพราะพระเจ้าทั้งนั้น แต่การบวชแม่ก็บังคับ
ให้บวชกับพระที่แม่เคารพเลื่อมใส เพระเป็นสายใยญาติของคุณแม่ด้วย พระองค์นั้นคือตุ๊เจ้าครูบาศรีวิชัย
บ้านปางเมืองลำพูน เพระภูมิกำเนิดของโยมแม่อยู่ที่ป่าซาง ขัดแม่ไม่ได้ก็ต้องบวชเป็นสามเณร 15 วัน แล้ว
อุปสมบทเป็นพระ เรื่องก็เกิดอีก เพราะอุปัชฌาย์ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎหมายสงฆ์
จึงถูกจับกุมตัว ไปสอบสวนถึงห้าครั้งแต่เราเองก็อยู่หลบๆซ่อนๆ เรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้เขียนเป็นนักสุ้อยากรู้ความจริง
 ศาสนาพุทธเขาเอากันอย่างไร และมีใจรู้สึกฮึกเหิม เพิ่มกำลังใจในการที่จะช่วยพระพ่อเราในทางถูกต้อง
ของอุปัชฌาย์เรา ท่านก็มีชีวิตอยู่กับเราได้ปีกว่าๆ ท่านก็มรภาพจากไปเมื่อพ.ศ. 2481 อันดวงจิตดวงใจ
ของเรายังอยากสู้ต่อไป ต่อมาก็เจอพระเพื่อนกัน ซึ่งเคยเห็นกันทำงานอย่างเดียวกันที่ฝรั่งเศส
ท่านกลับบ้านมาบวชเป็นพระอยู่วัดจอมไตร นครเวียงจันทร์ ท่านชวนให้ไปช่วยสอนภาษาฝรั่ง ท่านองค์นั้น
คือมหาบัวผัน และเราก็จะไปกับท่าน ไปอยู่ได้ปีเดียว ขณะนั้น มหาสงครามเอเซียบูรพา กำลังก่อตัวขึ้น
ทหารอ้ายลาว ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส หาเหตุหาเรื่องว่าเราเป็นจารชน พวกสืบความลับ
ในด้านทหาร โดนอ้ายลาวจับขังคุกขี้ไก่ สามสิบวันมันแท้ๆ