ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ป Timpirus.com

เรียนผู้ศรัทธาในหลวงปู่ทิม อิสริโก และผู้สนใจในเวปทิมภิรัติทุกท่านทราบ

เนื่องด้วยเวปทิมภิรัติมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมาเพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่และคณาจารย์ท่านอื่นๆที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส ให้สาธุชนที่สนใจและมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ฯและคณาจารย์ท่านอื่นๆได้ทราบในข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อถือได้ โดยปราศจากวัตถุประสงค์ในการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือเข้ากลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง อันอาจจะทำให้ผู้ศรัทธาบางท่านเกิดความเสียหายได้  ดังนั้นทางผู้จัดทำเวปทิมภิรัติจึงเรียนมาเพื่อให้เหล่าสาธุชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการกุศลและหรือสาธารณกุศลใดๆ ที่มีผู้สนใจนำมาลงเผยแพร่ผ่านทางเวปนั้น บางครั้งทางเวปก็ไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าท่านผู้สนใจรายใดมีความสนใจในการเช่าหาวัตถุมงคลใดๆก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะได้รับข้อมูลผ่านทางเวปแห่งนี้หรือหนังสือพระเครื่องต่างๆหรือเกิดจากความสนใจศรัทธาส่วนตัวแล้วไซร้ ทางผู้จัดทำเวปก็อยากให้ท่านผู้สนใจหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆให้กระจ่างชัดเสียก่อนที่จะได้มีการเช่าหาหรือซื้อหา เพราะบางครั้งความศรัทธาของเราอาจจะมากจนเป็นความงมงายแล้วไปบดบังปัญญาของเราจนอาจจะทำให้เราขาดสติได้  ซึ่งแน่นอนอาจทำให้เราเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ ส่วนถ้าเป็นเรื่องสาธารณกุศลใดๆที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือองค์กรสาธารณกุศลใดที่ทางผู้จัดทำสามารถยืนยันได้ ทางเวปยินดีที่จะพิจารณายืนยันให้เป็นกรณีไป เพราะถือว่าเป็นการช่วยกันเผยแพร่กิจกรรมในอันที่จะเป็นสาธารณกุศลเพื่อส่วนรวมได้ต่อไป และขอให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมทุกท่านที่มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา

เครดิต.Lineกนก "ตามรอยเท้าพ่อ" ตามรอยพระบาทยาตรา จังหวัดพัทลุง 29 มกราคม 2560


ผู้เขียน หัวข้อ: รูปเหมือนพระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา(นำ แก้วจันทร์)  (อ่าน 1432 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 222
    • ดูรายละเอียด
รูปเหมือนพระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา(นำ แก้วจันทร์) รุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย   
       วัตถุมงคลของท่านจัดได้ว่าเป็นผู้มีพลังจิตสูง มีอำนาจญาณสมาบัติที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อันให้ประจักษ์
ต่อสายตาของชาวบ้านให้เห็นกันมาแล้ว เพราะว่าอภินิหารของพระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จังหวัดพัทลุง ท่านผู้นี้มี
ผู้ประสบกันมาหลายท่านเมื่อครั้งสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และชาวบ้านเหล่านั้นย่อมยืนยันถึงความจริงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
      พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์แห่งวัดดอนศาลา จังหวัดพัทลุง
เป็นศิษย์สืบสายวิทยาคมมาจากสำนักเขาอ้อ อันเป็นสำนักพุทธาคมอันกระเดื่องนามของภาคใต้ที่มีการสืบทอดตำราต่อๆกัน
มาตั้งแต่ครั้งยุคสมัยศรีวิชัย พระอาจารย์นำได้เรียนวิทยาคมสายเขาอ้อมาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยศึกษากับท่านอาจารย์เกลี้ยง
แก้วจันทร์ผู้เป็นบิดา ก่อนที่จะมรณภาพท่านอาจารย์เกลี้ยงได้นำเอาบุตรชายไปฝากเรียนวิทยาคมกับท่านอาจารย์ทองเฒ่า
ที่วัดเขาอ้อ ซึ่งวิชาอาคมสายเขาอ้อนั้น ท่านอาจารย์นำได้เรียนมาจนจบทุกกระบวนการอย่างช่ำชองและทำได้ขลังยิ่งนัก
จนเป็นที่นับถือของศานุศิษย์และชาวบ้านทั่วไป
         พูดถึงอำนาจพลังจิตของท่านอาจารย์นำแล้วมีความแก่กล้ามากขนาดว่าแสดงอภินิหารให้เห็นกันด้วยตากันอย่างจะๆ
คุณสุธน ศรีหิรัญ เคยเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งที่คุณสุธนเคยไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์นำก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น
ท่านอาจารย์นำได้เอาผงมาเขียนตัว”นะ”บนฝ่ามือของท่าน แล้วก็เพ่งและเป่าไปยังเสาไม้ในกุฎิ ปรากฏว่าตัว”นะ”
ที่อยู่ในมือของท่านอาจารย์นำในตอนแรก ได้ไปติดอยู่ที่เสากุฏิอย่างน่าอัศจรรย์
    และมีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนกินน้ำมันงาซึ่งเป็นวิชาแขนงหนึ่งของสายเขาอ้อ คุณสุธนได้เอาน้ำมันงาใส่ในถ้วยตะไลจนปริ่ม
 แล้วก็ประคองยื่นให้ท่านอาจารย์นำ ซึ่งท่านก็รับเอาถ้วยน้ำมันงานั้นไปบริกรรมปลุกเศกอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งแล้วก็ส่งคืนให้คุณสุธน
 ซึ่งคุณสุธนได้ยื่นมือไปรับและค่อยๆประคองถ้วยน้ำมันงา เพราะกลัวว่าน้ำมันงาจะหก แต่ปรากฏว่าน้ำมันงาในถ้วยตะไลที่เหลว
ในตอนแรกนั้น กลับแข็งเป็นก้อนรูปถ้วย ทั้งๆที่น้ำมันงานั้นแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นวันเป็นคืนก็ไม่มีวันแข็งได้ เวลาเอาช้อนตักใส่
ปากกินก็เหมือนการกินวุ้นอย่างนั้นแหละ
    แม้บางครั้งที่ลูกศิษย์ของท่านซึ่งอยู่ที่จังหวัดตรัง มีเรื่องเดือดร้อน จึงได้จุดธูปอธิษฐานขอให้ท่านอาจารย์นำช่วย
ท่านยังสามารถรู้ได้ถึงการขอความช่วยเหลือจากศิษย์ของท่าน โดยท่านจะรู้สึกว่ามีกลิ่นธูปลอยมาปะจมูกจนได้กลิ่น

การสร้างรูปเหมือนขนาดเล็กของท่านอาจารย์นำ ได้สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙โดยคณะผู้จัดสร้างได้มีความประสงค์นำเอารายได้จากการบูชาไปสร้างถาวรวัตถุในวัดดอนศาลาเป็นการกุศล จึงได้กราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างครั้งนี้
        เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้นั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า”ถ้าจะสร้างก็ต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะชีวิตอาตมาใกล้เข้ามาแล้ว เกรงจะไม่ทันการ” ทำเอาคณะผู้จัดสร้างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เพราะว่าขณะนั้นท่านอาจารย์นำก็กำลังอาพาธอยู่แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า”การสร้างนั้นเป็นสิ่งดี เพราะจะได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ขอให้รีบทำเถิด” จากนั้นท่านก็ขอให้คณะผู้จัดสร้างนำเอาแผ่นโลหะมาให้ท่านเพื่อที่จะลงยันต์เป็นเชื้อชนวนในการสร้าง  หลังจากที่ได้นำเอาแผ่นโลหะจำนวนมากไปให้ท่านอาจารย์นำตามที่ต้องการแล้ว ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๙ คณะผู้จัดสร้างก็ได้เดินทางไปรับแผ่นยันต์จากท่าน ซึ่งแผ่นยันต์เหล่านั้นท่านอาจารย์นำได้ลงไว้อย่างเรียบร้อย และได้กล่าวว่า”ลงให้สุดท้ายแล้ว”.นอกจากแผ่นยันต์ที่ท่านอาจารย์นำได้ลงจารให้ไว้ ยังมีชนวนศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง พร้อมทั้งพระบูชาสมัยเก่าที่ชำรุด และโลหะสมัยบ้านเชียงอีกเป็นจำนวนมากซึ่งคณะผู้สร้างได้นำไปถวายท่านอาจารย์นำปลุกเศกอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการหล่อหลอม และท่านก็ได้รับปลุกเศกพร้อมกับกล่าวว่า”ขอให้สร้างให้เสร็จเดือนหน้า เพราะใกล้เต็มที่แล้ว”(หมายถึงเดือนกันยายน) แต่ปรากฏว่า การดำเนินการสร้างในครั้งนั้นไม่อาจที่จะสร้างสิ้นในเดือนกันยายนได้ เพราะการจัดสร้างได้ทำอย่างพิถีพิถันที่สุด คณะผู้จัดสร้างจึงได้เดินทางไปกราบเรียนท่านอาจารย์นำว่า พระยังไม่เสร็จ เมื่อกราบเรียนแล้วปรากฏว่าท่านอาจารย์นำได้นั่งนิ่งไม่พูดว่าอะไร ตามองออกไปข้างหน้าในลักษณะที่ยากจะคาดเดาได้ว่าท่านคิดอย่างไร ทำเอาคณะที่ไปครั้งนั้นอึดอัดใจไปตามๆกัน ท่านนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กล่าวว่า”เอาเถอะ!อย่าให้เกินเดือนตุลาคม พ่อจะรอ ถ้าเกินจากนั้นไม่รอแล้ว”.จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้กลับไปดำเนินการสร้างต่อไป ซึ่งในการสร้างได้พิถีพิถันเรื่องเนื้อพระจะต้องออกมาสวยงามจึงต้องเพิ่มทองคำและเงินลงไปอีกจำนวนมาก จนได้เนื้อเป็นที่พอใจ จากนั้นก็ได้เริ่มเทหล่อพระ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2015, 11:14:05 AM โดย admin »

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 222
    • ดูรายละเอียด
เมื่อวันที่  ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๙ พระได้หล่อเสร็จเรียบร้อย จึงได้รีบนำเอาพระไปที่วัดดอนศาลา เมื่อกราบเรียนให้ท่านอาจารย์นำทราบปรากฏว่าท่านรู้สึกดีใจจนเห็นได้ชัด จากนั้นก็ได้นำเอาพระไปวางไว้ในพระอุโบสถวัดดอนศาลา โดยเอาผ้าขาวคลุมพระไว้.ในวันที่๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เมื่อทกอย่างจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เห็นว่าท่านอาจารย์นำ ซึ่งนอนมาหลายวันแล้วเพราะอาพาธอยู่ แต่วันนั้น ท่านกลับลุกขึ้นด้วยความสดชื่นกว่าปกติ แล้วก็ได้เข้าไปจุดเทียนชัย และนั่งเข้าสมาธิเพ่งพลังจิตปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังทางคาถาอาคมของสายใต้เช่น พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง,พ่อท่านหมุน วัดเขาแดง,อาจารย์ พล.ล.ล.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ฯลฯเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง ขณะที่กำลังปลุกเศกอยู่ด้วยความเงียบสงบภายในพระอุโบสถวัดดอนศาลา ท่ามกลางความเงียบที่ทุกคนนั่งชมพิธีอยู่นั้น ได้ปรากฏมีเสียง”เปรี๊ยะ”ดังออกมาจากกองพระเครื่องที่คลุมผ้าขาวในปริมณฑลพิธี แต่เนื่องจากพิธียังไม่เสร็จสิ้นจึงยังไม่มีใครไปเปิดดู. ครั้นเมื่อท่านอาจารย์นำออกจากสมาธิแล้วก็ได้บอกว่า”สำเร็จแล้ว” จากนั้นคณะผู้จัดสร้างก็ได้เข้าไปเปิดผ้าขาวที่คลุมพระเครื่องออกดู เพื่อให้รู้ว่าเสียงดัง”เปี๊ยะ”นั้นมาจากอะไร และเมื่อเปิดผ้าขาวออก ทุกคนเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์กันทุกคนคือ ลังไม้ที่บรรจุพระเครื่องได้แตกออก และพระเครื่องได้กระจายทั่วไป.การที่พระเครื่องซึ่งบรรจุอยู่ในลังไม้ได้กระจัดกระจายเพราะลังไม้แตกนั้น จะเป็นไปเพราะสาเหตุไม่ได้ แต่เป็นไปเพราะพลังจิตที่ท่านอาจารย์นำ และพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมปลุกเศก ได้เพ่งตรงไปรวมที่กองพระเครื่อง และอัดจนแน่น เป็นพลังที่กระทั่งดันลังไม้แตก
  หลังจากเสร็จสิ้นพิธีปลุกเศกนั้น บรรดาลูกศิษย์ก็ได้ประคองพาท่านอาจารย์นำกลับกุฏิ เมื่อถึงกุฏิแล้ว ท่านก็ได้บอกกับบรรดาลูกศิษย์ว่า”อีก ๓ วันพ่อจะไปแล้วนะ”.ครั้นเมื่อ ๓ วันผ่านไปจากวันที่ท่านได้บอกบรรดาลูกศิษย์ คือวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันกำหนดที่ท่านอาจารย์นำได้บอกลาลูกศิษย์ไว้ เวลากลางคืนบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านหลายคนได้ไปหาท่านที่กุฏิ ซึ่งท่านก็ได้สนทนาและบอกลาลูกศิษย์กับชาวบ้านด้วยใบหน้าปกติและสดชื่น ไม่มีแสดงอาการเจ็บปวดจากการอาพาธแต่อย่างใด  ครั้นเมื่อเวลา ๒๒๐๐ น. ท่ามกลางความมืดของกลางคืน ท่านอาจารย์นำได้กล่าวอำลาบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเสียงปกติว่า”พ่อลาแล้ว” จากนั้นท่านก็ล้มตัวลงนอนและละสังขารไปอย่างสงบ และขณะที่ท่านอาจารย์นำได้ละสังขารไปนั้น ท่ามกลางความเงียบสงบของเวลากลางคืน และท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ได้ปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้นมาอีก คือได้ปรากฏมีเสียงบรรเลงแตสังข์กังวาลรอบๆบริเวณวัดดอนศาลา ทั้งๆที่บริเวณนั้น ไม่มีบ้านใครจัดงานบรรเลงเลย แล้วเสียงแตสังข์นั้นมาจากไหน?
    จากที่เขียนมานี้ผมคงไม่ต้องมาสรุปอีกแล้วกระมังครับว่า พระอาจารย์นำแห่งวัดดอนศาลา ศิษย์ปลายเขาอ้อ ท่านผู้นี้น่าเคารพกราบไหว้เพียงใด และรูปเหมือนของท่านรุ่นนี้ ซึ่งเป็นรุ่นแรก รุ่นเดียวและรุ่นสุดท้าย สมควรที่จะนำมาบูชากันได้แล้วใช่ไหมครับ
    ลักษณะของรูปเหมือนรุ่นนี้ช่างได้แกะพิมพ์ได้อย่างสวยงาม และเหมือนองค์จริงของท่านมาก การพริ้วของผ้าสังฆาฎิและริ้วจีวรดูเป็นธรรมชาติ เป็นรูปเหมือนของท่านอาจารย์นำ นั่งสมาธิพาดสังฆาฏิ มือประสานวางบนหน้าตัก ที่ฐานด้านหน้าเขียนว่า”ชินวโร” ซึ่งเป็นฉายาของท่านอาจารย์นำ  ด้านหลังมีตอกโค้ดตัว”นะ”ไว้ที่ปลายสังฆาฏิในรูปวงกลม สำหรับตัว”นะ”ของท่านอาจารย์นำ เป็นลักษณะเฉพาะของท่าน ไม่เหมือนกับ”นะ”ของพระเกจิอาจารย์ท่านอื่น  ส่วนที่ฐานเป็นอักขระขอม ส่วนบริเวณก้นหรือฐานด้านล่างได้เจาะเป็นช่องว่างบรรจุผง
อนันตคุณ ซึ่งเป็นผงวิเศษที่ท่านอาจารย์นำ ได้เพียรพยายามสร้างมานาน แล้วก็ใช้แผ่นเงินอุดปิดทับไว้ ที่เป็นแผ่นเงินซึ่งอุดปิดทับไว้ก็จะเป็นตัวหนังสือเขียนว่า”ชินวโร”เช่นกัน
    ประสบการณ์ของรูปเหมือนของท่านอาจารย์นำรุ่นนี้มีครบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาด และคงกระพัน มีคนเขาเจอกันมามากแล้ว  ปัจจุบันยังเล่นหากันอยู่ในหลักพันอ่อนๆ แต่ถ้าช้ากว่านี้ก็เป็นการแน่นนอนว่าราคาจะต้องถีบตัวสูงเหมือนกับเหรียญของท่านอีก และของก็ไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยด้วย
      ความดีของเรื่องนี้ขอมอบเพื่อเป็นการเทิดเกียรติคุณของพระอาจารย์นำ และขอขอบคุณ”คุณสุธน ศรีหิรัญ”เป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลในครั้งนี้ด้วยครับ